ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 563 (เล่ม 11)

สองคำในฐานะเห็นปานฉะนี้ อัมพัฏฐะนี้จักทำลายพวกเราในสำนักอาจารย์
ของพวกเรา พวกเขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ เพื่อจะปลดเปลื้องคำตำหนิ แต่
พวกเขาก็ยังหวังด้วยคิดว่า อัมพัฏฐะนี้จะปราศจากความมัวเมา. นัยว่า
อัมพัฏฐะนี้ก็ไม่เป็นที่รักแม้ของพวกมาณพเหล่านั้นนัก เพราะเขาเป็นคน
เจ้ามานะ. บทว่า เป็นผู้พูดแต่คำดีงาม คือมีคำพูดอ่อนหวาน. บทว่า
ในถ้อยคำนั้น คือในถ้อยคำเกี่ยวกับเวท ๓ ที่ตนเรียนมาแล้ว. บทว่า
เพื่อจะโต้ตอบ ความว่า เพื่อจะกล่าวตอบโต้ คือกล่าวแก้ปัญหาที่ถาม
แล้ว. อีกนัยหนึ่งว่า เพื่อจะโต้ตอบ คือเพื่อจะกล่าวให้เหนือกว่า ในคำ
พูดว่า เป็นบุตรของทาสี นั้น.
บทว่า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจความว่า ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า ถ้าพวกมาณพผู้นั่งในที่นี้เหล่านั้น จักส่ง
เสียงดังขึ้นทำนองนี้ ก็จะพูดกันไม่จบลงได้ เอาเถอะ เราจะทำให้เขา
เงียบเสียงแล้วพูดกับอัมพัฏฐะเท่านั้น จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพวกมาณพ
เหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนฺตโวฺห แปลว่า พวกท่านจง
ปรึกษา. บทว่า มยา สทฺธึ มนฺเตตุ คือจงกล่าวกับเรา. เมื่อพระผู้
มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพทั้งหลายจึงคิดว่า อัมพัฏฐมาณพ
ผู้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นบุตรของนางทาสี ถึงเพียงนั้น ไม่
สามารถที่จะเงยศีรษะขึ้นได้. ก็ขึ้นชื่อว่า เชื้อชาตินี้แล รู้กันได้ยาก ถ้า
พระสมณโคดมจะกล่าวคำไร ๆ แม้กะผู้อื่นว่า ท่านเป็นทาส ใครจัก
ก่อคดีกับพระสมณโคดมนั้น อัมพัฏฐะ จงแก้ข้อที่คนผูกเข้าด้วยตนเอง
เถิด ดังนี้ เมื่อจะปลดเปลื้องตนออกแล้ว โยนไปเหนืออัมพัฏฐะคนเดียว
จึงกล่าวคำมีว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะเกิดดีแล้ว เป็นต้น.

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 564 (เล่ม 11)

