ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 583 (เล่ม 11)

ไม่พึงไปได้เพราะเหตุอื่น ดังนี้ จึงได้กล่าวบทนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า
คนพึงไปสู่นรกได้เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เห็นปานนั้น. บทว่า
เสียดสี คือพูดกระทบกระเทียบ. บทว่า นำแม้พวกเราเข้าไปเปรียบเทียบ
อย่างนี้ ๆ ความว่า พระโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ พราหมณ์โปกขร-
สาติ ดังนี้เป็นต้น ทรงนำพวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ ๆ ทรงเปิด
เผยเหตุอันปกปิดออกแล้ว ยกเอาความเป็นศูทรและทาสเป็นต้นขึ้นมาตรัส.
อธิบายว่า พวกเราก็ถูกท่านให้ด่าด้วย. บทว่า ปัดด้วยเท้า คือเอาเท้าปัด
ให้อัมพัฏฐะล้มลงไปแล้ว. ก็ในกาลก่อน อัมพัฏฐะขึ้นรถไปกับอาจารย์
เป็นสารถีขับไปสู่ที่ใด อาจารย์แย่งเอาที่นั้นของเขาไปเสีย ได้ให้เขาเดินไป
ด้วยเท้าข้างหน้ารถ. บทว่า ล่วงเลยเวลาวิกาลแล้ว คือเป็นเวลาวิกาล
มากแล้ว ได้แก่ไม่มีเวลาที่จะกล่าวสัมโมทนียกถากันแล้ว.
บทว่า อาคมา นุขฺวิธ โภ แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะ
ได้มา ณ ที่นี้หรือไม่หนอ. บทว่า อธิวาเสตุ แปลว่า จงทรงรับ. บทว่า
สำหรับวันนี้ ใจความว่า เมื่อข้าพระองค์กระทำสักการะในพระองค์ สิ่งใด
จักมีในวันนี้ คือบุญด้วย ปีติและปราโมทย์ด้วย เพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วโดยดุษณีภาพ ใจความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ส่วนพระวรกายหรือส่วนพระวาจาให้
เคลื่อนไหว ทรงดำรงพระขันติไว้ภายในนั่นแหละ ทรงรับนิมนต์แล้ว
โดยดุษณีภาพ คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พราหมณ์.
บทว่า ประณีต คือสูงสุด. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือตนเอง.
บทว่า ให้อิ่มหนำแล้ว คือให้อิ่มเต็มที่ ได้แก่กระทำให้บริบูรณ์คือเต็ม
เปี่ยม ได้แก่เต็มอิ่ม. บทว่า สมฺปวาเรตฺวา แปลว่า ให้เพียงพอแล้ว

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 584 (เล่ม 11)

คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวย
เสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจาก
บาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.
คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหาร
ต่าง ๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์
จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.
อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่
ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว. บทว่านั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ. ที่ชื่อใจ
อนุปุพพิกถา ได้แก่ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อ
จากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะ
เหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น. บทว่า ต่ำทราม
คือ เลวทราม ได้แก่ เป็นของลามก. บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระ
องค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์
เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ อธิบายว่า เป็นของ
ไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น. ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร. ตอบว่า
คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่น แหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค. ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติ-
มรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความ
ดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้น

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 585 (เล่ม 11)

แทงตลอดซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกิจ.
อริยสัจธรรมอันบุคคลนั้นเห็นแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า ผู้มีธรรม
อันเห็นแล้ว. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้. ความสงสัยอันบุคคล
นี้ข้ามได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า ผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความ
ไม่แน่ใจของบุคคลนั้นปราศจากไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า ผู้มีความไม่
แน่ใจปราศไปแล้ว. บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความเป็นผู้
กล้าหาญแล้ว. ถามว่า ในไหน. ตอบว่า ในคำสอนของพระศาสดา. บุคคล
อื่นเป็นปัจจัย ไม่มีแก่ผู้นี้ คือความเชื่อต่อผู้อื่นไม่เป็นไปในบุคคลนี้
เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ไม่มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง
ปรากฏชัดแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความ
เข้าใจง่าย.
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย
ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบลงแล้วด้วยประการฉะนี้.
อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ.

