พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 68 (เล่ม 12)

น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า มีผลมากกว่า และมีอานิสงส์มากกว่า
กว่ายัญสมบัติ ๓ ประการ ซึ่งมีบริวาร ๑๖ นี้ กว่านิตยทานอันเป็นอนุกูล
ยัญ กว่าวิหารทาน กว่าสรณคมน์ และกว่าสิกขาบทเหล่านี้เป็นไฉน.
ดูก่อนพราหมณ์ พระตถาคต เสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯ ล ฯ [พึงดูพิสดารในสามัญญผลสูตร] ฯ ล ฯ ดูก่อน
พราหมณ์ ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยประการนี้แล. ภิกษุเข้าถึงปฐมฌาน
อยู่. ดูก่อนพราหมณ์ ยัญนี้แล ใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า
มีผลมากกว่า และมีอานิสงส์มากกว่า ยัญทั้งหลายข้างต้น. ทุติยฌาน.
ตติยฌาน. เธอเข้าถึงจตุตถฌานอยู่. ดูก่อนพราหมณ์ ยัญแม้นี้แล ใช้
ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า มีผลมากกว่า และมีอานิสงส์
มากกว่า กว่ายัญทั้งหลายข้างต้น. เธอย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อญาณ-
ทัสนะ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำ
เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูก่อนพราหมณ์ ยัญนี้แล
ใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า มีผลมากกว่า และมีอานิสงส์
มากกว่า ว่ายัญก่อนๆ ดูก่อนพราหมณ์ ยัญสมบัติอื่นที่ดีกว่า หรือประณีต
กว่า กว่ายัญสมบัตินี้ไม่มี.
กูฏทันตพราหมณ์แสดงตนเป็นอุบาสก
[๒๓๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว
กูฏทันตพราหมณ์ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม
ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต
ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 69 (เล่ม 12)

บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็น
รูป ดังนี้ ฉันใด พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรม โดยอเนกปริยาย
ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ ทั้งพระธรรมและ
พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็น
อุบาสกผู้ถึงสรณะอย่างมอบกายถวายชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ ได้ปล่อยโคผู้ ๗๐๐ ตัว ลูกโคผู้ ๗๐๐ ตัว
ลูกโคเมีย ๗๐๐ ตัว แพะ ๗๐๐ ตัว แกะ ๗๐๐ ตัว ได้ให้ชีวิตแก่สัตว์
เหล่านั้น ขอสัตว์เหล่านั้นจงได้กินหญ้าเขียวสด จงได้ดื่มน้ำเย็น ขอลมที่
เย็นจงพัดถูกสัตว์เหล่านั้นเถิด.
กูฏทันตพราหมณ์บรรลุโสดาปัตติผล
[๒๓๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอนุปุพพิกถาแก่
กูฏทันตพราหมณ์ คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของ
กามที่ต่ำช้า เศร้าหมอง และอานิสงส์การออกจากกาม เมื่อทรงทราบว่า
กูฏทันตพราหมณ์ มีจิตควร มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตร่า เริง
มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ พระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โปรด
กูฏทันตพราหมณ์ เปรียบเหมือนผ้าที่สะอาด ปราศจากสีดำ ควรรับน้ำ
ย้อมได้เป็นอย่างดี ฉันใด กูฏทันตพราหมณ์ฉันนั้น ได้ดวงตาเห็นธรรม
อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั้นนั่นเอง. ลำดับนั้น กูฏ-
ทันตพราหมณ์เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งทราบถึงธรรม

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 70 (เล่ม 12)

