ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 553 (เล่ม 11)

ที่สูง คือบนอาสนะหลายประเภท มีบัลลังก์ ตั่ง ที่นั่งทำด้วยหวาย
แผ่นกระดาน และเครื่องปูลาดที่สวยงามเป็นต้น ตามความเหมาะสม.
บทว่า หัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ คือหัวเราะเสียงดังด้วยอำนาจเย้ยหยัน.
บทว่า เล่นหัวกันอยู่ คือกระทำอาการมีการกระทำเพียงยิ้มแย้ม การ
กรีดนิ้วมือ และการให้การตบมือเป็นต้น. บทว่า มมญฺเยว มญฺเญ
ความว่า ข้าพระองค์สำคัญอย่างนี้ว่า พวกศากยะทั้งหลายหัวเราะเยาะ
ข้าพระองค์คนเดียว หาใช่หัวเราะเยาะคนอื่นไม่.
ถามว่า ก็พวกศากยะเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้นเพราะเหตุไร.
ตอบว่า นัยว่า พวกศากยะเหล่านั้นรู้จักวงศ์ตระกูลของอัมพัฏฐะ. และ
ในเวลานั้น อัมพัฏฐะนี้ เอามือข้างหนึ่งจับชายผ้าสาฎกที่เขานุ่งลอยชาย
ลงมาจนจดปลายเท้า น้อมกระดูกคอลง เดินมาเหมือนคนที่เมาด้วยความเมา
คือมานะ ทีนั้น พวกศากยะทั้งหลายจึงกล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ พวกท่าน
จงดูเหตุแห่งการมาของอัมพัฏฐะผู้กัณหายนโคตร ซึ่งเป็นทาสของพวกเรา
จึงได้กระทำเช่นนั้น. แม้เขาก็รู้วงศ์สกุลของตน. เพราะฉะนั้น เขาจึง
กราบทูลว่า ชะรอยว่า พวกศากยะเหล่านั้น หัวเราะเยาะข้าพระองค์โดยแท้.
บทว่า ด้วยที่นั่ง ความว่า ไม่มีการเชื้อเชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า นี่
อาสนะ ท่านจงนั่งบนอาสนะนี้ ดังนี้เลย. ใคร ๆ เขาก็ไม่ทำกันเช่นนั้น
บทว่า นางนกมูลไถ ได้แก่นางนกตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ตาม
ซอกระหว่างก้อนดินในนา. บทว่า ในรัง คือในที่เป็นที่อยู่อาศัย. บทว่า
ชอบพูดพร่ำพรอดกัน คือมักจะกล่าวตามที่ตนปรารถนา คือตนต้องการ
สิ่งใด ๆ ก็กล่าวสิ่งนั้น ๆ ออกมา หงส์ก็ดี นกกะเรียนก็ดี นกยูงก็ดี
มาแล้ว ก็มิได้ห้ามเขาว่า เจ้าพร่ำพรอดไปทำไม. บทว่า ที่จะขัดเคือง
คือที่จะข้องขัดด้วยอำนาจแห่งความโกรธ.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 554 (เล่ม 11)