บทว่า ประกอบด้วยธรรม ได้แก่เป็นไปกับเหตุ คือมีเค้ามูล.
บทว่า แม้จะไม่พอใจก็ต้องพยากรณ์ ความว่า ตนแม้ไม่ปรารถนาก็ต้อง
พยากรณ์ คือจะต้องวิสัชนาโดยแน่แท้. บทว่า อญฺเญน วา อญฺญํ
ปฏิจริสฺสสิ ใจความว่า ท่านจักเอาอีกคำหนึ่งมากลบเกลื่อนอีกคำหนึ่ง
คือจักทับถม ได้แก่จักปกปิด. ก็ผู้ใดอันเขาถามแล้วอย่างนี้ว่า ท่านมีโคตร
อะไร แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้เวททั้ง ๓ เป็นต้น ผู้นี้ชื่อว่า เอาคำอื่นมา
กลบเกลื่อนอีกคำหนึ่ง. บทว่า ปกฺกมิสฺสสิ วา ความว่า ท่านทั้งที่
รู้อยู่ซึ่งปัญหาที่เขาถามแล้ว กลับลุกจากอาสนะไปเสีย เพราะไม่อยากจะ
ตอบหรือ. บทว่า อัมพัฏฐะได้นิ่งเสีย ความว่า อัมพัฏฐะคิดว่า พระ
สมณโคดมมีพระประสงค์จะให้เราทูลว่า เป็นลูกนางทาสีเองทีเดียว และ
เมื่อเราทูลเสียเอง ชื่อว่าทาสย่อมเกิดขึ้นแน่นอน แต่พระสมณโคดมนี้
ทักท้วงเพียง ๒ - ๓ ครั้งแล้วก็จักทรงดุษณีภาพ ทีนั้น เราก็จักหลบหนี
หลีกไป ดังนี้แล้ว จึงนิ่งเสีย.
สายฟ้ามีอยู่ที่ฝ่ามือของยักษ์นั้น เหตุนั้น ยักษ์นั้น จึงชื่อว่า
วชิรปาณี. บทว่า ยักษ์ พึงทราบว่า มิใช่ยักษ์ธรรมดา แต่เป็นท้าวสักก-
เทวราช. บทว่า เป็นของร้อน คือมีสีเป็นไฟ. บทว่า สมฺปชฺชลิตํ
แปลว่า ลุกโพลงไปทั่ว. บทว่า สํโชติภูตํ แปลว่า มีแสงสว่างโดยรอบ
ความว่า มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ยืนอยู่ ความว่า ยักษ์นั้น
เนรมิตรูปร่างแปลกประหลาดอย่างนี้ คือ ศีรษะใหญ่ เขี้ยวเหมือนกับ
หัวผักกาดสด นัยน์ตาและจมูกเป็นต้น ดูน่ากลัว ยืนอยู่. ถามว่า
ก็ยักษ์นี้มาเพราะเหตุไร. ตอบว่า มาเพื่อจะให้อัมพัฏฐะละทิ้งทิฏฐิเสีย.
อีกประการหนึ่ง ยักษ์นี้มาด้วยคิดว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 565 (เล่ม 11)

ทรงถึงความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ในการทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่าง
นี้ว่า ก็เรานี่แหละพึงแสดงธรรมได้ แต่คนอื่นเขาหารู้ทั่วถึงธรรมของเรา
ไม่ ท้าวสักกะพร้อมกับท้าวมหาพรหมจึงเสด็จมา ได้ทรงการทำปฏิญญา
ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมเถิด พวก
ที่ไม่เป็นไปในอำนาจปกครองของพระองค์ พวกข้าพระองค์จักให้เป็นไป
เอง ธรรมจักรจงเป็นของพระองค์ อาณาจักรจงเป็นของพวกข้าพระองค์
เพราะฉะนั้น วันนี้เราจักขู่ให้อัมพัฏฐะสะดุ้งกลัว แล้วให้เฉลยปัญหา
ให้ได้.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็น และอัมพัฏฐะ
ก็เห็น มีใจความว่า ก็ถ้ายักษ์นั้นแม้คนอื่นก็เห็น เหตุนั้นก็จะดูไม่สำคัญ
ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า พระสมณโคดมนี้ทรงทราบว่าอัฏพัฏฐะไม่ยอม
อยู่ในพระดำรัสของพระองค์ จึงนำยักษ์มาแสดง ทีนั้น อัมพัฏฐะจึงพูดขึ้น
เพราะความกลัว เพราะฉะนั้น พระผู้พระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็น
และอัมพัฏฐะก็เห็น.
อัมพัฏฐะพอเห็นยักษ์นั้นเท่านั้น เหงื่อก็ไหลออกทั่วตัว. ภายใน
ท้องก็ปั่นป่วนดังลั่น. เขาจึงคิดว่า แม้คนอื่นเล่าเขาเห็นไหมหนอ พลาง
มองดูรอบ ๆ ก็มิได้เห็นใคร ๆ แม้จะมีเพียงขนลุก. ลำดับนั้น เขาจึงคิดว่า
ภัยนี้เกิดขึ้นเฉพาะแก่เรา ถ้าเราจะพูดว่า ยักษ์ ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า
ตาของท่านนั่นแหละมีอยู่มิใช่หรือ ท่านคนเดียวเท่านั้นเห็นยักษ์ อัมพัฏฐะ
ทีแรกไม่เห็นยักษ์ แต่ถูกพระสมณโคดมทรงบีบคั้นด้วยวาทะ จึงเห็น
ยักษ์ สำคัญอยู่ว่า บัดนี้ ในที่นี้ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มี นอกจากพระ
สมณโคดมเท่านั้น ลำดับนั้นแล อัมพัฏฐมาณพ ฯ ล ฯ ได้กล่าวคำนี้

