ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 28 (เล่ม 12)

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่ามีศีลเป็นกุศล. คำว่า ด้วยศีลอันเป็นกุศลนี้
เป็นไวพจน์ของคำว่า มีศีลเป็นกุศลนั้น.
บทว่า เป็นอาจารย์ และปาจารย์ ของคนเป็นอันมาก ความว่า
ในการแสดงธรรมครั้งหนึ่ง ๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า สัตว์มีประมาณ
๘๔,๐๐๐ และเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ย่อมได้ดื่มน้ำอมฤต
คือ มรรคและผล เพราะฉะนั้น พระองค์จึงจัดว่าเป็นอาจารย์ของคนเป็นอัน
มาก และเป็นปาจารย์ของสาวกผู้เป็นเวไนย.
ในบทว่า มีกามราคะสิ้นแล้วนี้ ความว่า กิเลสแม้ทั้งปวงของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าสิ้นไปแล้วโดยแท้. แต่พราหมณ์ไม่รู้กิเลสเหล่านั้น จึง
กล่าวคุณไปในฐานะแห่งความรู้ของตนนั่นแหละ. บทว่า เลิกประดับตก-
แต่งแล้ว คือเว้นจากการประดับตกแต่งที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า การตก-
แต่งบาตร การตกแต่งจีวร การตกแต่งเสนาสนะ การเล่นสนุกสนานแห่ง
ร่างกายอันเน่านี้.
บทว่า ไม่ทรงมุ่งร้าย คือ แสดงความเคารพธรรมที่ไม่เป็นบาปคือ
โลกุตรธรรม ๙ ประการ เที่ยวไป. บทว่า ต่อประชาชนที่เป็นพราหมณ์ คือ
ต่อคนที่เป็นพราหมณ์ต่าง ๆ กันเป็นต้นว่า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ
และพระมหากัสสปะ และพระองค์เป็นผู้แสดงความนับถือประชาชนนั้น.
อธิบายว่า ก็ประชาชนนี้กระทำพระสมณโคดมไว้เบื้องหน้าเที่ยวไป. อีก
ประการหนึ่ง บทว่า ไม่ทรงมุ่งร้าย ความว่า ไม่ทรงกระทำบาปไว้เบื้องหน้า
เที่ยวไป คือ ไม่ปรารถนาลามก. อธิบายว่า ไม่ทรงมุ่งร้ายต่อประชาชนที่
เป็นพราหมณ์นั้น คือต่อประชาชนที่เป็นพราหมณ์ แม้จะเป็นปฎิปักษ์กับตน
คือเป็นผู้หวังประโยชน์สุขแต่อย่างเดียว.

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 29 (เล่ม 12)