ทั่วถึงแล้ว ข้ามพ้นความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้ว-
กล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า ขอพระโคดมผู้เจริญกับพระภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตตาหารของ
ข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ.
เมื่อกูฏทันตพราหมณ์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุก
จากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณหลีกไป.
[๒๓๘] ครั้งนั้น พอถึงเวลารุ่งเช้า กูฏทันตพราหมณ์ได้สั่งให้
คนแต่งของเคี้ยวและของฉันอย่างประณีตในสถานที่บูชายัญของตน แล้ว
ให้คนไปกราบทูลเวลาเสด็จแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว. ลำดับนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร และจีวร พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จไปสู่
สถานที่บูชายัญ ของกูฏทันตพราหมณ์ ครั้นเสด็จไปถึงแล้วประทับนั่งบน
อาสนะที่เขาปูไว้แล้ว. ลำดับนั้นแลกูฏทันตพราหมณ์ ได้อังคาสพระภิกษุ-
สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้อิ่มหนำเพียงพอ ด้วยของขบเคี้ยวและ
ของฉันอันประณีต ด้วยมือของตนเอง. เมื่อทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสวยเสร็จแล้ว ทรงลดพระหัตถ์ลงจากบาตรแล้ว จึงได้ถือเอาอาสนะที่ต่ำ
แห่งหนึ่งนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยังกูฏ-
ทันตพราหมณ์ ผู้นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งนั้นแล ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป.
จบกูฏทันตสูตรที่ ๕

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 71 (เล่ม 12)

อรรถกถากูฏทันตสูตร
กูฏทันตสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ฯ เป ฯ มคเธสูติ กูฏ-
ทนฺตสุตฺตํ.
ในกูฏทันตสูตรนั้นมีการพรรณนาตามลำดับบท ดังต่อไปนี้.
บทว่า ในมคธชนบท ความว่า ราชกุมารทั้งหลาย ผู้มีปกติอยู่ใน
ชนบท มีชื่อว่า มคธะ ชนบทแม้ชนบทเดียวอันเป็นที่อยู่ของราชกุมารเหล่า
นั้น ท่านเรียกว่า มคธา ด้วยศัพท์ที่เพิ่มเข้ามา. ในชนบท ในแคว้น
มคธนั้น. เบื้องหน้าแต่นี้ไป มีนัยดังกล่าวแล้ว ในสูตรทั้งสองเบื้องต้น
นั้นแหละ. สวนอัมพลัฏฐิกา ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตร.
คำว่า กูฏทันตะ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น.
บทว่า เตรียมการ คือ จัดแจง. บทว่า วจฺฉตรสตานิ คือ ลูกโคผู้หลายร้อย.
แพะตัวเล็ก ๆ ท่านเรียกว่า อุรัพภะ. สัตว์เท่านั้น มีมาในพระบาลีเพียง
แค่นี้เท่านั้น. แต่เนื้อและนกเป็นอันมากอย่างละ ๗๐๐ แม้มิได้มีมา
ในพระบาลี ก็พึงทราบว่า ท่านประมวลเข้ามาด้วยเหมือนกัน. ได้ทราบว่า
กูฏทันตพราหมณ์ นั้นมีประสงค์จะบูชายัญอย่างละ ๗๐๐ ทุกอย่าง. บทว่า
ถูกเขานำไปผูกไว้ที่หลัก คือ ถูกเขานำเข้าไปสู่หลัก กล่าวคือ หลักยัญ
เพื่อต้องการจะผูกวางไว้. บทว่า พักอยู่ คือ พวกพราหมณ์ทั้งหลายพักอยู่
เพื่อต้องการบริโภคของที่เขาให้เป็นทาน. บทว่า สามอย่าง ความว่า การ
ตั้งไว้ คือ การแต่งตั้ง ท่านเรียกว่า วิธ ในคำนี้. บทว่า มีบริขาร ๑๖
คือ มีบริวาร ๑๖

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 72 (เล่ม 12)