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพเข้าใจว่า พระ
สมณโคดมนี้ กระทำพระญาติของพระองค์ให้เป็นเช่นกับนางนกมูลไถ
กระทำพวกเราให้เสมอกับหงส์ นกกะเรียน และนกยูง คราวนี้คงจะ
หมดมานะแล้ว จึงแสดงวรรณะ ๔ ยิ่งขึ้นไปอีก.
บทว่า ย่ำยี คือเหยียบย่ำ ได้แก่กระทำให้หมดความนับถือ. บทว่า
ไฉนหนอ เรา คือ ก็ถ้ากระไรเรา. นัยว่า คำว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ข้าพระองค์เป็นกัณหายนโคตร อัมพัฏฐะได้กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังถึง
๓ ครั้ง. ถามว่า เขากล่าวขึ้นเพราะเหตุไร เขาไม่รู้หรือว่าเป็นโคตรที่
ไม่บริสุทธิ์. ตอบว่า เขารู้แน่ แต่ถึงจะรู้ก็สำคัญเอาว่า เหตุนี้ ภพปกปิด
ไว้ เหตุนั้น พระสมณโคดมนี้ก็ไม่ทรงเห็น พระมหาสมณะเมื่อไม่ทรง
เห็นอยู่ จักตรัสอะไรเล่า จึงได้กล่าวขึ้น เพราะความที่ตนเป็นผู้กระด้างด้วย
มานะ. บทว่า มาตาเปตฺติกํ แปลว่า เป็นสมบัติตกทอดมาของมารดา
บิดา. บทว่า ชื่อและโคตร คือชื่อด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ โคตรด้วย
อำนาจแห่งประเพณี. บทว่า รำลึกถึงอยู่ คือนึกถึงอยู่ ได้แก่สืบสาวไป
จนถึงที่สุดของตระกูล. บทว่า พระลูกเจ้า คือเจ้านาย. บทว่า ลูกของ
ทาสี คือเป็นลูกของนางทาสีในเรือน (หญิงรับใช้). เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า นายอันคนใช้จะพึงเข้าไปหาโดยประ-
การใด พวกศากยะเห็นท่านไม่เข้าไปหาโดยประการนั้นจึงกล่าวเย้ยหยันให้.
เบื้องหน้าแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความที่อัมพัฏฐะ
นั้นเป็นทาส และความที่พวกศากยะเป็นเจ้านายแล้ว เมื่อจะทรงนำวงศ์
สกุลของพระองค์และของอัมพัฏฐะมา จึงตรัสพระดำรัสว่า สกฺยา โข
ปน เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า ทหนฺติ แปลว่า ตั้งไว้ ใจความว่า

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 11)

พวกศากยะพูดกันว่า พระเจ้าโอกกากราชเป็นบรรพบุรุษของเรา. ได้
สดับมาว่า ในเวลาที่พระราชานั้นตรัส รัศมีจะพุ่งออกมาจากพระโอฐเหมือน
คบเพลิง เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงถวายพระนามพระองค์ว่า โอกกากะ.
บทว่า ให้ออกไปแล้ว คือนำไปแล้ว. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ
ทรงแสดงพวกศากยะเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งชื่อ จึงตรัสพระดำรัสมีว่า
โอกฺกามุขํ เป็นต้น. ในเรื่องนั้นมีคำที่จะกล่าวตามลำดับ ดังต่อไปนี้
ดังได้สดับมา พระราชโอรสของพระเจ้ามหาสมมติราชแห่งกัปที่
เป็นปฐมกัป ทรงพระนามว่า โรชะ พระราชโอรสของพระเจ้าโรชะ
ทรงพระนามว่า วโรชะ ของพระเจ้าวโรชะ ทรงพระนามว่า กัลยาณะ
ของพระเจ้ากัลยาณะ ทรงพระนามว่า วรกัลยาณะ ของพระเจ้าวรกัลยาณะ
ทรงพระนามว่า มันธาตุ ของพระเจ้ามันธาตุ ทรงพระนามว่า วรมันธาตุ
ของพระเจ้าวรมันธาตุ ทรงพระนามว่า อุโบสถ ของพระเจ้าอุโบสถ
ทรงพระนามว่า วระ ของพระเจ้าวระ. ทรงพระนามว่า อุปวระ ของ
พระเจ้าอุปวระ ทรงพระนามว่า มฆเทวะ ของพระเจ้ามฆเทวะ โดยสืบ
ตามลำดับมาเป็นกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์. หลังจากกษัตริย์เหล่านั้น
ได้มีวงศ์สกุลของพระเจ้าโอกกากะ ๓ สกุล. ใน ๓ สกุลนั้น พระเจ้า-
โอกกากราชที่ ๓ ทรงมีพระมเหสี ๕ พระองค์ คือ ทรงพระนามว่า หัตถา
จิตตา ชันตุ ชาลินี และวิสาขา. สำหรับพระมเหสีแต่ละพระองค์มี
สตรีองค์ละ ๕๐๐ เป็นบริวาร. พระมเหสีองค์ใหญ่ที่สุดมีพระราชโอรส
๔ พระองค์ คือ ทรงพระนามว่า โอกกามุขะ กรกัณฑุ หัตถินิกะ สินิปุระ.
มีพระราชธิดา ๕ พระองค์ คือ ทรงพระนามว่า ปิยา สุปปิยา อานันทา
วิชิตา วิชิตเสนา. พระองค์ประสูติพระราชบุตรและพระราชธิดา ๙ พระ

