ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 98 (เล่ม 12)

เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ย่อมฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ เบื้องบน เบื้องล่าง
เบื้องขวางได้ แต่เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ไม่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร.
เพราะข้อนั้นย่อมเป็นอย่างนั้น ในเมื่อภิกษุอบรมสมาธิส่วนเดียว เพื่อฟัง
เสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แต่มิได้อบรม
เพื่อเห็นรูปอันเป็นทิพย์ ฯลฯ
[๒๔๘] ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีสมาธิได้อบรมแล้วทั้งสองส่วน เพื่อ
เห็นรูปอันเป็นทิพย์ น่ารัก ยั่วยวน ควรยินดี และเพื่อฟังเสียงอันเป็นทิพย์
น่ารัก ยั่วยวน ควรยินดี ในทิศเบื้องหน้า. ภิกษุนั้น เมื่อได้อบรมสมาธิ
ทั้งสองส่วน เพื่อเห็นรูปและเพื่อฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในทิศเบื้องหน้า
ย่อมเห็นรูปและย่อมฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในทิศเบื้องหน้า ข้อนั้น
เพราะเหตุไร. เพราะข้อนั้นย่อมเป็นอย่างนั้น ในเมื่อภิกษุได้อบรมสมาธิ
ทั้งสองส่วน เพื่อเห็นรูปและเพื่อฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในทิศเบื้องหน้า.
[๒๔๙] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุมีสมาธิได้อบรมแล้วทั้ง ๒ ส่วน เพื่อ
เห็นรูป และเพื่อฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในทิศเบื้องขวา ฯลฯ ในทิศ-
เบื้องหลัง ฯลฯ ในทิศเบื้องซ้าย ฯลฯ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง.
ภิกษุนั้นเมื่อได้อบรมสมาธิทั้ง ๒ ส่วน เพื่อเห็นรูป และเพื่อฟังเสียงอัน
เป็นทิพย์ ฯลฯ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ย่อมเห็นรูป และย่อมฟัง
เสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร. เพราะข้อนั้นย่อมเป็นอย่างนั้น ในเมื่อภิกษุได้อบรมสมาธิทั้งสอง
ส่วน เพื่อเห็นรูปและเพื่อฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ฯลฯ เบื้องบน เบื้องล่าง
เบื้องขวาง.

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 99 (เล่ม 12)

มหาลิ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้สุนักขัตตลิจฉวีบุตร ไม่ได้ฟัง
เสียงอันเป็นทิพย์ น่ารัก ยั่วยวน ควรยินดี ซึ่งมีอยู่จริง ไม่ใช่ไม่มี.
[๒๕๐] โอฏฐัทธลิจฉวี กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลาย
ย่อมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุจะทำให้แจ้ง ซึ่ง
สมาธิภาวนาเหล่านี้เป็นแน่. ตรัสตอบว่า มหาลิ ภิกษุทั้งหลายจะประพฤติ
พรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระทำให้แจ้งซึ่งสมาธิภาวนาเหล่านี้ หามิได้เลย
ธรรมเหล่าอื่น ซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระ-
ทำให้แจ้งที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า ยังมีอยู่อีก. โอฏฐัทธลัจฉวี ทูลถามว่า
พระเจ้าข้า ก็ธรรมเหล่าไหนซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ใน
พระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า. ตรัส
ตอบว่า มหาลิ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นโสดาบันมีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้แน่นอนแล้ว มีความตรัสรู้เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะ
ความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ ๓ ธรรมนี้แล้ว ซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติ
พรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า.
[๒๕๑] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นพระสกทาคามี จะมาสู่โลกนี้ครั้ง
เดียวเท่านั้นแล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัง-
โยชน์ ๓ เพราะความเบาบางแห่งราคะโทสะและโมหะ ธรรมนี้แลซึ่งภิกษุ
ทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่ยิ่งกว่าและ
ประณีตกว่า.
[๒๕๒] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีอันจะบังเกิดในอุปปาติกกำเนิด๑
จะปรินิพพานในอุปปาติกกำเนิดนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
(พระอนาคามี) เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ ธรรม
(๑) อุปปาติกกำเนิด ในที่นี้หมายเอาสุทธาวาส ๕.