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงบุรพจริตที่ภพปกปิดไว้เหมือน
คนขุดขุมทรัพย์ที่ฝังอยู่ในดิน แล้วกระทำให้เป็นกองไว้ต่อหน้า จึงตรัส
พระดำรัสนี้ว่า เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว ดังนี้. บทว่า มีพระนามว่า มหาวิชิตะ
ความว่า ได้ยินว่า พระราชานั้นทรงชำนะปฐพีมณฑล ซึ่งมีทะเลเป็น
ที่สุด เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงถึงความนับว่า มหาวิชิตราช เพราะ
ปฐพีมณฑล ที่พระองค์ทรงชำนะแล้วใหญ่.
ในบทว่า มั่งคั่ง เป็นต้น ความว่า ใครก็ตาม เป็นคนมั่งคั่งด้วย
ทรัพย์สมบัติอันเป็นของตน. แต่พระเจ้ามหาวิชิตราชนี้ หาเป็นผู้มั่งคั่ง
อย่างเดียวเท่านั้นไม่ พระองค์ยังเป็นผู้ชื่อว่ามีทรัพย์มาก คือ ถึงพร้อมด้วย
ทรัพย์มากมาย คือ นับไม่ถ้วน. ชื่อว่า มีโภคสมบัติมาก เพราะมีโภค
สมบัติมากมาย คือยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจแห่งกามคุณห้า. ชื่อว่า มีทองและ
เงินมากมาย เพราะความที่ทองและเงินเป็นแท่ง ๆ และด้วยอำนาจเป็น
มาสกทองคำและมาสกเงินเป็นต้น. อธิบายว่า ถึงพร้อมด้วยทองและเงิน
นับด้วยโกฏิเป็นอันมาก.
บทว่า ความปลื้มใจ คือความยินดี. เครื่องอุปกรณ์แห่งความปลื้มใจ
ชื่อ วิตตูปกรณะ ความว่า เหตุแห่งความยินดี. ผู้ชื่อว่า มีเครื่องอุปกรณ์
แห่งความปลื้มใจมากมาย เพราะเขาเครื่องอุปกรณ์แห่งความปลื้มใจมาก-
มายหลายประเภท เป็นต้นว่า เครื่องประดับนานาชนิดและภาชนะทองเงิน
เป็นต้น. ผู้ชื่อว่า มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เพราะทรัพย์กล่าวคือ
แก้ว ๗ ประการที่ฝังเก็บไว้ และข้าวเปลือกอันรวมตลอดถึงบุพพัณชาติและ
อปรัณชาติทั้งปวงมีมากมาย. อีกนัยหนึ่ง. บทนี้ท่านถล่าวไว้ด้วยอำนาจการ

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 73 (เล่ม 12)

ให้และการรับทรัพย์สินทุกวัน ของเขา ด้วยอำนาจทรัพย์ และข้าวเปลือกที่
แลกเปลี่ยนกัน.
บทว่า มีท้องพระคลังและฉางเต็มบริบูรณ์ ความว่า คลังที่
เก็บสิ่งของ ท่านเรียกว่า คลัง อธิบายว่า มีคลังเต็มบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ที่ฝัง
เก็บไว้ มีฉางเต็มบริบูรณ์ด้วยข้าวเปลือก. อีกนัยหนึ่ง. คลังมี ๔ อย่างคือ
ช้าง ม้า รถ ทหารราบ. ฉางมี ๓ อย่างคือ ฉางเก็บทรัพย์ ฉางเก็บ
ข้างเปลือก ฉางเก็บผ้า. ทุกสิ่งทุกอย่างแม้ทั้งหมดนั้น ของเขาบริบูรณ์
เพราะฉะนั้น เขาจึงชื่อว่า มีท้องพระคลังและฉางเต็มบริบูรณ์.
บทว่า ได้เกิดขึ้น คือ เกิดขึ้นแล้ว. ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง พระ
ราชานี้เสด็จออกไปเที่ยวตรวจดูรัตนะ. พระองค์ตรัสถามผู้รักษาคลังเก็บสิ่ง
ของว่า แน่ะพ่อ ทรัพย์มากมายอย่างนี้ ใครเก็บสะสมมา. ภัณฑาคาริก
ทูลว่าพระราชบิดาและพระเจ้าปู่เป็นต้น ของพระองค์สะสมมา ตลอดชั่ว
๗ ตระกูล. พระราชาตรัสถามว่า ก็ชนเหล่านั้นสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว ไปที่
ไหนกัน. ภัณฑาคาริกทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชนเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว
ไปสู่อำนาจของความตาย. พระราชาตรัสถามว่า พวกเขาไม่ถือเอาทรัพย์ของ
ตนไปด้วยหรือ. ภัณฑาคาริกทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ตรัสอะไร
พวกเขาต้องละทิ้งทรัพย์นั้นไปโดยแท้ ถือเอาไปไม่ได้. ลำดับนั้น พระราชา
เสด็จกลับมาแล้ว ประทับนั่งในห้องอันมีสิริ ทรงดำริว่า เราครอบครองโภค-
สมบัติมากมายดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ได้เกิดปริวิตก
ทางใจอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า ตรัสเรียกพราหมณ์ ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัสเรียกมา.
ได้ยินว่า พระราชานี้ทรงดำริอย่างนี้ว่า ธรรมดาคนที่จะให้ทาน ได้ปรึกษา
กับบัณฑิตสักคนหนึ่งก่อนแล้วให้ จึงจะควร เพราะกรรมที่มิได้ปรึกษา