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 556 (เล่ม 11)

องค์แล้วก็สวรรคต ด้วยประการฉะนี้.
ต่อมาพระราชาได้ทรงนำพระราชธิดาองค์อื่นที่ยังสาวสวยมาอภิเษก
ไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. พระนางประสูติพระราชโอรสทรงพระ
นามว่า ชันตุ. ทีนั้น ในวันที่ ๕ พระนางจึงประดับประดาพระโอรสนั้น
แล้ว ทูลแสดงแด่พระราชา. พระราชาทรงดีพระทัย ได้พระราชทาน
พรแก่พระนาง. พระนางทรงปรึกษากับพระญาติทั้งหลายแล้ว จึงทูล
ขอราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส. พระราชาทรงตวาดว่า แน่ะหญิงถ่อย
เจ้าจงฉิบหายเสีย เจ้าปรารถนาอันตรายให้แก่บุตรของเรา. พระนาง
พอลับตาคน ก็ทูลให้พระราชาทรงยินดีบ่อย ๆ เข้าแล้ว ทูลคำเป็นต้นว่า
ข้าแต่พระมหาราช ขึ้นชื่อว่าการตรัสคำเท็จหาสมควรไม่ แล้วก็ทูลขอ
อยู่นั่นแหละ.
ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงรับสั่งให้เรียกพระราชโอรสทั้งหลายมา
ตรัสว่า แน่ะพ่อทั้งหลาย เราเห็นชันตุกุมารน้องคนเล็กของพวกเจ้า จึง
ให้พรแก่แม่ของเขาไปฉับพลันทันที นางก็ยากจะให้ลูกของเขาได้ราช-
สมบัติเว้นพวกเจ้า พวกเจ้าอยากได้ช้างมงคล ม้ามงคล และรถมงคล
มีประมาณเท่าใด จงถือเอาช้างม้าและรถมีประมาณเท่านั้นไปเสีย แล้วพึง
กลับมาครองราชสมบัติ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว จึงส่งออกไปพร้อมกับ
อำมาตย์ ๘ คน.
ราชโอรสเหล่านั้นร้องคร่ำครวญมีประการต่าง ๆ กราบทูลว่า ข้าแต่
เสด็จพ่อ ของพระองค์ได้ทรงโปรดยกโทษแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด
แล้วก็ให้พระราชาและนางสนมกำนัลในของ'พระราชายกโทษให้ แล้ว
กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์จะไปพร้อมกับพระเจ้าพี่ด้วย แล้วจึงทูลลา

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 557 (เล่ม 11)