บทว่า ต่างรัฐ คือจากรัฐอื่น. บทว่า ต่างชนบท คือจากชนบท
อื่น บทว่า ต่างพากันมาเพื่อทูลถามปัญหา ความว่า กษัตริย์และบัณฑิต
เป็นต้นก็ดี เทวดาพรหมนาคและคนธรรพ์เป็นต้นก็ดี ต่างตระเตรียมปัญหา
มาเฝ้าด้วยคิดว่า พวกเราจักถาม ในบรรดาชนเหล่านั้น บางจำพวกกำหนด
เห็นโทษของการถาม หรือความที่ตนไม่สามารถในการยอมรับข้อเฉลย จึง
ไม่ทูลถามเลย แล้วนั่งนิ่งเสีย บางจำพวกทูลถาม สำหรับบางจำพวก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เกิดความอุตสาหะในการถามแล้ว จึงทรงเฉลย
ความเคลือบแคลงของชนเหล่านั้นแม้ทั้งสิ้น มาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ก็เสื่อมคลายไป เหมือนคลื่นในมหาสมุทร มาถึงฝั่งแล้วก็สลายไปฉะนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า มีปกติกล่าวเชื้อเชิญ ความว่า พระองค์ย่อมตรัสกะคน
ผู้มาสู่สำนักของพระองค์นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มนุษย์ บรรพชิตและ
คฤหัสถ์อย่างนี้ว่า เชิญท่านเข้ามาสิ ท่านมาดีแล้ว (เราขอต้อนรับท่าน)
ดังนี้. บทว่า เจรจาผูกไมตรี คือ ทรงประกอบพร้อมด้วยพระดำรัสผูก
ไมตรีที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาวาจาเหล่านั้น คำพูดผูกไมตรี
เป็นไฉน คำพูดผูกไมตรี คือวาจาที่หาโทษมิได้ เป็นวาจาดี ไพเราะเสนาะ
หู ดังนี้ อธิบายว่า มีพระดำรัสอ่อนหวาน. บทว่า ช่างปราศรัย คือทรง
ฉลาดในการปฏิสันถาร ความว่า พระองค์ทรงกระทำสัมโมทนียกถาก่อน
ทีเดียว ดังจะทรงระงับความกระวนกระวายเพราะเดินทางไกลของเหล่า
บริษัททั้งสี่ ผู้มาแล้ว ๆ ได้สิ้น โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุ เธอสบายดีแล
หรือ อาหาร การฉันยังพอเป็นไปได้แลหรือ. บทว่า ไม่สยิ้วพระพักตร์
ความว่า บางคนเข้าไปยังประชุมที่แล้วมีหน้าเคร่งขรึม มีหน้าขึ้งเครียดฉันใด
พระองค์มิได้เป็นเช่นนั้น. แต่การเห็นที่ประชุมของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 30 (เล่ม 12)

เป็นเหมือนดอกปทุมที่บานแล้วด้วยการต้องแสงแดดอ่อน เป็นราวกะรัศมี
แห่งพระจันทร์เต็มดวง.
บทว่า มีพระพักตร์เบิกบาน ความว่า ท่านแสดงไว้ว่า คนบางจำ
พวกมีหน้าคว่ำ เมื่อชุมนุมชนมาประชุมกันแล้ว ก็ไม่พูดอะไร เป็นคนที่มีคำ
พูดอันได้ด้วยยากฉันใด แต่พระสมณโคดมไม่เป็นเช่นนั้น เป็นผู้มีพระ
วาจาได้ด้วยง่าย สำหรับผู้ที่มาสู่สำนักของพระองค์ไม่เกิดความเดือดร้อนใจ
ว่า พวกเรามาในที่นี้เพราะเหตุไร แต่ชนทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมมี
ใจยินดีโดยแท้. บทว่า มีปกติตรัสก่อน คือ พระองค์เนื้อจะตรัสย่อมตรัส-
ก่อน และพระดำรัสก็ประกอบด้วยกาล. พระองค์ก็ตรัสแต่ถ้อยคำประกอบ
ด้วยประมาณ อาศัยประโยชน์โดยแท้ ไม่ตรัสถ้อยคำอันหาประโยชน์
มิได้.
บทว่า ในบ้านนั้นหรือ ความว่า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ ณ ที่ใด เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ย่อมถวายอารักขา. เพราะอาศัย
เทวดาเหล่านั้น อุปัทวะย่อมไม่มีแก่มนุษย์ทั้งหลาย. ก็ปิศาจทั้งหลายมี
ปิศาจคลุกฝุ่นเป็นต้น ย่อมเบียดเบียนมนุษย์. ปิศาจเหล่านั้นย่อมหลีกไปไกล
ด้วยอานุภาพของเทวดาเหล่านั้น. อีกประการหนึ่ง แม้เพราะกำลังแห่งพระ-
เมตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกอมนุษย์ก็ไม่เบียดเบียนมนุษย์.
ในบททั้งหลายมีบทว่า เป็นเจ้าหมู่เป็นต้น ความว่า หมู่ที่คนพึง
พร่ำสอนหรือที่คนให้เกิดเองของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้นเขาชื่อว่าเป็นเจ้า
หมู่. อนึ่ง คณะเช่นนั้นของบุคคลนั้นอยู่ เหตุนั้นเขาชื่อว่าเป็นเจ้าคณะ.
อีกประการหนึ่ง คำนี้เป็นไวพจน์ของบทแรก. พระองค์ทรงเป็นอาจารย์
ของคณะด้วยอำนาจแห่งการให้เขาศึกษาเรื่องอาจาระ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้
เป็นคณาจารย์. บทว่า แห่งเจ้าลัทธิมากมาย คือ แห่งเจ้าลัทธิจำนวนมาก