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 1 (เล่ม 12)

โสณทัณฑสูตร
[๑๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปในอังคชนบทพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงนครจัมปา. ได้ทราบว่า
สมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ใกล้ขอบสระโบกขรณีคัคครา ในนครจัมปา.
เสด็จนครจัมปา
[๑๗๙] ก็สมัยนั้น พราหมณ์โสณทัณฑะ ครองนครจัมปา ซึ่งคับคั่ง
ด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์
ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติ อันพระเจ้าแผ่นดินมคธจอมเสนา พระ-
นามว่า พิมพิสาร พระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย พราหมณ์
และคฤหบดีชาวนครจัมปา ได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรง
ผนวชจากศากยสกุล เสด็จจาริกไปในอังคชนบท พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงนครจัมปา ประทับอยู่ใกล้ขอบสระ
โบกขรณี ชื่อคัคครา ในนครจัมปา เกียรติศัพท์อันงามของพระโคดม
พระองค์นั้นขจรไปแล้วดังนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
องค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้โลก เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้
จำแนกพระธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก
พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 2 (เล่ม 12)

สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรม
งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การเห็น
พระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล ดังนี้ ครั้งนั้นพราหมณี
และคฤหบดีชาวนครจัมปา ออกจากนครจัมปารวมกันเป็นหมู่ ๆ พากันไป
ยังสระโบกขรณีคัคครา.
โสณทัณฑพราหมณ์เข้าเฝ้า
[๑๘๐] สมัยนั้น พราหมณ์โสณทัณฑะนอนกลางวันอยู่ ณ ปราสาท
ชั้นบน ได้เห็นพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครจัมปา ออกจากนครจัมปา
รวมกันเป็นหมู่ ๆ พากันไปยังสระโบกขรณีคัคครา จงเรียกที่ปรึกษามาถาม
ว่า พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครจัมปาออกจากนครจัมปารวมกันเป็นหมู่ ๆ
ไปยังสระโบกขรณีคัคครา ทำไมกัน. ที่ปรึกษาบอกว่า เรื่องมีอยู่ขอรับ
พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุล เสด็จจาริกไปในอังค-
ชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงนครจัมปา
ประทับอยู่ใกล้ขอบสระโบกขรณีคัคคราในนครจัมปา เกียรติศัพท์อันงาม
ของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชา
และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้โลก ทรงเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มี
ผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้เบิกบาน
แล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นพากันไปเฝ้า
พระโคดมพระองค์นั้น. โสณทัณฑะกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปหาเขา
แล้วบอกเขาอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พราหมณ์โสณทัณฑะสั่งว่า ขอให้ท่าน

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 3 (เล่ม 12)