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 100 (เล่ม 12)

นี้แลซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่
ยิ่งกว่าและประณีตกว่า.
[๒๕๓] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุทำให้แจ้ง เพราะรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
เข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลาย อยู่ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) เทียว แม้ธรรมนี้แลซึ่งภิกษุ
ทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่ยิ่งกว่าและ
ประณีตกว่า. มหาลิ ธรรมเหล่านี้แลซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์
ในเราเหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า.
[๒๕๔] โอฏฐัทธลิจฉวี ทูลถามว่า ทางดำเนินเพื่อทำให้
แจ้งซึ่งธรรมเหล่านั้นมีอยู่หรือพระเจ้าข้า. ตรัสตอบว่า มีอยู่ มหาลิ.
ทางดำเนินเพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่านั้น เป็นไฉนเล่า พระเจ้าข้า.
มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นของพระอริยเจ้านี้แล คือ ความเห็นชอบ ความ-
ดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ
ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นทางดำเนิน เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมเหล่านั้น.
[๒๕๕] มหาลิ สมัยหนึ่ง เราอยู่ในโฆสิตารามใกล้นครโกสัมพี
ครั้งนั้น ๒ บรรพชิต คือมัณฑิยปริพพาชก ๑ ชาลิยะ ศิษย์ทารุปัตติกะ ๑ ได้
เข้าไปหาเรา เจรจาปราศรัยกับเราแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึง
ได้กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ท่านโคดม ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือหนอ
หรือชีพอันอื่น สรีระอันอื่น. เราได้กล่าวว่า แน่ะท่าน ถ้าอย่างนั้นจงฟัง
จงกระทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. พระตถาคตอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นพระ
อรหันต์ ตรัสรู้ชอบเองแล้ว ฯลฯ. (นักปราชญ์พึงให้เนื้อความพิสดารเหมือน

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 101 (เล่ม 12)

ในสามัญญผลสูตร) ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีลอย่างนี้ ฯลฯ บรรลุฌาน
ที่ต้น มีวิตก มีวิจาร มีปิติและสุขเกิดแต่วิเวกแล้วอยู่. ภิกษุใดรู้อย่าง
นี้ เห็นอย่างนี้ นั่นเป็นการสมควรแก่ภิกษุนั้นหรือหนอ เพื่อจะกล่าวว่า
ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น ดังนี้. ภิกษุนั้น
ใดรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่นไม่เป็นการสมควรแก่ภิกษุนั้น เพื่อจะกล่าว
ว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น. ก็แล
ความข้อนี้ เรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ดังนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ชีพ
ก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น ดังนี้. ภิกษุ
บรรลุฌานที่ ๒ ฯลฯ ภิกษุบรรลุฌานที่ ๓ ฯลฯ ภิกษุบรรลุฌานที่ ๔
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและเพราะละทุกข์เสียได้ เพราะสิ้นไป
แห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน มีความบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาและสติ
แล้วอยู่. ภิกษุใดรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่นเป็นการสมควรแก่ภิกษุนั้น
หรือหนอ เพื่อจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอันอื่น
สรีระอันอื่น ดังนี้. ภิกษุนั้นใด รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่นไม่เป็นการ
สมควรแก่ภิกษุนั้น เพื่อจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า
ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น. ก็แลความข้อนี้ เรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
ดังนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพ
อันอื่น สรีระก็อันอื่น.
เธอนำจิตไปเฉพาะ น้อมจิตไปเฉพาะ เพื่อญาณทัสสนะ (คือ
ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็น). ภิกษุใด ฯลฯ เธอรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีก เพื่อความเป็นเช่นนี้
ย่อมไม่มี ดังนี้. ภิกษุใด รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่นเป็นการสมควรแก่

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 12)

ภิกษุนั้นหรือหนอ เพื่อจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า
ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น ดังนี้. ภิกษุนั้นใด รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ นั่น
ไม่เป็นการสมควรแก่ภิกษุนั้น เพื่อจะกล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อัน
นั้น หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น. ก็แลความข้อนี้ เรารู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ ดังนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น
หรือว่า ชีพอันอื่น สรีระอันอื่น ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเวยยากรณพจน์นี้แล้ว. โอฏฐัทธลิจฉวี
มีใจยินดี ชื่นชมภาสิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล.
จบ มหาลิสูตร ที่ ๖

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 12)

