ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 18 (เล่ม 12)

อรรถกถาโสณทัณฑสูตร
เอวมฺเม สุตํ ฯ เป ฯ องฺเคสูติ โสณทณฺฑสุติตํ.
ในโสณทัณฑสูตรนั้น มีการพรรณนาตามลำดับบท ดังต่อไปนี้
บทว่า ในอังคชนบท มีความว่า ราชกุมารทั้งหลาย นามว่า อังคะ
เป็นชาวชนบทที่มักเรียกกันอย่างนี้ ก็เพราะเป็นผู้มีรูปร่างน่าเลื่อมใส ชนบท
แม้เดียวซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่ของราชกุมารเหล่านั้น ท่านก็เรียกว่า อังคชนบท
เพราะศัพท์เพิ่มเข้ามา. ในชนบทชื่ออังคะนั้น. บทว่า จาริก แม้ในชนบท
นี้ ท่านมุ่งหมายเอาการเสด็จจาริกไม่รีบร้อน และการเสด็จจาริกประจำ
ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล็งดูโลกธาตุทั้งหมื่นหนึ่ง
อยู่ โสณทัณฑพราหมณ์เข้าไปปรากฏในข่าย คือ พระญาณแล้ว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ว่า พราหมณ์นี้ปรากฏในข่าย
คือญาณของเรา พราหมณ์นี้มีอุปนิสัยหรือไม่หนอ ก็ได้ทอดพระเนตรเห็น
ว่า เมื่อเราไป ณ ที่นั้น พวกลูกศิษย์ของเขาจะพากันกล่าวสรรเสริญ
พราหมณ์ด้วยอาการ ๑๒ แล้วจะไม่ยอมให้เขามายังสำนักของเรา แต่
พราหมณ์นั้นจะทำลายวาทะของพวกลูกศิษย์เหล่านั้นเสียแล้ว กล่าวสรร-
เสริญเราด้วยอาการ ๒๙ แล้วเข้ามาหาเราแล้วจักถามปัญหา ในที่สุดการ
เฉลยปัญหา เขาก็จักถึงสรณะ ดังนี้แล้ว พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูปเป็น
บริวาร เสด็จไปสู่ชนบทนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในอังคชนบท เสด็จถึงเมืองจัมปา ดังนี้.

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 19 (เล่ม 12)

บทว่า ที่ฝั่งแห่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา มีความว่า ในที่ไม่ไกล
เมืองจัมปานั้น มีสระโบกขรณีเรียกชื่อกันว่า คัคครา เพราะพระมเหสีของ
พระราชาทรงพระนามว่า คัคคราทรงขุดไว้ โดยรอบฝั่งสระนั้นมีป่าต้นจัมปา
ใหญ่ ประดับประดาด้วยดอกไม้ ๕ สี มีสีเขียวเป็นต้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าเสด็จประทับอยู่ในป่าต้นจัมปา ซึ่งมีกลิ่นหอมระรื่นด้วยกลิ่นหอมของ
ดอกไม้. ท่านมุ่งหมายเอาป่าต้นจัมปานั้น จึงกล่าวว่า ที่ฝั่งแห่งสระโบก-
ขรณี ชื่อคัคครา.
ในบทนี้ว่า พระเจ้าพิมพิสารผู้ครองแคว้นมคธมีเสนาใหญ่ พระ
ราชาพระองค์นั้น ชื่อว่าผู้ครองแคว้นมคธ เพราะทรงเป็นผู้ใหญ่ของชาว
แคว้นมคธ ชื่อว่ามีเสนาใหญ่ เพราะประกอบพร้อมด้วยเสนาใหญ่. บท
ว่า พิมฺพิ แปลว่า ทองคำ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า พิมพิสาร
เพราะเป็นผู้มีผิวพรรณเช่นเดียวกันทองคำแท้. ชนเป็นอันมากมารวมกัน
เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า หมู่. หมู่ชนในแต่ละทิศของชนเหล่านั้นมีอยู่ เพราะ
เหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีหมู่. ครั้งแรกชนเหล่านั้นมิได้เป็นคณะกันใน
ภายในเมือง แต่ออกไปนอกเมืองแล้ว จึงรวมกันเป็นคณะ เพราะเหตุนั้น
ชื่อว่า รวมกันเป็นคณะ.
บทว่า เรียกที่ปรึกษามา ความว่า มหาอำมาตย์ผู้สามารถเฉลย
ปัญหาที่ถูกถามได้ เรียกว่า ขัตตะ (ที่ปรึกษา) เรียกที่ปรึกษาคนนั้นมา
บทว่า อาคเมนฺตุ แปลว่า จงรอสักประเดี๋ยว หมายความว่าอย่าเพิ่งไป
บทว่า ผู้อยู่ต่างแดน ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายผู้เกิดในแดน
ต่าง ๆ กัน คือในแดนมีแคว้นกาสี และแคว้นโกศล เป็นต้น คนละแห่ง
แดนเหล่านั้นเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเขา หรือว่า พวกเขามาจากแดนนั้น
เพราะฉะนั้น พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า ผู้อยู่ต่างแดน แห่งพราหมณ์ทั้ง