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 31 (เล่ม 12)

บทว่า โดยประการใดประการหนึ่ง คือ ด้วยเหตุแม้เพียงสักว่า ไม่นุ่งผ้า
เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง บทว่า ย่อมรุ่งเรือง คือ ย่อมเข้าไปถึงโดยรอบ
ได้แก่เจริญยิ่งขึ้น.
บทว่า เขาเหล่านั้นเป็นแขก ความว่า เขาเหล่านั้นเป็นอาคันตุกะ
คือเป็นแขกหน้าใหม่ของพวกเรา. บทว่า เรียนรู้ คือรู้จัก. ด้วยบทว่า มีพระ
คุณอันจะพึงนับมิได้ โสณทัณฑพราหมณ์แสดงว่า มีพระคุณอันหาที่เปรียบ
มิได้ แม้ด้วยพระสัพพัญญูเห็นปานนั้น จะป่วยกล่าวไปไยด้วยบุคคลเช่น
เราเล่า. สมจริง ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
หากว่าแม้พระพุทธเจ้าพึงตรัสพระคุณของพระพุทธเจ้า
ไม่ตรัสอย่างอื่นเลยในกัปหนึ่งก็จะพึงหมดสิ้นไปใน
ระหว่าง เป็นเวลานานพระคุณของพระตถาคตหาสิ้นไป
ไม่ ดังนี้
ก็พวกพราหมณ์เหล่านั้นได้ฟังคุณกถาของพระศาสดานี้แล้ว ต่างคิด
ว่า โสณทัณฑพราหมณ์กล่าวคุณของพระสมณโคดม พระโคดมผู้เจริญ
นั้นมีพระคุณหาน้อยไม่ ก็แลอาจารย์ผู้รู้คุณของพระโคดมนั้นอย่างนี้ ได้รอ
คอยนานเกินไป เอาเถอะ พวกเราจะคล้อยตามเขาดังนี้ คล้อยตามแล้ว.
เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า เมื่อโสณทัณฑพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พวก
พราหมณ์เหล่านั้นดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหมาะทีเดียว คือควรทีเดียว. บทว่า แม้
ด้วยเสบียง เสบียงอาหารท่านเรียกว่า ปุโฏสะ ความว่า การที่แม้จะถือ
เสบียงนั้นไปเฝ้าก็ควรทีเดียว. บาลีว่า ปฏํเสน ดังนี้ก็มี. บทนั้นมีอธิบาย
ว่า ห่อของบนบ่าของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น เขาชื่อว่ามีห่อของบนบ่า.
ด้วยบ่ามีห่อของนั้น. มีอธิบายว่า ด้วยบ่าที่แบกเสบียงไป ดังนี้ก็มี.

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 32 (เล่ม 12)