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 74 (เล่ม 12)

กระทำลงไป ย่อมทำความเดือดร้อนในภายหลัง ดังนี้ เพราะเหตุนั้น
พระองค์จึงตรัสเรียกมา.
ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า พระราชานี้มีพระราชประสงค์จะถวาย
มหาทาน และในชนบทของพระองค์ยังมีโจรมากมาย โจรเหล่านั้นก็ยังไม่
สงบ เมื่อพระองค์ถวายทานอยู่ บ้านเรือนของเหล่าชนผู้นำเครื่องสัมภาระ
แห่งทานมี นมสด นมส้ม และ ข้าวสาร เป็นต้นมา ย่อมไม่มีคนเฝ้า
โจรเหล่านั้นก็จักปล้น ชนบทก็จะเกลื่อนกล่นไปด้วยโจรภัย ที่นั้น ทานของ
พระราชาก็จักไม่ดำเนินไปได้นาน แม้พระทัยของพระองค์ก็จักไม่แน่วแน่
เอาเถอะ เราจะให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยเนื้อความนี้ ดังนี้. ลำดับนั้น
เขาเมื่อจะยังพระองค์ให้ทรงเข้าพระทัยเนื้อความนั้น จึงกล่าวคำว่า ชนบท
ของพระราชาผู้เจริญ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า มีเสี้ยนหนาม
คือ ยังมีเสี้ยนหนามด้วยเสี้ยนหนามคือ. โจร. บทว่า ปณฺฐทุหนา แปลว่า
การปล้นในทางเปลี่ยว ความว่า การฆ่ากันในทางเปลี่ยว. บทว่า พึงเป็นผู้
กระทำกิจที่ไม่ควรทำ ความว่า พึงเป็นผู้กระทำกิจที่ไม่พึงกระทำ คือ พึง
เป็นผู้ประพฤติไม่เป็นธรรม. บทว่า ทุสฺสุขีลํ แปลว่า เสี้ยนหนามคือโจร.
บทว่า ด้วยการฆ่า คือ ด้วยการให้ตาย หรือ ด้วยการทุบ. บทว่า ด้วยการ
จองจำ คือ ด้วยการจองจำมีการจองจำด้วยขื่อเป็นต้น. บทว่า ด้วยการปรับ-
ไหม คือ ด้วยการเสียทรัพย์. อธิบายว่า ด้วยอาชญาเป็นไปอย่างนี้ว่า
พวกท่านจงเรียกเอา ๑๐๐ จงเรียกเอา ๑,๐๐๐. บทว่า ด้วยการตำหนิโทษ คือ
ด้วยให้ได้รับการตำหนิโทษ กระทำโทษ เป็นต้นอย่างนี้ คือ ทำให้มี ๕
แกละ โกนหัวให้โล้น เอามูลโครดและจองจำด้วยคาที่คอ. บทว่า ด้วยการ
เนรเทศ คือ ด้วยการขับออกจากแว่นแคว้น. บทว่า จักปราบปราม คือ

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 75 (เล่ม 12)