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 20 (เล่ม 12)

หลายผู้อยู่ต่างแดนกันเหล่านั้น. บทว่า ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ความว่า
ได้ยินว่าพวกพราหมณ์ทั้งหลาย ในนครนั้นประชุมกันด้วยกรณียกิจสองอย่าง
คือเพื่อจะร่วมทำการบูชายัญ หรือเพื่อการสาธยายมนต์. และในคราวนั้นใน
นครนั้น ไม่มีการบูชายัญ. แต่พราหมณ์เหล่านั้น มาประชุมกันในสำนัก
ของโสณทัณฑพราหมณ์ เพื่อสาธยายมนต์ ท่านกล่าวว่า ด้วยกรณียกิจ
บางอย่าง หมายเอาการสาธยายมนต์นั้น.
พราหมณ์เหล่านั้นได้ทราบว่า การไปของโสณทัณฑพราหมณ์นั้นแล้ว
โสณทัณฑพราหมณ์นี้เป็นพราหมณ์ชั้นสูง และพราหมณ์เหล่าอื่นโดยมาก
คิดว่าถึงสมณโคดมเป็นสรณะ โสณทัณฑพราหมณ์นี้เท่านั้นยังไม่ไป ถ้า
เขานี้แหละจักไป เขาก็จักถูกมายาที่นำให้งงงวยของพระสมณโคดมทำให้
หลงใหลแล้ว จักถึงพระโคดมเป็นสรณะแน่แท้ แต่นั้นไป สันนิบาตของ
พวกพราหมณ์ที่ประตูเรือนของโสณทัณฑพราหมณ์แม้นั้นก็จักไม่มี เอา
เถอะ เราจะขัดขวางไม่ให้เขาไปได้ ดังนี้ ปรึกษากันแล้วจึงไปในที่นั้น.
ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า ครั้งนั้นแล พราหมณ์ทั้ง
หลาย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ด้วยองค์แม้นี้ คือด้วยเหตุนี้. พวก
พราหมณ์ครั้นกล่าวเหตุนั้นอย่างนี้แล้ว คิดอีกว่า ธรรมดาคนเมื่อเขากล่าว
สรรเสริญตนที่จะไม่ยินดีหามีไม่ เอาเถอะ พวกเราจะห้ามการไปของเขา
ด้วยการกล่าวสรรเสริญเขา จึงกล่าวเหตุหลายอย่างเป็นต้นว่า ก็โสณทัณฑ-
พราหมณ์ผู้เจริญเป็นอุภโตสุชาต เป็นต้น.
บทว่า สองฝ่าย คือ จากฝ่ายทั้งสอง คือจากมารดา และจาก
บิดา. โสณทัณฑพราหมณ์ผู้เจริญเป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาทั้งฝ่าย
บิดา อย่างนี้ คือมารดาของโสณทัณฑพราหมณ์ผู้เจริญเป็นนางพราหมณี

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 21 (เล่ม 12)