บทว่า ผู้ผ่านพ้นราวป่าไปแล้ว คือ ผู้ไปสู่ภายในราวป่า อธิบายว่า
ผู้เข้าไปยังภายในวิหารแล้ว.
บทว่า ประนมอัญชลี ความว่า พวกพราหมณ์ซึ่งเป็นสองฝักสอง
ฝ่ายคิดอย่างนี้ว่า แม้ถ้าว่าพวกมิจฉาทิฏฐิจักทักท้วงพวกเราว่า เพราะเหตุ
ไร พวกท่านจึงถวายบังคมพระสมณโคดม พวกเราจะกล่าวแก่เขาว่าแม้ด้วย
การกระทำเพียงอัญชลี ยังชื่อว่าไหว้ด้วยหรือ ถ้าว่าพวกสัมมาทิฏฐิจัก
ทักท้วงพวกเราว่า เพราะเหตุไร พวกท่านจึงไม่ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
พวกเราจักบอกว่า การเอาศีรษะกระทบพื้นแผ่นดินนั่นแหละจึงจะเป็นการ
ไหว้หรือ แม้การกระทำอัญชลี ก็ชื่อว่าการไหว้เหมือนกันมิใช่หรือ.
บทว่า ชื่อและโคตร ความว่า พวกพราหมณ์เมื่อกราบทูลว่า ข้าแต่.
พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรของคนชื่อโน้น ชื่อทัตตะ ชื่อมิตตะ
มาในที่นี้ ดังนี้ ชื่อว่าประกาศชื่อ พวกที่กล่าวว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้า
พระองค์ชื่อวาเสฏฐะ ชื่อกัจจานะ มาในที่นี้ดังนี้ ชื่อว่า ประกาศโคตร.
ได้ยินว่า พวกพราหมณ์เหล่านั้นเป็นกุลบุตรที่ยากจนแก่เฒ่า ได้กระทำ
อย่างนี้ ในท่ามกลางที่ประชุม ด้วยคิดว่า พวกเราจักปรากฏด้วยอำนาจแห่ง
ชื่อและโคตร.
ส่วนพราหมณ์เหล่าใด นั่งนิ่งอยู่ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นพวกหลอก
ลวง และเป็นอันธพาล. บรรดาพราหมณ์สองพวกนั้น พวกพราหมณ์ที่
หลอกลวงคิดว่า คนเมื่อกระทำแม้การคุยกันเพียงคำสองคำก็คุ้นเคยกันได้
ต่อมาเมื่อมีความคุ้นเคยกันแล้ว จะไม่ให้ภักษาหาร ๑-๒ หาควรไม่ ดังนี้
ปลดเปลื้องตนจากข้อนั้น จึงนั่งนิ่งเสีย. พวกพราหมณ์ที่เป็นอันธพาลเพราะ
เหตุที่ไม่รู้อะไรนั่นเอง จึงนั่งนิ่ง ไม่ว่าในที่ไหน ๆ เป็นดุจก่อนดินเหนียว
ที่เขาขว้างทิ้งแล้ว.

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 33 (เล่ม 12)

บทว่า ความตรึกตรองแห่งใจ ด้วยพระทัย ความว่า พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงใคร่ครวญดูอยู่ว่า พราหมณ์นี้จำเดิมแต่กาลที่ตนมาแล้ว ก้มหน้า
มีตัวแข็งทื่อ นั่งคิดอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรหนอ ก็ได้ทรงทราบจิตของ
พราหมณ์นั้น ด้วยพระทัยของพระองค์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ทรงทราบความตรึกตรองแห่งใจด้วยพระทัย ดังนี้. บทว่า ย่อมเดือดร้อน
คือ ถึงความลำบากใจ
บทว่า เหลียวดูชุมนุมชน ความว่า โสณฑัณฑพราหมณ์มีกายและใจ
สงบระงับแล้วราวกะจมลงในน้ำ ด้วยการตรัสถามปัญหาในลัทธิของตน
ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแล้ววางไว้บนบก คล้าย ๆ จะกล่าวว่า ขอ
ท่านผู้เจริญจงใคร่ครวญดูคำพูดของข้าพระองค์ด้วยการสัญจรไปแห่งทิฏฐิ
แม้เพื่อสงเคราะห์ชุมนุมชน ดังนี้แล้วเหลียวดูชุมนุมชน ได้กราบทูลคำ
นั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ผู้รับการบูชา ความว่า เป็นคนที่ ๑ หรือ
ที่ ๒ ในบรรดาพราหมณ์ที่รับการบูชา เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ. ท่าน
โบราณาจารย์กล่าวว่า ผู้รับการบูชาอย่างใหญ่ที่เขาให้อยู่เพื่อบูชา.
พราหมณ์เฉลยปัญหาถูกต้องแท้ด้วยอำนาจลัทธิของตน ด้วยประ-
การฉะนี้. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงถึงพราหมณ์ผู้สูงสุดเป็น
พิเศษ จึงได้ตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า อิเมสํ ปน ดังนี้.
บทว่า พวกพราหมณ์ได้กล่าวคำนี้ ความว่า พวกพราหมณ์คิดว่า
ถ้าพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ วรรณะ และมนต์ไม่มี เมื่อเป็นเช่นนั้น
ใคร่เล่าจักเป็นพราหมณ์ในโลก โสณทัณฑพราหมณ์นี้ทำให้พวกเรา
ฉิบหาย เอาเถอะ เราจะกล่าวต่อต้านวาทะของเขา ดังนี้ จึงได้กล่าวคำนี้
บทว่า กล่าวลบหลู่ คือ กล่าวต่อต้าน. บทว่า กล่าวคล้อยตามเข้าไป.
พวกพราหมณ์กล่าวคำนี้ด้วยมีประสงค์ว่า ถ้าท่านใคร่จะถึงพระสมณโคดม