อรรถกถามหาลิสูตร
เอวมฺเม สุตํ ฯปฯ เวสาลิยนฺติ มหาลิสุตฺตํ
ในมหาลิสูตรนั้น มีการพรรนาตามลำดับบทดังนี้. บทว่า เวสาลิยํ
ความว่า ใกล้นครอันได้นามว่า เวสาลี เพราะเมืองนี้ถึงความไพศาลเนือง ๆ
บทว่า มหาวเน ความว่า ในป่าใหญ่เกิดเองตั้งอยู่ต่อเนื่องกับป่าหิมพานต์
ภายนอกนคร ซึ่งเรียกว่า มหาวัน เพราะความที่เป็นป่าใหญ่นั้น. บทว่า กูฏ-
คารสาลายํ ความว่า ได้สร้างสังฆารามในราวป่านั้น. ได้สร้างปราสาทเช่น
กับเทพวิมาน ทำตามแบบกูฏาคารศาลา ยกช่อฟ้าบนเสาทั้งหลายในสังฆา-
รามนั้น. หมายถึงปราสาทนั้นสังฆารามแม้ทั้งสิน จึงปรากฏว่ากูฏาคารศาลา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอาศัยนครเวสาลีนั้น ประทับอยู่ ณ สังฆารามนั้น.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏคารสาลายํ ดังนี้.
บทว่า โกสลกา คือ ชาวแคว้นโกศล. บทว่า มาคธกา คือ ชาว
แคว้นมคธ. บทว่า กรณีเยน ความว่า ด้วยการงานที่พึงทำแน่แท้. ก็
การงานที่แม้จะไม่กระทำก็ได้เรียกว่ากิจ การงานที่ควรทำแน่แท้ทีเดียว
ชื่อว่า กรณียะ.
บทว่า ปฏิสลฺสีโน ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหลีก
เร้น คือ ทรงหลบจากเรื่องอารมณ์ต่าง ๆ ทรงอาศัย เอกีภาพ เสวยความ
ยินดีในฌานในเอกัคคตารมณ์. บทว่า ตตฺเถว คือ ในวิหารนั้น. บทว่า เอกมนฺตํ
ความว่า พราหมณทูตเหล่านั้นไม่ละที่นั้นพากันนั่ง ณ เงาต้นไม้นั้น ๆ.

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 12)

บทว่า โอฏฺฐทฺโธ ความว่า เจ้าลิจฉวีผู้ได้นามอย่างนั้น เพราะมี
ริมฝีปากเปียกชุ่ม. บทว่า มหติยา ลิจฺฉวีปริสาย ความว่า เจ้าลิจฉวี นามว่า
โอฏฐัทธะ ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขในปุเรภัต
อธิษฐานองค์อุโบสถศีลในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้คนถือสิ่งของ
มีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ป่าวประกาศให้บริวารเจ้าลิจฉวีหมู่ใหญ่
ประชุมกันแล้วเข้าไปพร้อมกับบริวารลิจฉวีหมู่ใหญ่นั้น ซึ่งประดับประดา
ด้วยผ้าอาภรณ์และเครื่องลูบไล้ มีสีเขียวและเหลืองเป็นต้น อันสวยงาม
ประหนึ่งเทพบริวารชั้นดาวดึงส์.บทว่า อกาโล โข มหาลิ ความว่า โอฏฐัทธะ
นั้น เดิมชื่อว่า มหาลิ พระเถระเรียกมหาลินั้นตามชื่อเดิมนั้น. บทว่า เอกมนฺตํ
นิสีทิ ความว่า โอฏฐัทธลิจฉวี นั่งสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัย พร้อม
ด้วยบริวาร ลิจฉวีหมู่ใหญ่ ณ เงาไม้อันสมควร.
บทว่า สีโห สมณุทฺเทโส ความว่า สามเณร ชื่อว่า สีหะ เป็นหลาน
ของพระนาคิตะ บวชในกาลที่มีอายุได้เจ็ดขวบ ขยันหมั่นเพียรในพระ-
ศาสนา.ได้ยินว่า สามเณรเห็นชุมชนใหญ่แล้ว จึงคิดว่า ชุมชนหมู่ใหญ่
นี้นั่งเต็มวิหารทั้งสิ้น วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงแสดงพระธรรมด้วย
พระอุตสาหะใหญ่แก่ชุมชนนี้แน่ อย่าเลย เราจะบอกพระอุปัชฌายะให้กราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ ถึงชุมชนหมู่ใหญ่มาประชุมกันแล้ว จึง
เข้าไปหาพระนาคิตะ. บทว่า ภนฺเต กสฺสป ความว่า สามเณรกล่าวกะ
พระเถระด้วยโคตร.บทว่า เอสา ชนตา ความว่า ชุมนุมชนนั่น. บทว่า
ตฺวญฺเญว ภาวโต อาโรเจหิ ความว่า ได้ยินว่า สีหสามเณรเป็นผู้
สนิทสนมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระเถระนี้อ้วน ในการที่จะลุก
หรือนั่งเป็นต้นก็อุ้ยอ้ายอืดอาด เพราะพระเถระมีร่างกายหนักจึงดูราวกะว่า