มารดาของมารดาเป็นนางพราหมณี มารดาแม้ของมารดาของมารดานั้นก็
เป็นนางพราหมณี บิดาเป็นพราหมณ์ บิดาของบิดาเป็นพราหมณ์ บิดาแม้
ของบิดาของบิดานั้น ก็เป็นพราหมณ์. บทว่า มีครรภ์ที่ถือปฏิสนธิหมดจดดี
ความว่า ครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ คือท้องของมารดา หมดจดดี. แต่ใน
บทนี้ว่า สมเวปากินิยา คหณิยา ไฟธาตุอันเกิดจากกรรมท่านเรียกว่า
คหณี (ครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ). ในบทว่า ตลอด ๗ ชั่วคนนี้
ความว่าบิดาของบิดาชื่อปิตามหะ (ปู่) ยุคแห่งปิตามหะชื่อปิตามหยุค.
ประมาณของอายุท่านเรียกว่ายุค. ก็คำนี้เป็นเสียงชื่อยุคเท่านั้น. แต่โดย
ความ ปิตามหะนั้นแหละ ชื่อปิตามหยุค บรรพบุรุษแม้ทั้งปวงเหนือขึ้น
ไปจากปิตามหะนั้น ท่านก็ใช้คลุมถึงด้วยปิตามหะศัพท์นี้แหละ เขาเป็นผู้มี
ครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ อันหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วคนด้วยประการฉะนี้.
อีกประการหนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายแสดงว่า เขาเป็นผู้อันใครดูถูกไม่ได้
ไม่ถูกตำหนิด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ. บทว่า ผู้อันใคร ๆ ดูถูกไม่ได้ คือ
ใคร ๆ ดูถูกไม่ได้ ได้แก่ผลักไสไม่ได้ ว่าพวกท่านจักไล่เขาไปเสีย จะ
ประโยชน์อะไรกับคนคนนี้ ดังนี้. บทว่า ไม่ถูกตำหนิ คือไม่ถูกติเตียน
ได้แก่ไม่เคยที่จะได้รับคำด่าว่า หรือติเตียนเลย. ถามว่า เพราะเหตุไร.
แก้ว่า เพราะการกล่าวอ้างถึงชาติ. ความว่า เพราะถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า
แม้เพราะเหตุนี้เขาเป็นคนมีชาติต่ำทราม ดังนี้.
บทว่า ผู้มั่งคั่ง คือผู้เป็นใหญ่. บทว่า มีทรัพย์มาก คือประกอบ
พร้อมด้วยทรัพย์มากมาย. พราหมณ์ทั้งหลายแสดงว่า ก็ในเรือนของท่าน
ผู้เจริญมีทรัพย์มาก ราวกะฝุ่นและทรายในแผ่นดิน แต่พระสมณโคดมไม่
มีทรัพย์ เที่ยวขอเขาพอเต็มท้องเลี้ยงชีวิต. บทว่า มีโภคะมาก คือมีเครื่อง
อุปโภคมากด้วยอำนาจแห่งกามคุณห้า. พวกพราหมณ์ทั้งหลายสำคัญอยู่ว่า

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 22 (เล่ม 12)