พระราชาออกไป พาเอาพระพี่นางไป มีพวกเสนาทั้ง ๔ เหล่าห้อมล้อม
ออกไปจากพระนครแล้ว. พวกมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากต่างพากันคิดว่า
พระราชกุมารทั้งหลาย จักมาครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคต
แล้ว พวกเราจักไปรับใช้พระองค์ ต่างพากันติดตามไปด้วย. ในวันแรก
เหล่าเสนากินเนื้อที่ประมาณโยชน์หนึ่ง ในวันที่ ๒ ประมาณ ๒ โยชน์
ในวันที่ ๓ ประมาณ ๓ โยชน์. พวกราชกุมารต่างปรึกษากันว่า กองทัพ
นี้ใหญ่โต ถ้าพวกเราย่ำยีพระราชาในประเทศใกล้เคียงบางแห่งแล้ว ยึด
เอาชนบท แม้พระราชานั้นก็คงไม่สามารถสู้ได้ จะมีประโยชน์อะไรกับ
การเบียดเบียนผู้อื่น ชมพูทวีปนี้ยังกว้างใหญ่ พวกเราจักพากันสร้างเมือง
ในป่า ว่าแล้วก็เสด็จดำเนินมุ่งพระพักตร์ไปยังป่าหิมพานต์ เสาะหาที่ที่จะ
ตั้งเมือง.
ในสมัยนั้นพระโพธิสัตว์ของพวกเราบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง
มีชื่อว่า กบิลพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี สร้างบรรณศาลอาศัยอยู่ใน
แนวป่า มีต้นสากะ ใกล้ฝั่งสระโบกขรณี ที่ข้างป่าหิมพานต์. นัยว่า
พราหมณ์นั้นรู้วิชาชื่อ ภุมมบาล ที่เป็นเครื่องมือให้คนมองเห็นคุณและ
โทษในเบื้องบนในอากาศ มีประมาณ ๘๐ ศอก และเบื้องล่าง แม้ใน
แผ่นดิน. ในที่แห่งหนึ่ง มีกอหญ้า และเถาวัลย์เกิดเป็นทักษิณาวรรต
(เวียนขวา) บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก. ราชสีห์และเสือโคร่งเป็น
ต้น วิ่งไล่ตามเนื้อและสุกรมาก็ดี งูและแมว วิ่งไล่ตามกบและหนูมาก็ดี
มาถึงที่นั้นแล้ว ไม่สามารถจะไล่ตามสัตว์เหล่านั้นต่อไปได้ จะถูกสัตว์
เหล่านั้นขู่ให้กลัว ต้องหันกลับไปแน่นอนทีเดียว. พราหมณ์นั้นทราบว่า
นี้เป็นที่ที่เลิศในแผ่นดิน แล้วจึงสร้างบรรณศาลาของตนในที่นั้น.

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 558 (เล่ม 11)

ต่อมาพราหมณ์นั้นเห็นพระราชกุมารเหล่านั้นเสาะแสวงหาที่ที่จะตั้ง
เมือง เดินมาสู่ที่เป็นที่อยู่ของตน ถามทราบความเป็นไปนั้นแล้ว เกิดความ
เอ็นดูในพระราชกุมารเหล่านั้นจึงได้ทูลว่า เมืองที่สร้างขึ้นในที่ตั้งบรรณ-
ศาลานี้จักเป็นเมืองเลิศในชมพูทวีป ในบรรดาชายที่เกิดในเมือง แต่
ละคน ๆ จักสามารถเอาชนะคนตั้ง ๑๐๐ ก็ได้ ตั้ง ๑,๐๐๐ ก็ได้ พวก
พระองค์จงสร้างเมืองในที่นี้เถิด จงสร้างพระราชมณเฑียรของพระราชา ณ
ที่ตั้งบรรณศาลาเถิด เพราะคนยืนในที่นี้ ถึงจะเป็นลูกคนจัณฑาล ก็จะเป็นผู้
ประเสริฐยิ่งด้วยกำลังของพระเจ้าจักรพรรดิ. พวกพระราชกุมารจึงเรียนว่า
นี้เป็นที่อาศัยอยู่ของพระผู้เป็นเจ้ามิใช่หรือขอรับ. พวกท่านไม่ต้องคิดว่า
เป็นที่อยู่อาศัยของเรา จงสร้างเมืองกันให้บรรณศาลาของเราไว้ข้างหนึ่ง
แล้วตั้งชื่อว่า กบิลพัสดุ์. พวกราชกุมารเหล่านั้น กระทำเช่นนั้นแล้ว
พากันอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น.
อำมาตย์ทั้ง ๘ คนคิดว่า พระราชโอรสเหล่านี้เจริญวัยแล้ว ถ้า
พระราชบิดาของพวกเขาพึงอยู่ในที่ใกล้ พระองค์พึงทรงกระทำอาวาห-
วิวาหมงคลให้ แต่บัดนี้เป็นภาระของพวกเราแล้ว จึงปรึกษากับพระราช-
กุมารทั้งหลาย. พระราชกุมารทั้งหลายกล่าวว่า พวกเรายังมองไม่เห็น
ธิดากษัตริย์เช่นกับพวกเรา ทั้งก็ยังมองไม่เห็นกุมารกษัตริย์เช่นกับพระ
พี่น้องนาง ลูกของพวกเราที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ร่วมกับผู้ที่ไม่เสมอกัน จัดว่า
เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ทางฝ่ายมารดา หรือทางฝ่ายบิดา จักถึงความความแตก
ต่างกันแห่งชาติ เพราะฉะนั้น พวกเราจึงพอใจการอยู่ร่วมกับพระพี่น้อง
นางเท่านั้น เพราะกลัวความแตกต่างกันแห่งชาติ จึงตั้งพระเชฏฐภคินีไว้
ในตำแหน่งเป็นพระมารดา ต่างก็สำเร็จการอยู่ร่วมกันกับพระพี่น้องนาง