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 34 (เล่ม 12)

เป็นที่พึ่งด้วยอำนาจแห่งความเลื่อมใส ท่านจงไปเสีย อย่ามาทำลายลัทธิ
ของพราหมณ์เลย ดังนี้.
บทว่า ได้ตรัสพระดำรัสนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า
เมื่อพวกพราหมณ์เหล่านี้ต่างวิวาทกันเป็นเสียงเดียวอยู่อย่างนี้ กถานี้จักไม่
ถึงที่สุดได้ เอาเถอะ เราจะทำให้พวกเขาเงียบเสียงแล้วพูดกับโสณทัณฑ-
พราหมณ์เท่านั้น ดังนี้แล้วจึงได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า สเจ โข ตุมฺหากํ
เป็นต้น. บทว่า เป็นไปกับด้วยธรรม คือเป็นไปด้วยเหตุ. บทว่า มี
วรรณะเสมอเหมือนกัน คือ เสมอกันโดยความเป็นผู้เหมือนกัน ยกเว้นความ
เป็นผู้เสมอกันโดยเอกเทศ อธิบายว่า เสมอกันโดยอาการทั้งปวง. บทว่า เรา
รู้จักมารดาและบิดาของเขา คือเขาจักไม่รู้จักมารดาและบิดาของน้องสาว
ได้อย่างไร เขากล่าวหมายถึงการแสดงลำดับสกุลต่างหาก. บทว่า พึงกล่าว
เท็จบ้าง คือพึงกล่าวคำเท็จที่ตัดรอนประโยชน์. บทว่า วรรณะจักทำอะไรได้
คือ เมื่อคุณความดีภายใน ไม่มีอยู่ วรรณะจักทำอะไรได้ อธิบายว่า เขาจัก
สามารถรักษาความเป็นพราหมณ์ของเขาไว้ได้อย่างไร. แม้ถ้าจะพึงมีอีก เมื่อ
พราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในปกติศีล องค์อื่นๆ ก็ยังความเป็นพราหมณ์ให้สำเร็จได้
เพราะศีลอย่างเดียวก็ให้สำเร็จเป็นพราหมณ์ได้อย่างนี้ ก็ครั้นปกติศีลนั้น
ของเขาไม่มี ความเป็นพราหมณ์ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น องค์ทั้งหลายมีวรรณะ
เป็นต้นเป็นสิ่งงมงาย.
ก็พราหมณ์ทั้งหลาย ได้ยินคำนี้แล้ว ได้เป็นผู้นิ่งเสีย ด้วยคิดว่า
อาจารย์กล่าวถูกต้องและพวกเรากล่าวโทษโดยหาเหตุมิได้. ลำดับนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพราหมณ์กล่าวเฉลยปัญหาแล้ว เพื่อจะทรงทดลองเขา
ว่า ก็ในข้อนี้เขาจักสามารถเพื่อจะยืนยันหรือไม่สามารถ จึงได้ตรัสพระ
ดำรัสว่า อิเมสํ ปน พฺราหฺมณ เป็นต้น.