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 566 (เล่ม 11)

กะพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ตาณํ คเวสี แปลว่า แสวงหาที่ต้านทาน. บทว่า เลณํ คเวสี
แปลว่า แสวงหาที่เร้น. บทว่า สรณํ คเวสี แปลว่า แสวงหาที่พึ่ง.
ก็ในคำเหล่านี้ ที่ชื่อว่า ที่ต้านทาน เพราะย่อมต้านทานไว้ คือรักษาไว้.
ที่ชื่อว่า ที่เร้น เพราะชนทั้งหลายย่อมหลีกเร้นอยู่ในที่นี้ . ที่ชื่อว่า ที่พึ่ง
เพราะย่อมป้องกันไว้ ความว่า ย่อมเบียดเบียน คือกำจัดเสียได้ซึ่งภัย.
บทว่า เข้าไปนั่งใกล้ คือเข้าไปนั่งบนที่นั่งเบื้องล่าง. บทว่า พฺรูตุ
แปลว่า จงกล่าว.
บทว่า ชนบททางทิศใต้ คือชนบททางทิศใต้แห่งแม่น้ำคงคา ที่
ปรากฏชื่อทักษิณาบถ. ได้ยินว่า ในกาลนั้น ในประเทศทางทิศใต้ของ
อินเดียมีพราหมณ์และดาบสอยู่มาก. อัมพัฏฐะไป ณ ที่นั้น ทำให้ดาบส
คนหนึ่งยินดีด้วยวัตรปฏิบัติ. ดาบสนั้นเห็นอุปการะของเขาจึงกล่าวว่า
แน่ะบุรุษผู้เจริญ เราจะให้มนต์แก่ท่าน ท่านปรารถนามนท์ใด จงเรียน
มนต์นั้นเถิด. เขาจึงกล่าวว่า ข้าแต่อาจารย์ กิจด้วยมนต์อย่างอื่นของผม
ไม่มี อาวุธทำร้ายไม่ได้ด้วยอานุภาพของมนต์ใด ขอท่านจงให้มนต์นั้น
แก่ผมเถิด. ดาบสนั้นกล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ ดีแล้ว จึงได้ให้วิชาที่ธนูยิง
ไม่เข้า ชื่อว่าอัมพัฏฐะ. เขาเรียนเอาวิชานั้นแล้ว ทดลองในที่นั้นทีเดียว
คิดว่า บัดนี้เราจักให้ความใฝ่ฝันของเราเต็มเสียที จึงถือเอาเพศเป็นฤาษี
ไปยังสำนักของพระเจ้าโอกกากะ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อัม-
พัฏฐะไปสู่ชนนททางทิศใต้ เรียนพรหมมนต์เข้าไปเฝ้าพระเจ้า
โอกกากะ ดังนี้.
ในบทนี้ บทว่า พรหมมนต์ คือมนต์อันประเสริฐ เพราะเป็น

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 567 (เล่ม 11)