ชนทั้งหลายกล่าวคุณใด ๆ พวกเราจะแสดงสิ่งที่มิใช่คุณอย่างเดียวด้วยอำนาจ
เป็นปฏิปักษ์ต่อคุณนั้น ๆ ดังนี้ จึงได้กล่าวอย่างนั้น.
บทว่า มีรูปสวย คือ มีรูปงามยิ่ง ได้แก่มีรูปดียิ่งกว่าเหล่ามนุษย์
อื่นๆ. บทว่า น่าดู คือชื่อว่าน่าดู เพราะทำให้ไม่รู้จักอิ่มเอิบแก่ชนผู้ดูอยู่
แม้ตลอดวัน ชื่อว่าน่าเลื่อมใส เพราะให้เกิดความเลื่อมใสแห่งจิตด้วยการ
ดูนั่นแหละ. ความดีงาม ท่านเรียกว่า ความสวย ความที่ผิวพรรณเป็น
ของสวยงาม ชื่อว่า มีผิวพรรณสวยงาม ความว่า ประกอบด้วยวรรณ-
สมบัตินั้น. แต่ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชนทั้งหลายเรียกสรีระ
ว่า โปกขระ วรรณะนั่นแหละว่า วรรณะ. ตามมติของท่านโบราณาจารย์
เหล่านั้น วรรณะด้วยรูปร่าง ด้วยชื่อวรรณะรูปร่างความมีแห่งผิว
พรรณและรูปร่าง เหล่านั้น ชื่อว่า ความมีผิวพรรณและรูปร่าง เขาประกอบ
ด้วยความมีผิวพรรณและรูปร่างอย่างยิ่งด้วยประการฉะนี้ ความว่า ประกอบ
ด้วยผิวพรรณและสมบัติแห่งสรีระสัณฐานอันบริสุทธิ์อย่างสูงสุด.
บทว่า มีผิวพรรณดังพรหม คือ มีผิวพรรณอันประเสริฐสุด ความ
ว่า ประกอบพร้อมด้วยผิวพรรณประดุจทองคำอันประเสริฐสุด แม้ในบรรดา
ผู้มีผิวพรรณอันบริสุทธิ์ทั้งหลาย. บทว่า มีรูปร่างดังพรหม คือ ประกอบ
พร้อมด้วยรูปร่างเช่นกับรูปร่างของท้าวมหาพรหม. บทว่า น่าดู น่าชม
มิใช่น้อย คือ ช่องทางที่จะดูในรูปร่างของท่านผู้เจริญมิใช่เล็กน้อย คือ
มาก. พราหมณ์ทั้งหลายแสดงว่า อวัยวะน้อยใหญ่ของท่านแม้ทุกส่วนเป็น
ของน่าดู และอวัยวะน้อยใหญ่เหล่านั้นก็ใหญ่ด้วย ดังนี้.
ศีลของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้นเขาชื่อว่าเป็นผู้มีศีล ศีลที่เจริญแล้ว
คืองอกงามแล้ว ของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้นเขาชื่อว่าเป็นผู้มีศีลอันเจริญ
แล้ว. บทว่า ด้วยศีลอันเจริญ คือ ด้วยศีลอันเจริญนั่นแหละ คือที่งอก

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 23 (เล่ม 12)

งามแล้ว. บทว่า มาถึงพร้อมแล้ว คือ ประกอบแล้ว. คำนี้เป็นไวพจน์
ของ บทว่า มีศีลอันเจริญแล้ว. คำทั้งหมดนั้นท่านกล่าวหมายเอาเพียง
ศีลห้าเท่านั้น.
ในบททั้งหลายมีบทว่า มีวาจางามเป็นต้น มีความว่า วาจาอัน
งาม คือดี ได้แก่มีบทและพยัญชนะกลมกล่อมของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น
เขาชื่อว่ามีวาจางาม. บทว่า มีสำเนียงไพเราะ คือสำเนียงอันไพเราะ คือ
อ่อนหวานของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น เขาชื่อว่ามีสำเนียงไพเราะ บทว่า
สำเนียง ได้แก่เสียงกังวาลที่เปล่งออก. วาจามีอยู่ในเมือง เพราะบริบูรณ์
ด้วยคุณความดี เหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นของชาวเมือง. อีกประการหนึ่ง ชื่อ
ว่าโปรี เพราะมีวาจาเช่นกับความที่หญิงชาวเมือง คือหญิงชาวเมืองเป็นผู้
ละเอียดอ่อน เพราะความที่ตนอยู่ในเมือง. ด้วยวาจาหญิงชาวเมืองนั้น.
บทว่า วิสฺสายตํถ ความว่า ไม่พร่า คือเว้นจากโทษมีความชักช้าที่ตน
เห็นแล้วเป็นต้น.
บทว่า หาโทษมิได้ คือเว้นจากการกลืนน้ำลาย. จริงอยู่ เมื่อ
ใคร ๆ พูดอยู่ น้ำลายไหลเข้าหรือว่า น้ำลายไหลออก หรือว่า ฟองน้ำลาย
กระเซ็นออกมา วาจาของผู้นั้นชื่อว่า ชุ่มด้วยน้ำลาย ความว่า วาจาที่
ตรงกันข้ามกับวาจานั้น. บทว่า ให้รู้ใจความได้ คือสามารถให้รู้ใจความ
ที่กล่าวได้ชัดเจนทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด.
บทว่า แก่แล้ว คือเป็นคนแก่ เพราะเป็นผู้คร่ำคร่าด้วยชรา. บท
ว่า เป็นผู้เฒ่า คือถึงขีดสุดแห่งความเจริญของอวัยวะน้อยใหญ่. บทว่า
เป็นผู้ใหญ่ คือประกอบพร้อมด้วยความเป็นผู้ใหญ่โดยชาติ อธิบายว่า เกิด
มานานแล้ว บทว่า ผ่านเวลามานาน คือล่วงเวลานาน อธิบายว่า
ล่วงเลยมาตั้ง ๒-๓ รัชกาลแล้ว. บทว่า ผ่านวัยแล้ว คือ ผ่านถึงปัจฉิม-