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 35 (เล่ม 12)

บทว่า อันศีลชำระให้บริสุทธิ์ คือ บริสุทธิ์ได้เพราะศีล. บท
ว่าศีลมีในที่ใด ปัญญาก็มีในที่นั้น คือ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญา
ก็มีในบุคคลนั้น. ในบุคคลผู้ทุศีล ปัญญาจะมีแต่ที่ไหน หรือว่า
ในบุคคลที่เว้นจากปัญญา ที่โง่เขลา ที่ทั้งหนวก และใบ้ ศีลจะมีแต่ที่ไหน
บทว่า ศีลและปัญญา คือ ศีลด้วย ปัญญาด้วย ชื่อว่า ศีลและปัญญา
บทว่า ปญญฺาณํ คือ ปัญญานั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงยอมรับคำพูดของพราหมณ์ จึงได้
ตรัสว่า พราหมณ์ ข้อนั้นเป็นเช่นนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปัญญาที่
ศีลชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คือที่ปาริสุทธิศีล ๔ ชำระแล้ว. ถามว่า บุคคล
ย่อมชำระปัญญาด้วยศีลอย่างไร. แก้ว่า ศีลของปุถุชนใด ไม่ขาดตกบก-
พร่องตลอด ๖๐ ปี และ ๘๐ ปี แม้ในเวลาถึงแก่กรรม เขาฆ่ากิเลสทั้ง
หมดได้ ชำระปัญญาด้วยศีล ยังถือเอาพระอรหัตได้ ดุจพระมหาสัฏฐิวัสส-
เถระ อยู่ในบริเวณต้นสาละในซอกเขา ฉะนั้น.
ได้ยินว่า เมื่อพระเถระนอนอยู่บนเตียงที่จะมรณภาพ ร้องครวญ-
ครางอยู่ เพราะเวทนากล้า ติสสวสภมหาราช เสด็จไปด้วยทรงดำริว่า เรา
จักเยี่ยมพระเถระ ประทับยืนที่ประตูบริเวณทรงสดับเสียงนั้น จึงตรัสถาม
ว่า นี้เสียงของใคร. เสียงร้องครวญครางของพระเถระ ภิกษุหนุ่มผู้อุปฐาก
ทูล. พระองค์ทรงดำริว่า พระเถระมีพรรษาตั้ง ๖๐ โดยการบรรพชา
มิได้กระทำแม้เพียงการกำหนดรู้เวทนา บัดนี้เราจักไม่ไหว้ท่านละ ดังนี้แล้ว
เสด็จกลับไปนมัสการต้นมหาโพธิ. ลำดับนั้นภิกษุหนุ่มผู้อุปฐากจึงพูดกะ
พระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ทำไมท่านจึงทำให้พวกผมได้รับความอับ-
อาย พระราชาทั้งที่ทรงมีศรัทธา ยังทรงปฏิสารเสด็จไปเสีย ด้วยทรง

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 36 (เล่ม 12)