ทั้งหลายจงรอก่อน พราหมณ์โสณทัณฑะจะไปเฝ้าพระสมณโคดมด้วย. ที่
ปรึกษารับคำแล้วไปหาพราหมณ์และคหบดีชาวนครจัมปา แล้วบอกตามคำ
สั่งว่า พราหมณ์โสณทัณฑะสั่งว่า ขอท่านทั้งหลายจงรอก่อน พราหมณ์
โสณทัณฑะจะไปเฝ้าด้วย.
[๑๘๑] สมัยนั้น พวกพราหมณ์ต่างเมืองประมาณ ๕๐๐ คนพักอยู่ใน
นครจัมปาด้วยกรณียกิจบางอย่าง. เขาได้ทราบว่า พราหมณ์โสณทัณฑะ
จักไปเฝ้าพระสมณโคดม จึงพากันเข้าไปหาแล้วถามว่า ได้ทราบว่า ท่านจัก
ไปเฝ้าพระสมณโคดมจริงหรือ. โสณทัณฑะตอบว่า ท่านผู้เจริญ เราคิดว่าจัก
ไปเฝ้าพระสมณโคดมจริง พวกพราหมณ์กล่าวว่า อย่าเลย ท่านโสณทัณฑะ
ท่านไม่ควรไปเฝ้าพระสมณโคดม ถ้าท่านไป ท่านจะเสียเกียรติยศ เกียรติยศ
ของพระสมณโคดมจักรุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้แหละ ท่านจึงไม่ควรไป พระ
สมณโคดมต่างหากควรจะเสด็จมาหาท่าน อนึ่ง ท่านเป็นอุภโตสุชาต ทั้ง
ฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วคน ไม่
มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงไม่
ควรไปเฝ้าพระสมณโคดม พระสมณโคดมต่างหากคารจะเสด็จมาหาท่าน
อนึ่ง ท่านเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก....อนึ่ง ท่านเป็นผู้
คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ คัมภีร์
เกตุภะ พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาส เป็นที่ห้า เป็นผู้เข้าใจ
ตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ และมหาปุริส-
ลักษณะ อนึ่ง ท่านมีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณผุด
ผ่องยิ่งนัก มีวรรณคล้ายพรหม มีรูปร่างคล้ายพรหม น่าดู น่าชมไม่น้อย
อนึ่ง ท่านเป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน อนึ่ง ท่านเป็นผู้มี
วาจาไพเราะ มีสำเนียงไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวย

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 4 (เล่ม 12)

หาโทษมิได้ ให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความได้ชัด อนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์และ
ปาจารย์ของชนหมู่มาก สอนมนต์แก่มาณพถึง ๓๐๐ คน มาณพเป็นอันมาก
ต่างทิศต่างชนบทผู้ต้องการมนต์ ใคร่จะเรียนมนต์ในสำนักของท่านพากัน
มา อนึ่ง ท่านเป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ ส่วน
พระสมณโคดมเป็นคนหนุ่ม และบวชแต่ยังหนุ่ม อนึ่ง ท่านเป็นผู้อันพระ
เจ้าแผ่นดินมคธ จอมเสนา พระนามว่า พิมพิสาร ทรงสักการะเคารพ
นับถือ บูชา นอบน้อม อนึ่ง ท่านเป็นผู้อันพราหมณ์โปกขรสาติสีกการะ
เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม อนึ่ง ท่านครองนครจัมปาซึ่งคับคั่งด้วย
ประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์ด้วย
ธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติอันพระเจ้าแผ่นดินมคธ จอมเสนา พระนามว่า
พิมพิสาร พระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย เพราะเหตุนี้
แหละท่านจึงไม่ควรไปเฝ้าพระสมณโคดม พระสมณโคดมต่างหาก ควรจะ
เสด็จมาหาท่าน ดังนี้.
พระพุทธคุณ
[๑๘๒] เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์โสณทัณฑะ
ได้กล่าวว่า ท่านทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านจงฟังข้าพเจ้าบ้าง เรา
นี้แหละควรไปเฝ้าพระโคดมพระองค์นั้น พระโคดมไม่ควรเสด็จมาหาเรา
ได้ทราบว่า พระสมณโคดม เป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายพระมารดาและ
พระบิดา มีพระครรภ์ที่ทรงถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วคน ไม่มีใคร
จะคัดค้านติเตียนได้ด้วยการกล่าวอ้างถึงพระชาติ เพราะเหตุนี้แหละ พระ
โคดมจึงไม่ควรเสด็จมาหาเรา ที่ถูกเรานี้แหละควรจะไปเฝ้าพระองค์ ได้
ทราบว่า พระสมณโคดม ทรงสละพระญาติหมู่ใหญ่ออกทรงผนวช ทรง

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 5 (เล่ม 12)