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 12)

ไม่ค่อยจะเคลื่อนไหวได้ ด้วยเหตุนั้น สามเณรนี้จึงได้กระทำวัตรถวายพระผู้มี
พระภาคเจ้าทุกเวลา เพราะเหตุนั้น พระเถระ จึงกล่าวกะสามเณรนั้นว่า แม้
เธอเป็นผู้โปรดปรานของพระทศพล จึงกล่าวว่า เธอนั้นแหละไปกราบทูลให้
ทรงทราบ ดังนี้.
บทว่า วิหารปจฺฉายายํ ความว่า ใต้ร่มเงาพระวิหาร อธิบายว่า
ในโอกาสแห่งเงากูฏาคารหลังใหญ่แผ่ไปถึง. ได้ยินว่า กูฏาคารศาลา
นั้นยาวไปทางทิศใต้และทิศเหนือ มีมุขทางทิศตะวันออก. ด้วยเหตุนั้นเงา
ใหญ่จึงแผ่ไปข้างหน้าแห่งกูฏาคารศาลานั้น. แม้สีหสามเณรได้ปูอาสนะ
ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ร่มเงาหน้าพระวิหารนั้น. ลำดับนั้นแลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงมีพระพุทธรังสี ๖ ประการ เปล่งรัศมีออกจากช่องประตู และ
ช่องหน้าต่าง เสด็จออกจากกูฏาคารศาลา เหมือนพระจันทร์เพ็ญออกจาก
กลีบเมฆ ฉะนั้น ประทับนั่งบนวรพุทธอาสน์ที่ปูไว้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกจากพระวิหาร
ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ใต้ร่มเงาพระวิหาร.
ในบทว่า ปุริมานิ ภนฺเต ทิวสานิ ปุริมตรานิ นี้ ความว่า วันวาน
ชื่อว่า วันก่อน วันอื่น ต่อจากวันนั้น ชื่อว่า วานซืน ก็ตั้งแต่วันนั้นทั้ง
หมดจัดเป็นวันก่อนๆ. บทว่า ยทคฺเค ความว่า ข้าพเจ้าอยู่ชั่วเวลาตั้งแต่
วันแรก. ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าอยู่ชั่วคราว. บัดนี้ สุนักขัตตลิจฉวีบุตร
เมื่อจะแสดงประมาณแห่งวันนั้น จึงกล่าวว่า ไม่นาน เพียง ๓ ปี. อีก
ประการหนึ่ง. บทว่า ยทคฺเค ความว่า ข้าพเจ้าอยู่ชั่วคราวไม่นาน. เพียง
๓ ปี. ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าอยู่ชั่วคราวไม่นาน เพียง ๓ ปีเท่านั้น. ได้
ยินว่า สุนักขัตตลิจฉวีบุตร นี้ รับบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรนนิบัติพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ ปี. สุนักขัตตลิจฉวีหมายถึง ๓ ปี

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 12)