มนต์สมบูรณ์ด้วยอานุภาพ. บทว่า โก เนวํเร๑ มยฺหํ หาสีปุตฺโต ความว่า
นี่แน่ะเว้ย ใครหนอนี้เป็นลูกนางทาสี (มาขอลูกสาว) ของเราอย่างนี้.
บทว่า พระเจ้าโอกกากราช นั้น ไม่ทรงสามารถจะปล่อยลูกธนูไปได้
ความว่า พระราชานั้น ขึ้นสายธนู เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะฆ่า
ฤาษีนั้น แต่ไม่ทรงสามารถที่จะยิงออกไป ทั้งไม่ทรงสามารถที่จะปลดออก
ได้ซึ่งลูกศรนั้น ทันใดนั้น พระองค์ก็มีพระเสโทไหลไปทั่วพระวรกาย
ประทับยืนสั่นงันงกอยู่ด้วยความกลัว.
บทว่า อำมาตย์ทั้งหลาย คือมหาอำมาตย์ทั้งหลาย. บทว่า เหล่า
ชุมชน คือมวลชนนอกจากนี้. บทว่า เหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย ได้
กล่าวคำนี้ ความว่า พวกเขาคิดอยู่ว่า เมื่อพระราชาทรงพระนามว่า
ทัณฑกี ทรงพระพฤติผิดในดาบสชื่อ กีสวัจฉะ แว่นแคว้นทั้งสิ้นพินาศ
ด้วยฝนแห่งอาวุธ พระเจ้านาฬิเกระทรงประพฤติผิดในดาบส ๕๐๐ ตน
และพระเจ้าอัชชุนะทรงประพฤติผิดในอังคีรสดาบส แทรกลงสู่แผ่นดิน
เข้าไปสู่นรก เพราะความกลัวจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอ
ความสวัสดีจงมีเป็นต้น. กัณหดาบสนิ่งอยู่นาน ต่อนั้นถูกเขาขอร้องโดย
ประการต่าง ๆ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า พระราชาของพวกท่าน ขึ้นสายธนู
ยิงฤาษีเช่นกับพวกเรา นับว่าทำกรรมหนักมาก แล้วจึงได้กล่าวคำนี้ว่า
ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ดังนี้ ในภายหลัง. บทว่า จักพังทลาย
คือจักแตกแยกออก กัณหดาบสนั้นคิดว่า เราจักให้ชนตกใจกลัว จึงได้
กล่าวเท็จว่า แผ่นดินจักแตกกระจายออก ราวกะกำแกลบ. ความจริง
อานุภาพแห่งวิชาของกัณหดาบสนั้นมีเพียงหยุดยั้งลูกศรได้เท่านั้น ย่อมไม่
เป็นไปอย่างอื่นไปได้. ในคำทั้งหลายแม้อื่นจากนี้ ก็มีนัยทำนองเดียวกันนี้.
๑. บาลีอัมพัฏฐสูตรเป็น เนวเร พระไตรปิฎกเล่ม ๙ หน้า ๑๒๕.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 568 (เล่ม 11)

บทว่า ปลฺโลโม แปลว่า มีชนนอนราบแล้ว . ความว่า แม้แต่เพียง
ขนลุก ก็จักไม่มีแก่เขา. นัยว่า กัณหดาบสให้พระราชากระทำปฏิญาณ
แล้ว จึงได้กล่าวคำนี้ว่า ถ้าพระราชาจักพระราชทานเด็กหญิงนั้นแก่เรา
ดังนี้. บทว่า พระราชาให้ลูกธนูวางไว้ที่กุมารแล้ว ความว่า เมื่อดาบส
นั้นร่ายมนต์ว่า ขอให้ลูกศรจงลงมา พระราชาก็ให้วางลงที่สู่คือของกุมาร.
บทว่า ได้พระราชทานพระราชธิดาแล้ว คือทรงชำระล้างศีรษะกระทำ
มิให้เป็นทาส คือเป็นไทยแล้ว พระราชทานไป และทรงดังไว้ใน
ตำแหน่งอันยิ่งใหญ่. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศว่า อัมพัฏฐะ
เป็นญาติของศากยะทั้งหลายทางฝ่ายหนึ่งจึงได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า มา โข
ตุเมฺห มาณวกา เพื่อจะทรงให้เขาเบาใจ. ลำดับนั้น อัมพัฏฐะเป็น
ประหนึ่งว่าถูกรดด้วยน้ำตั้ง ๑๐๐ หม้อ มีความกระวนกระวายอันระงับแล้ว
เบาใจแล้ว คิดว่า พระสมณโคดมทรงดำริว่า จักให้เราบันเทิงใจ
จึงทรงกระทำให้เราเป็นญาติทางฝ่ายหนึ่ง นัยว่า เราเป็นกษัตริย์.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า อัมพัฏฐะนี้
กระทำความสำคัญว่า เราเป็นกษัตริย์ ไม่รู้ว่าตนมิใช่กษัตริย์ เอาเถอะ
เราจักให้เขารู้ เมื่อจะทรงแสดงเทศนายิ่งขึ้นไป เพื่อทรงแสดงวงศ์กษัตริย์
จึงได้ตรัสพระดำรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ ท่านสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน เป็น
ต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้. บทว่า ในพราหมณ์
ทั้งหลาย คือในระหว่างพวกพราหมณ์. บทว่า ที่นั่งหรือน้ำ คือที่นั่ง
อย่างดีเลิศ หรือน้ำอย่างดีเลิศ. บทว่า สทฺเธ คือในภัตที่เขาทำอุทิศให้ผู้
ตาย. บทว่า ถาลิปาเก คือในภัตในงานมงคล เป็นต้น . บทว่า ยญฺเญ
คือในภัตที่เขาทำไว้บูชายัญ. บทว่า ปาหุเน คือในภัตที่เขากระทำไว้เพื่อ