เราจักกำจัดให้หมดไปโดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย โดยการณ์อันควร.
บทว่า ที่เหลือจากกำจัดแล้ว คือ ที่เหลือจากตายแล้ว.
บทว่า ขยันขันแข็ง คือ กระทำความอุตสาหะ. บทว่า จงเพิ่มให้
ความว่า เมื่อสิ่งที่พระราชทานแล้วไม่เพียงพอ โปรดพระราชทานพืชภัตร
และสิ่งของที่เป็นเครื่องมือในการกสิกรรม แม้อย่างอื่นทุกอย่างอีก. บทว่า
จงเพิ่มให้ซึ่งต้นทุน ความว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งของต้นทุน
ด้วยอำนาจตัดขาดเงินต้นไปเลย ไม่ต้องทำพยานหลักฐาน ไม่ต้องลงบัญชี.
คำว่า ต้นทุน นี้ เป็นชื่อของสิ่งของอันเป็นทุนเดิม. เหมือนดังที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
คนมีปัญญา มีวิจารณญาณ ย่อมตั้งตัวไว้ด้วยทรัพย์ อันเป็นต้นทุน
แม้เพียงเล็กน้อย เหมือนคนเริ่มก่อไฟกองน้อยก่อน ฉะนั้น ดังนี้.
บทว่า เบี้ยเลี้ยงรายวันและค่าจ้าง คือ ค่าอาหารประจำวัน และ
ทรัพย์สินมีเงินมาก เป็นต้น. ความว่า จงพระราชทานพร้อมกับพระ-
ราชทาน ฐานันดร บ้านและนิคม เป็นต้น โดยสมควรแก่ตระกูล การงาน
และความกล้าหาญของเขา ๆ. บทว่า ผู้ขวนขวายในการงานของตน คือ
เป็นผู้เพียรกระทำ ได้แก่ ไฝ่ใจกระทำ ในการงานของตน มีกสิกรรมและ
พาณิชยกรรม เป็นต้น. บทว่า กอง คือ กองแห่งทรัพย์และข้าวเปลือก.
บทว่า ตั้งอยู่ในความเกษม คือดำรงอยู่ด้วยความปลอดโปร่ง คือ ไม่มีภัย.
บทว่า ไม่มีเสี้ยนหนาม คือ เว้นจากเสี้ยนหนามคือโจร. บทว่า โมทา
โมทมานา แปลว่า ต่างชื่นชมยินดีต่อกัน. อีกประการหนึ่ง คำนี้นี่แหละ
เป็นพระบาลี. อธิบายว่า ต่างมีจิตพลอยยินดีซึ่งกันและกัน. บทว่า ไม่ต้อง
ปิดประตูเรือน ความว่า เพราะไม่มีพวกโจร จึงไม่ต้องปิดประตูเรือน
เปิดประตูเรือนไว้ได้.

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 76 (เล่ม 12)

บทว่า ได้ตรัสพระดำรัสนี้ คือ พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงทราบความ
ที่บ้านเมืองมั่งคั่ง และเจริญโดยอาการทั้งปวงแล้ว จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้.
บทว่า เตนหิ ภวํ ราชา ความว่า ได้ยินว่า พราหมณ์คิดว่า พระราชานี้
เกิดพระอุตสาหะยิ่งนัก ที่จะถวายมหาทาน แต่ถ้า พระองค์ไม่ทรงปรึกษา
เหล่ากษัตริย์ประเทศราชเป็นต้นแล้วถวาย กษัตริย์ประเทศราชเป็นต้นเหล่า-
นั้นของพระองค์ จักน้อยพระทัย เราจักกระทำโดยประการที่จะมิให้กษัตริย์
เหล่านั้นน้อยพระทัยได้ ณ บัดนี้ ดังนี้ เพราะฉะนั้น เขาจึงกราบทูลว่า
ถ้ากระนั้น พระราชา ดังนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาวนิคม คือผู้ที่อาศัยอยู่ในนิคม. บทว่า
ชาวชนบท คือ ผู้อาศัยอยู่ในชนบท. บทว่า จงทรงปรึกษา คือ จงทรง
หารือ ได้แก่ จงทรงบอกกล่าวให้ทราบ. บทว่า ยํ มม อสฺส คือ การ
ร่วมมือของพวกท่าน พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่เรา. บทว่า
อมจฺจา แปลว่า สหายผู้สนิท. บทว่า ปาริสชฺชา คือ ผู้ที่เป็นลูกน้อยที่เหลือ.
บทว่า ยชตํ ภวํ ราชา แปลว่า ขอเดชะ ขอพระราชาจงทรงบูชายัญเถิด.
ได้ยินว่า ชนเหล่านั้นยินดีว่า พระราชานี้ไม่ทรงข่มขืนถวายทาน ด้วยคิดว่า
เราเป็นใหญ่ ยังทรงเรียกพวกเรามาปรึกษา น่าอัศจรรย์จริง พระองค์ทรง
กระทำดีแล้ว ดังนี้ จึงได้กล่าวอย่างนั้น. แต่เมื่อพวกเขามิได้รับเชิญมา พวก
เขาก็ไม่พึงมาแม้เพื่อจะดูที่บูชายัญ ของพระราชานั้น. บทว่า ข้าแต่มหาราช
เป็นกาลควรแล้วที่จะบูชายัญ ความว่า พวกเขาเมื่อจะแสดงว่า ก็เมื่อไทย-
ธรรมไม่มี ถึงในเวลาแก่แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะให้ทานเห็นปานนี้ได้ แต่
ท่านรุ่มรวย และยังหนุ่มแน่น เพราะเหตุนั้น จึงเป็นกาลสมควรที่จะบูชา
ยัญของท่านแล้ว ดังนี้ จึงได้กล่าวขึ้น. บทว่า ชนผู้ที่เห็นชอบ คือ ฝ่ายที่