ดำริว่า เราจักไม่ไหว้. พระเถระกล่าวว่า เพราะเหตุไร ผู้มีอายุ. ภิกษุหนุ่ม
ผู้อุปฐากกล่าวตอบว่า เพราะทรงสดับเสียงร้องครวญครางของท่าน
พระเถระกล่าวว่า ถ้ากระนั้น พวกเธอจงให้โอกาสแก่เรา ดังนี้แล้ว
ข่มเวทนาเสียได้บรรลุพระอรหัต จึงให้สัญญาแก่ภิกษุหนุ่มว่า ผู้มีอายุ ท่าน
จงไป บัดนี้ท่านจงให้พระราชามาไหว้เราได้. ภิกษุหนุ่มไปแล้ว ทูลว่า
นัยว่า บัดนี้ขอพระองค์จงทรงไหว้พระเถระเถิด พระราชา เมื่อจะทรงไหว้
พระเถระด้วยการพังพาบดุจจรเข้ จึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้ไหว้พระอรหัต
ของพระผู้เป็นเจ้า แต่ไหว้ท่านผู้ที่ดำรงอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน แต่รักษา
ศีลต่างหาก ดังนี้. บุคคลชื่อว่า ชำระปัญญาด้วยศีล ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในภายในของผู้ใด การสำรวมในศีลไม่มี แต่เพราะเหตุที่ตนเป็น
ผู้รู้ในฉับพลัน ในที่สุดแห่งคาถาประกอบด้วยสี่บท เขาผู้นั้นชำระศีลด้วย
ปัญญาแล้ว บรรลุอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ผู้นี้ชื่อว่าชำระศีลด้วยปัญญา
เหมือนสันตติมหาอำมาตย์.
เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พราหมณ์ ก็ศีลนั้นเป็น
ไฉน. ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อม
บัญญัติศีล ๕ ว่าเป็นศีล ย่อมบัญญัติความรอบรู้ในไตรเทพว่าเป็นปัญญา
ในลัทธิของพราหมณ์ ไม่รู้สิ่งที่วิเศษเห็นขึ้นไป ถ้ากระไรเราพึงแสดง
มรรคศีล ผลศีล มรรคปัญญา และผลปัญญา ที่เป็นของวิเศษยิ่ง แก่
พราหมณ์ พึงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคืออรหัต ดังนี้. ลำดับนั้น พระองค์
เมื่อจะตรัสถามพราหมณ์ด้วยกเถตุกามยตาปุจฉา (ถามโดยมีพระประสงค์จะ
ทรงตอบเอง) จึงตรัสว่า พราหมณ์ ศีลนั้นเป็นไฉน ปัญญานั้นเป็นไฉน
ดังนี้.

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 37 (เล่ม 12)

ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า ปัญญาเราเฉลยแล้วด้วยอำนาจแห่งลัทธิ
ของตน แต่พระสมณโคดมกลับย้อนถามเราอีก บัดนี้เราจะพึงสามารถที่จะ
เฉลยปัญหาทำให้พระทัยของพระองค์ยินดี หรือไม่สามารถ ถ้าเราจักไม่
สามารถ ความละอายของเราแม้ที่เกิดในครั้งแรก จักทำลายไป แต่โทษใน
การกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถ ดังนี้ ไม่มีแก่เราผู้ไม่สามารถอยู่ ดังนี้ จึง
ย้อนกลับมา ทำให้เป็นภาระแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์เดียวอีก จึงกราบทูล
คำเป็นต้นว่า ก็ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความรู้เพียงแค่นี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่า
นั้น บทว่า มีความรู้เพียงแค่นี้ คือ ศีลและปัญญา เพียงแค่นี้ ได้แก่ศีล
และปัญญา เพียงนี้เท่านั้น เป็นอย่างยิ่ง ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ความว่า
พวกข้าพระองค์เหล่านั้นมีศีลและปัญญา เพียงแค่นี้ เป็นอย่างยิ่ง คือไม่
ทราบเนื้อความแห่งคำที่ตรัสนั้น ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงศีลและปัญญา จำเดิม
แต่การอุบัติของพระตถาคต ผู้ทรงเป็นรากเง่าของศีลและปัญญาแก่เขา จึง
ตรัสพระดำรัสว่า พราหมณ์ ตถาคตในโลกนี้ ดังนี้ เป็นต้น. ใจความ
แห่งบทนั้น พึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ในสามัญญผลสูตรนั้นแล.
แต่ข้อแตกต่างมีดังต่อไปนี้. ในที่นี้ศีลแม้ทั้งสามอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงชี้ชัด ว่าเป็นศีลโดยแท้อย่างนี้ว่า แม้ข้อนี้ก็จัดอยู่ในศีลของเธอ. ฌาน ๔
มีปฐมฌานเป็นต้น โดยความจัดเป็นปัญญาสัมปทา. พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้
ทรงชี้ชัดด้วยอำนาจแห่งปัญญา ทรงแสดงโดยเพียงเป็นปทัสถานแห่งปัญญา
มีวิปัสสนาเป็นต้น ทรงชี้ชัดถึงปัญญา จำเดิมแต่วิปัสสนาปัญญา ด้วยประการ
ฉะนี้. บทว่า เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ พึงทราบใจความตามนัยที่กล่าวแล้วใน
คำนี้ว่าเพื่อฉันในวันนี้นั่นแล.

37