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 569 (เล่ม 11)

แขกทั้งหลาย หรือว่าในภัตที่เขาทำไว้เป็นบรรณาการ. บทว่า อปินุสฺส
คือสำหรับโอรสกษัตริย์นั้น บ้างไหมหนอ. บทว่า อาวฏํ วา อสฺส
อนาวฏํ วา คือในหญิงสาวตระกูลพราหมณ์พึงมีการห้าม หรือไม่มีการ
ห้าม ความว่า โอรสกษัตริย์จะพึงได้กับเด็กหญิงตระกูลพราหมณ์หรือไม่
พึงได้. บทว่า อนุปปนฺโน ความว่า ไม่ถึงวงศ์กษัตริย์ คือไม่บริสุทธิ์.
บทว่า อิตฺถิยา วา อิตฺถึ กริตฺวา คือแสวงหาหญิงกับหญิงหรือ.
บทว่า กิสฺมิญฺจิเทว ปกรเณ คือในการกระทำสิ่งที่ไม่ควรทำที่เป็นโทษ
บางอย่าง ซึ่งสมควรแก่พราหมณ์ทั้งหลาย. บทว่า ด้วยห่อขี้เถ้า ความว่า
เอาห่อขี้เถ้าโปรยขี้เถ้าบนศีรษะ.
บทว่า ชเนตสฺมึ คือในฝูงชน ความว่า ในหมู่ประชาชน. บทว่า
เย โคตฺตปฏิสาริโน ความว่า ในฝูงชน ผู้ใดเที่ยวอวดอ้างในเรื่องโคตรว่า
ข้าพเจ้าเป็นโคตมโคตร ข้าพเจ้าเป็นกัสสปโคตร ในเขาเหล่านั้น ผู้เที่ยว
อวดอ้างในเรื่องโคตรในโลก กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐ. บทว่า อนุมตา
มยา ความว่า คาถานี้ สนังกุมารพรหมแสดงเทียบได้กับพระสัพพัญญุต-
ญาณของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงยอมรับ.
ก็ด้วยคาถานี้ อัมพัฏฐะได้ยินบทนี้ว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและ
จรณะ จึงคิดว่า เวทสามชื่อว่า วิชชา ศีลห้าชื่อว่า จรณะ วิชชาและ
จรณะนี้นี่ของเราเองก็มี หากว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชา และจรณะ เป็นผู้
ประเสริฐสุด ตัวเรานี้ก็นับว่าประเสริฐสุดได้ เขาถึงความตกลงใจแล้ว
เมื่อจะทูลถามถึงวิชชาและจรณะ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงมีพระประสงค์จะปฏิเสธวิชชาและจรณะที่ประกอบด้วยวาทะปรารภเชื้อ

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 570 (เล่ม 11)