สละเงินและทองเป็นอันมาก ทั้งที่อยู่ในพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในอากาศออก
ทรงผนวช พระองค์กำลังหนุ่ม มีพระเกศาดำสนิท ทรงพระเจริญด้วย
ปฐมวัย ออกทรงผนวชเป็นบรรพชิต เมื่อพระมารดาและพระบิดาไม่
ทรงปรารถนาให้ทรงผนวช มีพระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตรทรงกันแสง
อยู่ พระองค์ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาว-
พัสตร์เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต พระองค์มีพระรูปงาม น่าดู น่า
เลื่อมใส ประกอบด้วยพระฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก มีพระวรรณคล้ายพรหม
มีพระรูปคล้ายพรหม น่าดู น่าชมไม่น้อย พระองค์เป็นผู้มีศีล มีศีลอันประ-
เสริฐ มีศีลเป็นกุศล ประกอบด้วยศีลเป็นกุศล พระองค์มีพระวาจาไพเราะ
มีพระสำเนียงไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวย หาโทษมิ
ได้ ให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความได้ชัด พระองค์เป็นอาจารย์และปาจารย์ของคน
หมู่มาก พระองค์สิ้นกามราคะแล้ว เลิกประดับประดาแต่งแล้ว พระ
องค์เป็นกรรมวาที เป็นกิริยวาที ไม่ทรงมุ่งร้ายแก่พวกพราหมณ์ พระ
องค์ทรงผนวชจากสกุลสูง คือ สกุลกษัตริย์อันไม่เจือปน พระองค์ทรงผนวช
จากสกุลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ชนต่างรัฐต่างชนบทพากัน
มาทูลถามปัญหากะพระองค์ เทวดาหลายพันนอบชีวิตถึงพระองค์เป็นสรณะ
พระเกียรติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึง
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้โลก ทรงเป็นสารถี
ฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้ง-
หลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้ทรงจำแนกพระธรรม ดังนี้ พระองค์ทรง
ประกอบด้วยมหาปุริลักษณะ ๓๒ ประการ พระองค์มีปกติกล่าวเชื้อเชิญ
เจรจาผูกไมตรี ช่างปราศรัย พระพักตร์ไม่สยิ้ว เบิกบาน มีปกติตรัส

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 6 (เล่ม 12)

ก่อน พระองค์เป็นผู้อันบริษัท ๔ สักการะ เคารพนับถือบูชา นอบน้อม
เทวดาและมนุษย์จำนวนมากเลื่อมใสในพระองค์ยิ่งนัก พระองค์ทรงพำนัก
อยู่ในหมู่บ้านหรือในนิคมใด ในหมู่บ้าน หรือในนิคมนั้นไม่มีอมนุษย์เบียด-
เบียนมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะและทรงเป็นคณาจารย์ได้รับยก
ย่องว่า เป็นยอดของเจ้าลัทธิเป็นอันมาก สมณพราหมณ์เหล่านี้รุ่งเรืองยศ
ด้วยประการใด ๆ แต่พระสมณโคดมไม่อย่างนั้น ที่แท้พระสมณโคดมรุ่ง
เรืองพระยศ ด้วยวิชชาและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยม พระเจ้าแผ่นดินมคธ
จอมเสนา พระนามว่า พิมพิสาร พร้อมทั้งพระโอรส และพระมเหสี ทั้ง
ราชบริพารและอำมาตย์ ทรงมอบชีวิต ถึงพระองค์เป็นสรณะ พระเจ้า
ปเสนทิโกศล พร้อมทั้งพระโอรส และพระมเหสีทั้งราชบริพารและอำมาตย์
ทรงมอบชีวิตถึงพระองค์เป็นสรณะ พราหมณ์โปกขรสาติพร้อมทั้งบุตรและ
ภรรยา ทั้งบริวารและอำมาตย์ มอบชีวิตถึงพระองค์เป็นสรณะพระองค์
เป็นผู้อันพระเจ้าแผ่นดินมคธ จอมเสนา พระนามว่า พิมพิสาร ทรง
สักการะเคารพนับถือบูชา นอบน้อม พระองค์เป็นผู้อันพระเจ้าปเสนทิโกศล
ทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อม พระองค์เป็นผู้อันพราหมณ์
โปกขรสาติทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม พระองค์เสด็จถึง
นครจัมปา ประทับอยู่ ณ ขอสระโบกขรณีคัคครา ในนครจัมปา สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มาสู่เขตบ้านของเรา ท่านเหล่านั้นจัดว่า
เป็นแขกของเรา และเป็นแขกอันเราควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
นอบน้อม พระสมณโคดมเสด็จถึงนครจัมปา ประทับอยู่ ณ ขอบสระโบก-
ขรณีคัคครา ในนครจัมปา พระองค์ทรงเป็นแขกของพวกเรา และเป็นแขก
ที่เราควรสักการะเคารพนับถือ บูชา นอบน้อม เพราะเหตุฉะนี้แหละ พระ
องค์จึงไม่ควรเสด็จมาหาเรา ที่ถูก เราต่างหากควรจะไปเฝ้าพระองค์ ข้าพเจ้า