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 24 (เล่ม 12)

วัยแล้ว ส่วนที่สาม อันเป็นที่สุดแห่ง ๑๐๐ ปี ชื่อว่า ปัจฉิมวัย อีกนัย
หนึ่ง บทว่า แก่แล้ว คือเก่าแก่ อธิบายว่า เป็นไปตามวงศ์สกุลที่เป็นไป
แล้วสิ้นกาลนาน. บทว่า เป็นผู้เฒ่า คือประกอบด้วยความเจริญด้วยคุณมี
ศีลและอาจาระเป็นต้น. บทว่า เป็นผู้ใหญ่ คือ ประกอบพร้อมด้วยความ
เป็นผู้ใหญ่ด้วยสมบัติ. บทว่า ผ่านเวลามานาน คือเดินทางมา ได้แก่มี
ปกติประพฤติไม่ล่วงละเมิดมารยาท มีวัตรจริยาเป็นต้นของพวกพราหมณ์.
บทว่า ผ่านวัยแล้ว คือผ่านถึงแม้ความเป็นผู้เจริญด้วยชาติอันเป็นวัยสุด
ท้ายแล้ว.
บทว่า เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ความว่า เมื่อพวก
พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว โสณทัณฑพราหมณ์คิดว่า พวก
พราหมณ์เหล่านี้กล่าวสรรเสริญคุณของเราด้วยชาติเป็นต้น แต่การที่ เราจะ
ยินดีในการกล่าวสรรเสริญคุณของตนไม่สมควรแก่เราเลย เอาเถอะ เราจะ
ทำลายวาทะของพวกเขาเสียแล้วให้พวกเขารู้ว่าพระสมณโคดมเป็นผู้ใหญ่
จะทำให้พวกเขาไปในที่นั้น ดังนี้ แล้วจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านผู้เจริญ
ถ้ากระนั้น ขอพวกท่านจงฟังคำของข้าพเจ้าบ้าง. โสณทัณฑพราหมณ์สำคัญ
เห็นคุณทั้งหลายที่ยิ่งกว่าคุณของตนว่า ในคุณเหล่านั้น คุณแม้เหล่าใด
เช่นเดียวกับคุณของตนมีว่า อุภโตสุชาตเป็นต้น คุณแม้เหล่านั้น ก็เป็น
คุณมีชาติสมบัติเป็นต้น ของพระสมณโคดม ดังนี้ จึงได้ประกาศคุณเหล่านี้
เพื่อที่จะแสดงความที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระคุณยิ่งใหญ่โดยส่วนเดียวโดย
แท้.
ก็โสณทัณฑพราหมณ์เมื่อจะกำหนดแน่อย่างนี้ว่า พวกเรานั่นแหละ.
ควรไปเฝ้า จึงแสดงคำนี้ในที่นี้ว่า ถ้ามีบุคคลที่ควรเข้าไปหา เพราะความ
เป็นผู้มีคุณใหญ่ เพราะฉะนั้น พวกเรานั่นแหละควรจะเข้าไปเฝ้าเพื่อทัศนา

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 25 (เล่ม 12)