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 77 (เล่ม 12)

เห็นด้วย อธิบายว่า ผู้ให้ความยินยอม. บทว่า เป็นบริขาร คือ เป็นบริวาร.
แต่ในคำนี้ว่า รถมีศีลและเครื่องประดับ มีฌานเป็นเพลา มีความเพียร
เป็นล้อ ดังนี้ เครื่องประดับท่าน เรียกว่า บริขาร.
บทว่า ด้วยองค์ ๘ คือ ด้วยองค์ ๘ มี อุภโตสุชาต เป็นต้น.
บทว่า ด้วยพระยศ คือ ด้วยความเป็นผู้สามารถที่จะลงอาญาได้. บทว่า
มีศรัทธา คือ เชื่อว่า ผลของทานมีอยู่. บทว่า เป็นผู้ให้ คือเป็นผู้กล้าหาญ
ในการให้. อธิบายว่า มิใช่ดำรงอยู่แต่เพียงมีศรัทธาเท่านั้น แต่สามารถ
ที่จะสละด้วย. บทว่า เป็นนายของทาน คือ เป็นนายของทานที่ตนให้
ไม่เป็นทาส ไม่เป็นสหาย. อธิบายว่า
ก็ผู้ใดบริโภคของอร่อยด้วยตนเอง ให้ของไม่อร่อยแก่ผู้อื่น ผู้นั้น
จัดว่าเป็นทาสแห่งไทยธรรมกล่าวคือทานให้ ผู้ใดบริโภคสิ่งใด
ด้วยตนเองก็ให้สิ่งนั้นนั่นแหละ ผู้นั้นจัดเป็นสหายให้ ส่วนผู้
ใดตนเองก็ยังชีพด้วยอาหารตามมีตามเกิด แต่ให้ของอร่อยแก่ผู้อื่น
ผู้นั้นจัดว่าเป็นนาย คือ เป็นเจ้าของผู้ยิ่งใหญ่ให้ พระเจ้ามหา-
วิชิตราชนี้ ทรงเป็นเช่นนั้น ดังนี้.
ในบทนี้ว่า แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก
และยาจก ความว่า ผู้มีบาปอันสงบแล้ว ชื่อว่า สมณะ. ผู้มีบาปอันลอย
แล้ว ชื่อว่า พราหมณ์. ผู้เข็ญใจ คือคนที่ยากจน ชื่อว่า คนกำพร้า. บทว่า
อทฺธิกา แปลว่า ผู้เดินทางไกล. ชนเหล่าใด เที่ยวสรรเสริญคุณแห่งทาน
โดยนัยเป็นต้นว่า ท่านผู้เจริญ ผู้ให้ทานน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
ไม่มีโทษ ตามกาลอันควร ทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว จงไปสู่พรหมโลก ดังนี้
ชนเหล่านั้น ชื่อว่า วณิพก. ชนเหล่าใดกล่าวคำเป็นต้นว่า ขอท่านจงให้สัก

77