ชาติเป็นต้น อันมีอยู่ในลัทธิของพราหมณ์นั้น แล้วทรงแสดงวิชชาและ
จรณะอันเยี่ยมยอด จึงตรัสพระดำรัสว่า น โข อมฺพฏฺฐ เป็นต้น แก่
อัมพัฏฐะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาติวาโท แปลว่า วาทะปรารภเชื้อชาติ.
ใจความว่า ได้แก่คำพูดเป็นต้นว่า สิ่งนี้ควรแก่พราหมณ์เท่านั้น หาควรแก่
ศูทรไม่. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน. บทว่า ชาติวาทวินิพนฺธา
แปลว่า ผู้ยุ่งเกี่ยวในวาทะปรารภเชื้อชาติ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้
เหมือนกัน.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะคิดว่า เราคิดว่า บัดนี้พวกเราจักติดอยู่ในที่ใด
ที่นั้นพระสมณโคดมกลับเหวี่ยงพวกเราไปเสียไกลลิบ เหมือนคมซัด
แกลบขึ้นในลมแรง ก็พวกเราไม่คิดอยู่ในที่ใด พระสมณโคดมทรงชัก
จูงพวกเราไป ณ ที่นั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะของพวกเรานี้
สมควรจะรู้ไหม แล้วจึงได้ถามถึงวิชชาและจรณะอีก. ลำดับนั้น พระผู้
มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะทรงแสดงวิชชาและจรณะจำเดิมแต่การเกิดขึ้น
แก่อัมพัฏฐะนั้น จึงตรัสพระดำรัสว่า อิธ อมฺพฏฺฐ ตถาคโต เป็นต้น.
ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกศีล ๓ อย่าง
แม้ที่นับเนื่องในจรณะ ไม่ตรัสระบุชัดว่า ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น
แต่ตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งศีลทีเดียวว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของภิกษุนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร. เพราะว่าศีลไร ๆ แม้ของภิกษุนั้นก็มีอยู่ เพราะ
ฉะนั้น เมื่อตรัสระบุชัดอยู่ด้วยอำนาจแห่งจรณะ ภิกษุพึงคิดอยู่ในจรณะ
นั้น ๆ นั่นเหละ ด้วยคิดว่า แม้พวกเราก็ถึงพร้อมด้วยจรณะ แต่จรณะใด
อันภิกษุนั้น มิได้เคยเห็นเลย แม้ด้วยความฝัน เมื่อจะตรัสระบุชัดด้วย

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 571 (เล่ม 11)

อำนาจแห่งจรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระดำรัสว่า ภิกษุย่อมเข้าถึงฌาน
ที่ ๑ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น ฯ ล ฯ ภิกษุย่อมเข้าถึงฌาน
ที่ ๔ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น เป็นต้น. ด้วยพระดำรัสเพียง
เท่านี้เป็นอันว่าพระองค์ตรัสระบุชัดถึงสมาบัติแม้ทั้ง ๘ ว่าเป็นจรณะ ส่วน
ปัญญาแม้ทั้ง ๘ นับแต่วิปัสสนาญาณไป พระองค์ตรัสระบุชัดว่า เป็นวิชชา.
บทว่า อปายมุขานิ แปลว่า ปากทางแห่งความพินาศ บทว่า
ผู้ยังไม่ตรัสรู้ คือยังไม่บรรลุ หรือว่า ยังไม่สามารถ. ในบทว่า ถือเอา
เครื่องหาบดาบสหริขาร นี้ บริขารของคาบสมี ไม้สีไฟ เต้าน้ำ เข็ม และ
แส้หางจามรี เป็นต้น ชื่อว่าขารี. บทว่า วิโธ แปลว่า หาบ. เพราะ
ฉะนั้นจึงมีใจความว่า ถือเอาหาบอันเต็มด้วยบริขารดาบส. แต่อาจารย์ที่
กล่าวว่า ขาริวิวิธํ ท่านก็พรรณนาว่า คำว่า ขาริ เป็นชื่อของหาบ คำว่า
วิวิธํ คือบริขารมากอย่างมีเต้าน้ำ เป็นต้น. บทว่า ปวตฺตผลโภชโน
แปลว่า มีปรกติบริโภคผลไม้ที่หล่นแล้ว. บทว่า เป็นคนรับใช้ คือเป็น
คนรับใช้ด้วยสามารถกระทำวัตร เช่น ทำกัปปยะ รับบาตรและลางเท้า เป็น
ต้น. สามเณรผู้เป็นพระขีณาสพ แม้มีคุณธรรมสูง ย่อมเป็นผู้รับใช้พระ
ภิกษุผู้ปุถุชน โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยแท้ แต่สมณะหรือพราหมณ์หาเป็น
เช่นนั้นไม่ ยังเป็นผู้ต่ำอยู่ทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมบ้าง ด้วย
อำนาจแห่งการกระทำการรับ ใช้บ้าง.
ถามว่า ก็การบวชเป็นดาบส ท่านกล่าวว่า เป็นปากทางแห่งความ
พินาศของศาสนา เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะศาสนาที่กำลังดำเนิน
ไป ๆ ย่อมถอยหลัง ด้วยอำนาจแห่งการบรรพชาเป็นดาบส. เป็นความจริง
ผู้ที่มีความละอาย ใคร่ในการศึกษา มักรังเกียจผู้ที่บวชในศาสนานี้ แล้ว