พระโคดมผู้เจริญนั้น เปรียบเหมือนเมล็ดผักกาด เมื่อนำไปเที่ยวกับ
เขาสิเนรุ รอยเท้าโค. เมื่อนำไปเทียบกับมหาสมุทร หยดน้ำค้าง เมื่อนำ
ไปเทียบกับน้ำในสระใหญ่ ๗ สระ ก็เป็นของกะจิ๊ดริด คือ เล็กน้อยฉันใด
คุณของพวกเรา เมื่อนำไปเทียบกับพระคุณมีพระชาติสมบัติเป็นต้น ของ
พระสมณโคดม เป็นของนิดหน่อย คือ เล็กน้อย ฉันนั้น เพราะฉะนั้น
พวกเรานั้นแหละ ควรไปเฝ้าพระโคดมผู้เจริญ.
บทว่า ทรงละหมู่พระญาติมากมาย คือทรงละตระกูลพระญาติ
แสนหกหมื่นอย่างนี้ คือ ฝ่ายพระมารดาแปดหมื่น ฝ่ายพระบิดาแปดหมื่น.
ในบทนี้ว่า อยู่ในดินและตั้งอยู่ในอากาศ ทรัพย์ที่เขาขุดสระโบก-
ขรณีที่ฉาบปูนเกลี้ยงในพระลานหลวง และในพระราชอุทยาน ใส่แก้ว ๗
ประการจนเต็ม แล้วฝังไว้ในแผ่นดิน ชื่อว่าทรัพย์อยู่ในดิน. ส่วนทรัพย์
ที่ตั้งไว้จนเต็มประสาทและป้อม เป็นต้น ชื่อว่า ตั้งอยู่ในอากาศ. ทรัพย์
ที่ตกทอดมาตามความหมุนเวียนแห่งตระกูลมีเพียงเท่านี้ก่อน. แต่ในวันที่
พระตถาคตอุบัติขึ้นแล้วนั่นแหละ มีขุมทรัพย์ ๔ ขุม คือ ขุมทรัพย์ชื่อ
สังขะ ๑ ชื่อเอละ ๑ ชื่ออุปปละ ๑ ชื่อปุณฑริก ๑ ผุดขึ้นแล้ว. บรรดา
ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ นั้น ขุมทรัพย์ชื่อสังขะมีคาวุตหนึ่ง ขุมทรัพย์ชื่อเอละมี
ครึ่งโยชน์ ขุมทรัพย์ชื่ออุปปละมีสามคาพยุต ขุมทรัพย์ชื่อปุณฑริกะมี
โยชน์หนึ่ง ทรัพย์ที่ถือเอา ๆ แม้ในขุมทรัพย์เหล่านั้น ก็กลับเต็มอีก.
พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเงินทองมากมายแล้ว ออกผนวช
ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ยังเป็นคนหนุ่ม คือยังเป็นเด็ก. บทว่า มีพระเกศาดำสนิท
คือมีพระเกศาดำขลับ ความว่า มีพระเกศาเช่นเดียวกับสียาหยอดตา.
บทว่า เจริญ คือ ดี. บทว่า วัยที่หนึ่ง คือ ปฐมวัยในบรรดาวัยทั้งสาม.

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 26 (เล่ม 12)

บทว่า ไม่ใคร่อยู่ คือไม่ปรารถนา. คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัติลงในอรรถ
ว่าอนาทร. น้ำตาที่หน้าของชนเหล่านั้นมีอยู่ เหตุนั้นเขาชื่อว่าหน้านอง
ด้วยน้ำตา. ความว่า เมื่อพระมารดาบิดาเหล่านั้นมีพระพักตร์นองด้วยน้ำ-
พระเนตร คือมีพระพักตร์เปียกชุ่มด้วยน้ำพระเนตร. บทว่า ทรงกันแสงอยู่
คือทรงกันแสงคร่ำครวญอยู่.
ในบทว่า ช่องทางมิใช่น้อย นี้ พึงทราบความว่า ช่องทางที่จะ
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าหาประมาณมิได้. ในที่นี้ มีเรื่องดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีพราหมณ์คนหนึ่ง ทราบว่า เขาเล่า
ว่า ใคร ๆ ย่อมไม่สามารถที่จะถือเอาประมาณของพระสมณโคดมได้ ใน
เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ถือเอาไม้ไผ่ยาว ๖๐ ศอก
ยืนอยู่ข้างนอกประตูเมือง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึง ถือเอา
ไม้ไผ่ ได้ยืนอยู่ในที่ใกล้. ไม้ไผ่ยาวถึงแค่พระชานุของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ในวันรุ่งขึ้นเขาจึงต่อไม้ไผ่สองลำแล้วได้ยืนอยู่ในที่ใกล้. แม้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าก็ทรงปรากฏเพียงแค่พระสะเอวเท่านั้น เหนือไม้ไผ่สองลำนั้นจึง
ตรัสว่า พราหมณ์ท่านทำอะไร. เขาทูลว่า ข้าพระองค์จะวัดส่วนพระองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ แม้ถ้าท่านจักต่อไม้ไผ่ที่เกิดอยู่เต็ม
ท้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้นเข้าด้วยกันแล้ว ท่านก็จักไม่สามารถที่จะวัดเราได้
เพราะว่าบารมีตลอดสี่อสงไขยและแสนกัป เรามิได้บำเพ็ญโดยประการที่
คนอื่นพึงวัดเราได้ พราหมณ์ ตถาคตใครๆ จะชั่งมิได้ ใครๆ จะประมาณ
มิได้ ดังนี้แลตรัสคาถาในธรรมบทว่า
เมื่อบุคคลบูชาท่านผู้เยือกเย็นแล้ว ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ
เช่นนั้นอยู่ ใคร ๆ ไม่อาจที่จะนับบุญได้ว่า เพียงเท่านี้ดังนี้
ในที่สุดแห่งคาถา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 27 (เล่ม 12)