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 559 (เล่ม 11)

ที่เหลือ.
เมื่อพระราชโอรสเหล่านั้นเจริญด้วยบุตรและธิดา แต่ในสมัยต่อมา
พระเชฏฐภคินีเกิดเป็นโรคเรื้อน. เนื้อตัวเป็นเหมือนกับดอกทองกวาว.
พระราชกุมารทั้งหลายคิดว่า เมื่อพวกเราการทำการนั่งการนอนและการ
บริโภค เป็นต้น รวมกันกับพระเชฏฐภคินีนี้ โรคนี้ก็จะติดต่อกันได้
วันหนึ่งจึงทำเป็นประหนึ่งว่า เดินไปเล่นกีฬาในสวน ให้พระเชฏฐภคินี
นั้นขึ้นนั่งบนยานแล้วเข้าไปยังป่า รับสั่งให้ขุดสระโบกขรณีในพื้นดินโดย
สังเขปว่าเป็นเรือน ให้พระนางเข้าไปในที่นั้น พร้อมกับของเคี้ยวและ
ของบริโภค มุงข้างบนใส่ดินร่วนลงไป แล้วพากันกลับไป.
ในสมัยนั้นพระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่า รามะ ทรงเป็นโรค
เรื้อน พวกนางสนมกำนัลในและพวกนักแสดงละคร ต่างพากันรังเกียจ
เพราะความสังเวชใจนั้น จึงทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์
ใหญ่เสด็จเข้าป่า ทรงเสวยรากไม้ในป่าในที่นั้น ต่อเวลาไม่นานนักก็หาย
พระโรค มีผิวพรรณประดุจทองคำ เสด็จเที่ยวไปทางโน้นบ้าง ทางนี้
บ้าง ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงใหญ่ ทรงถากถางที่ว่างมีประมาณ
๑๖ ศอก ในสวนด้านในแห่งต้นไม้นั้น ติดประตูและหน้าต่าง ผูกบันได
ไว้ ประทับ อยู่ ณ ที่นั้น. พระองค์ทรงก่อไฟไว้ในกะโหลกรองรับถ่าน
ตอนกลางคืน ทรงสดับเสียงร้องของเหล่าสัตว์มีเนื้อและสุกร เป็นต้น
บรรทมหลับไป. พระองค์ทรงสังเกตว่า ในที่โน้นราชสีห์ร้อง ในที่โน้น
เสือโคร่งร้องพอสว่างก็เสด็จไปที่นั้นทรงเก็บเอาเนื้อที่เหลือเดนมาเผาเสวย.
ต่อมาวันหนึ่ง ในตอนใกล้รุ่ง เมื่อพระองค์ทรงก่อไฟให้ลุกขึ้น
แล้วประทับนั่งอยู่ เสือโคร่งเดินมาเพราะได้กลิ่นตัวพระราชธิดา จึงคุ้ยดิน

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 560 (เล่ม 11)