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 7 (เล่ม 12)

ทราบพระคุณของพระโคดมเพียงเท่านี้ แต่พระโคดมไม่ใช่มีพระคุณเพียง
เท่านี้ ความจริงพระองค์ มีพระคุณหาประมาณมิได้.
[๑๘๓] เมื่อพราหมณ์โสณทัณฑะกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์เหล่า
นั้นได้กล่าวว่า ท่านโสณทัณฑะกล่าวชมพระสมณโคดมถึงเพียงนี้ ถึง
หากพระโคดมพระองค์นั้น จะประทับอยู่ไกลจากที่นี้ตั้งร้อยโยชน์ ก็ควร
แท้ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาจะไปเฝ้า แม้จะต้องนำเสบียงไปก็ควร. พราหมณ์
โสณทัณฑะกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เราทั้งหมดจักไปเฝ้าพระสมณโคดม.
ลำดับนั้น พราหมณ์โสณทัณฑะพร้อมด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ไปถึง
สระโบกขรณีคัคครา. เมื่อผ่านพ้นราวป่าไปแล้ว ได้เกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้
ว่า ถ้าเราจะถามปัญหากะพระสมณโคดม หากพระองค์จะพึงตรัสกะเราอย่าง
นี้ว่า พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ท่านไม่ควรถามอย่างนั้น ที่ถูกควรจะถามอย่างนี้
ดังนี้ ชุมนุมชนนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะ
เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด ไม่อาจถามปัญหาโดยแยบคายกะพระสมณโคดม
ได้ ผู้ที่ถูกชุมนุมชนดูหมิ่นพึงเสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศก็เสื่อมจากโภคสมบัติ
เพราะได้ยศ เราจึงมีโภคสมบัติ ถ้าพระสมณโคดมจะพึงตรัสถามปัญหากะ
เรา และเราแก้ไม่ถูกพระทัย ถ้าพระองค์จะพึงตรัสกะเราอย่างนี้ว่า
พราหมณ์ ปัญหาข้อนี้ท่านไม่ควรแก้อย่างนั้น ที่ถูกควรจะแก้อย่างนี้ ดังนี้
ชุมนุมชนนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด
ไม่อาจแก้ปัญหาให้ถูกพระทัยพระสมณโคดมได้ ผู้ที่ถูกชุมนุมชนดูหมิ่น พึง
เสื่อมยศ ผู้เสื่อมยศก็พึงเสื่อมโภคสมบัติ เพราะได้ยศเราจึงมีโภคสมบัติ
อนึ่ง เราเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้แล้ว ยังมิได้เฝ้าพระสมณโคดม จะกลับเสีย
ชุมนุมชนนี้จะพึงดูหมิ่นเราได้ด้วยเหตุนั้นว่า พราหมณ์โสณทัณฑะเป็นคน-

7