นั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปิยรูปานิ ได้แก่ น่ารัก คือ น่ายินดี. บทว่า
กามูปสญฺหิตานิ คือ ประกอบด้วยความยินดีในกาม. บทว่า รชนียานิ ความ
ว่า ก่อให้เกิดราคะ.
บทว่า โน จ โข ทิพฺพานิ สทฺทานิ ความว่า สุนักขัตตะฟังเสียง
ทิพย์เหล่านั้นไม่ได้ เพราะเหตุอะไร ได้ยินว่า สุนักขัตตะนั้น เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลขอบริกรรมทิพยจักษุ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
บอกแก่เขา. เขาได้ปฏิบัติตามที่ทรงสอน ยังทิพยจักษุให้เกิดขึ้น เห็นรูป
ทั้งหลายของเทวดาทั้งหลายแล้ว คิดว่า ในสรีรสัณฐานนี้พึงมีเสียงไพเราะ
เราพึงฟังเสียงนั้นได้อย่างไรหนอ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถาม
ถึงการบริกรรมทิพยโสต. ก็ในอดีตกาล สุนักขัตตะนี้ตีกกหูภิกษุผู้มีศีลรูป
หนึ่ง ทำให้เป็นพระหูหนวก เพราะฉะนั้น แม้เธอจะทำบริกรรม ก็ไม่
สามารถบรรลุถึงทิพยโสตได้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัส
บอกบริกรรม. เขาผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุเพียงเท่านี้ จึง
คิดว่า พระดำริอย่างนี้ย่อมมีแก่พระสมณโคดมแน่ว่า แม้เราก็เป็นกษัตริย์
ถึงโอฏฐัทธะนี้ก็เป็นกษัตริย์ ถ้าญาณจักเจริญแก่เขา แม้เขาก็จักเป็น
สัพพัญญู เพราะเหตุนั้นจึงไม่ตรัสบอกแก่เรา เพราะความริษยา. เขาถึง
ความเป็นคฤหัสถ์โดยลำดับ เมื่อจะบอกเนื้อความนั้นแก่มหาลิลิจฉวี จึง
กล่าวอย่างนี้.
บทว่า เอกํสภาวิโต ความว่า มีสมาธิอันได้อบรมแล้ว ส่วนเดียว
คือส่วนหนึ่ง อธิบายว่า อบรมเพื่อต้องการจะเห็นรูปอันเป็นทิพย์ หรือเพื่อ
ต้องการจะได้ฟังเสียงอันเป็นทิพย์. บทว่า ติริยํ ความว่า ทิศเฉียง. บทว่า
อุภยํสภาวิโต ความว่า มีสมาธิได้อบรมแล้วทั้งสองส่วน คือ โกฏฐาส

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 107 (เล่ม 12)

ทั้งสอง. บทว่า อยํ โข มหาลิ เหตุ ความว่า สมาธิที่สุนักขัตตะอบรม
แล้วส่วนเดียว เพื่อเห็นรูปทั้งหลายอันเป็นทิพย์เท่านั้นนี้เป็นเหตุ.
ลิจฉวีนั้นได้ฟังอรรถนี้แล้ว จึงคิดว่า ภิกษุฟังเสียงนี้ ด้วยทิพยโสต
ทิพยโสต เห็นจะเป็นของสูง เป็นของมีประโยชน์ในศาสนานี้แน่ ภิกษุ
เหล่านั้น ประพฤติพรหมจรรย์ ๕๐ ปีบ้าง ๖๐ ปีบ้าง มิใช่น้อย เพื่อ
ประโยชน์แก่ทิพยโสตนี้หรือหนอ ถ้ากระไรเราพึงทูลถามเนื้อความนี้กะ-
พระทศพล. ต่อแต่นั้น เมื่อจะทูลถามเนื้อความนั้น จึงกราบทูลว่า เอตาสํ
นูน ภนฺเต เป็นต้น. ในบทว่า สมาธิภาวนานํ นี้ สมาธินั่นเทียวชื่อว่า
สมาธิภาวนา ความว่าซึ่งสมาธิอันได้อบรมแล้วทั้งสองส่วน.
อนึ่ง เพราะสมาธิภาวนาเหล่านั้นเป็นของนอกศาสนา ไม่เป็นไป
ในภายใน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงปฏิเสธสมาธิภาวนา
เหล่านั้น เมื่อจะทรงแสดงประโยชน์ที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ จึงตรัสว่า
น โข มหาลิ เป็นต้น.
บทว่า ติณฺณํ สํโยชนานํ ได้แก่ สังโยชน์เครื่องผูกพันสามอย่าง
มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น. จริงอยู่ สังโยชน์เหล่านั้น ท่านเรียกว่า สังโยชน์
เพราะเป็นเครื่องผูกพันสัตว์ทั้งหลายไว้ในรถ (คือภพ) ที่แล้วด้วยวัฏฏทุกข์.
บทว่า โสตาปนฺโน โหติ ความว่า เป็นผู้ถึงกระแสแห่งมรรค. บทว่า
อวินิปาตธมฺโม คือ มีอันไม่ตกไปในอบายทั้ง ๔ อย่างเป็นธรรมดา.
บทว่า นิยโต คือผู้แน่นอนแล้วโดยธรรมนิยาม. บทว่า สมฺโพธิปรายโน
ความว่าความตรัสรู้ กล่าวคือ มรรคเบื้องสูง ๓ อย่าง อันภิกษุนั้นพึงบรรลุ
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ผู้มีความตรัสรู้
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

107