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 572 (เล่ม 11)

ไม่สามารถบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้เต็มได้ว่า เราจะไม่มีการกระทำอุโบสถ
ก็ดี ปวารณาก็ดี สังฆกรรมก็ดี กับท่าน แล้วหลีกเว้นไปเสีย. สมณะ
หรือพราหมณ์นั้นคิดว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์ในศาสนา
ทำได้ยาก เปรียบเสมือนคมมีดโกน เป็นทุกข์ แต่การบวชเป็นดาบส ทำได้
ง่าย ทั้งชนก็นับถือมากมา ดังนี้แล้ว จึงสึกออกมาเป็นดาบส. คนอื่น ๆ
เห็นเขาต่างพากันถามว่า ท่านทำอะไรหรือ. เขาจึงตอบว่า การงานใน
ศาสนาของพวกท่านหนักมาก แต่พวกเราก็ยังมีปรกติประพฤติด้วยความ
พอใจในศาสนานี้อยู่. แม้เขาก็คิดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็จะบวชใน
ศาสนานี้บ้าง ดังนี้แล้ว ศึกษาตามอย่างเขา บวชเป็นดาบส แม้พวกอื่น ๆ
ก็บวชเป็นดาบสทำนองนี้บ้าง เพราะฉะนั้น พวกดาบสจึงเพิ่มมากขึ้นโดย
ลำดับ. ในกาลที่พวกดาบสเหล่านั้นเกิดขึ้น ศาสนาชื่อว่าจักถอยหลัง. ชื่อว่า
พระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระองค์
ก็ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงจักเป็นเพียงเส้นด้วยเท่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า การบวชเป็นดาบสเป็น
ปากทางแห่งความพินาศของศาสนา.
บทว่า จอบและตะกร้า ได้แก่ จอบและตะกร้า เพื่อจะเก็บหัว
เผือกมัน รากไม้และผลไม้. บทว่า ใกล้บ้านหรือ ใจความว่า ผู้ที่ยังมิได้
บรรลุถึงความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นต้น สำคัญอยู่ว่า การ
ดำเนินชีวิตด้วยกสิกรรมเป็นต้น เป็นของลำบาก ดังนี้ เพื่อจะหลอกลวง
ให้คนหมู่มากหลงเชื่อ จึงสร้างโรงไฟ ในที่ใกล้หมู่บ้านบ้าง ในที่ใกล้
ตำบลบ้าง บำเรอไฟด้วยอำนาจกระทำการบูชาด้วยเนยใส น้ำมัน นมส้ม
น้ำผึ้ง งา และข้าวสาร เป็นต้น และด้วยไม้นานาชนิดอาศัยอยู่.

572