ยังมีเรื่องแม้อื่นอีก ได้ยินว่า ท้าวอสุรินทรราหูสูงได้ ๔,๘๐๐
โยชน์. ระหว่างแขนของเขาวัดได้ ๑,๒๐๐ โยชน์ ระหว่างนมวัดได้ ๖๐๐
โยชน์. พื้นมือและพื้นเท้าหนาได้ ๓๐๐ โยชน์. ข้อนิ้วยาวได้ ๕๐ โยชน์.
ระหว่างคิ้วกว้าง ๕๐ โยชน์. หน้ายาว ๒๐๐ โยชน์. ลึกได้ ๓๐๐ โยชน์.
มีปริมณฑลได้ ๓๐๐ โยชน์. คอยาวได้ ๓๐๐ โยชน์. หน้าผากยาวได้
๓๐๐ โยชน์. ศีรษะยาวได้ ๙๐๐ โยชน์. เขาคิดว่า เราสูงมาก จักไม่สามารถ
ที่จะน้อมตัวลงแลดูพระศาสดาได้ ดังนี้ จึงไม่มาเฝ้า. วันหนึ่งเขาได้
ฟังพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมาด้วยคิดว่า เราจักมองดูโดยอาการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัชฌาสัยของเขาแล้วทรง
ดำริว่า เราจักแสดงด้วยอิริยาบถไหน ในบรรดาอิริยาบถทั้งสี่ ทรง
ดำริว่า ธรรมดาคนยืน แม้จะต่ำก็ปรากฏเหมือนคนสูง แต่เราจักนอน
แสดงตนแก่เขา ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า อานนท์ เธอจงตั้งเตียงในบริเวณ
คันธกุฏี แล้วทรงสำเร็จสีหไสยาสน์บนเตียงนั้น. ท่านอสุรินทรราหูมาแล้ว
ชูคอขึ้นมองดูพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนอนอยู่ราวกะว่าพระจันทร์เต็ม
ดวงในท่ามกลางท้องฟ้า และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อสุรินทะ นี้
อะไร จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์มิได้มาเฝ้า
ด้วยคิดว่า เราจักไม่สามารถที่จะโน้มตัวลงแลดูได้ ดังนี้. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า อสุรินทะ เรามิได้ก้มหน้าบำเพ็ญบารมีมา เราให้ทานทำให้
เลิศทั้งนั้น ดังนี้. วันนั้น อสุรินทรราหู ได้ถึงสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงน่าดูน่าชมมิใช่น้อย ด้วยประการดังนี้.
บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มีศีล เพราะปาริสุทธิศีล ๔ ก็ศีลนั้นเป็นของ
ประเสริฐ คือสูงสุด ได้แก่ เป็นศีลบริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
มีศีลอันประเสริฐ. ศีลนั้นนั่นเองเป็นกุศล เพราะอรรถว่า ไม่มีโทษ.

27