กระจัดกระจายในที่นั้น ทำเป็นช่องว่างไว้ที่ซอกเขา. พระนางทอดพระ
เนตรเห็นเสือโคร่งทางช่องนั้น ทรงกลัวจึงส่งเสียงร้องดังลั่น. พระเจ้า
กรุงพาราณสี ทรงสดับเสียงนั้น ทรงสังเกตได้ว่า นี้เป็นเสียงสตรี จึงเสด็จ
ไป ณ ที่นั้นแต่เช้าทีเดียว ตรัสถามว่า ใครอยู่ในที่นี้ พระนางตอบว่า ผู้
หญิง นาย. เธอมีชาติเป็นอะไร. ฉันเป็นธิดาของพระเจ้าโอกกากมหาราช.
เธอจงออกมาเถิด. ไม่สามารถออกไปได้ นาย. เพราะเหตุไร ฉันเป็น
โรคผิวหนัง. พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสถามความเป็นมาทุกประการแล้ว
ให้พระนางผู้ไม่ยอมออกมาเพราะขัตติยมานะ ทรงทราบความเป็น
กษัตริย์ของตนว่า แม้เราก็เป็นกษัตริย์ จึงทรงพาดบันไดลงไป ทรงฉุด
ขึ้นมาพาไปยังที่ประทับของพระองค์ พระราชทานยาที่พระองค์ทรงเสวย
เองนั่นแหละ ต่อมาไม่นานนัก ทรงกระทำให้พระนางหายพระโรค มีผิว
พรรณประดุจทองคำได้ จึงทรงอยู่ร่วมกับพระนาง. เพราะการอยู่ร่วม
ครั้งแรกนั่นเอง พระนางก็ทรงครรภ์ ประสูติพระราชโอรส ๒ พระองค์
แล้วก็ประสูติอีกถึง ๑๖ ครั้ง อย่างนี้คือ ครั้งละสอง ๆ ด้วยประการ
ฉะนี้. จึงมีพี่น้องถึง ๓๒ พระองค์. พระราชบิดาก็ทรงให้พระราชโอรส
เหล่านั้นซึ่งเจริญวัยแล้ว ได้ทรงศึกษาศิลปศาสตร์ทุกชนิด.
ต่อมาวันหนึ่ง พรานไพรผู้อยู่ในเมืองของพระเจ้ารามะคนหนึ่ง
เที่ยวแสวงหาแก้วอยู่ที่ภูเขา เห็นพระราชาแล้ว จำได้ จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าจำพระองค์ได้. ทีนั้น พระราชาจึงตรัส
ถามความเป็นไปทุกประการ. และในขณะนั้นนั่งเอง พวกเด็กทั้งหลาย
เหล่านั้นก็พากันมา. พรานไพรเห็นพวกเขาแล้ว ทูลถามว่า เด็กเหล่านี้
เป็นใคร. เมื่อพระราชตรัสว่า ลูกของเราเอง เขาจึงทูลถามถึงวงศ์สกุล

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 561 (เล่ม 11)

ทางฝ่ายมารดาของเด็กเหล่านั้น คิดว่าบัดนี้เราได้รางวัลแล้ว จึงไปยังเมือง
กราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงดำริว่า เราจักทูลเชิญเสด็จพระราช-
บิดามา จึงเสด็จไป ณ ที่นั้น พร้อมกับเสนา ๔ เหล่า ถวายบังคมพระ
ราชบิดา แล้วทูลขอว่า ขอพระองค์จงทรงรับราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า.
พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า อย่าเลยพ่อเอ๋ย เราจะไม่ไป ณ ที่นั้น เธอ
จงถากถางต้นไม้นี้ออก แล้วสร้างเมืองให้แก่เรา ณ ที่นี้นี่แหละ. พระ
ราชาทรงกระทำตามรับสั่งแล้ว ตั้งชื่อให้ ๒ ชื่อ คือ ชื่อว่า โกลนคร
เพราะเหตุที่ถากถางต้นกระเบาออกแล้วสร้างเมืองนั้นขึ้น ๑ ชื่อว่า
พยัคฆบถ เพราะสร้างขึ้นที่ทางเดินของเสือโคร่ง ๑ เสร็จแล้วถวายบังคม
พระราชบิดา ได้เสด็จกลับพระนคร.
ต่อมาพระราชมารดาได้ตรัสกะกุมารผู้เจริญวัยแล้วว่า นี่แน่ะลูก ๆ
ทั้งหลาย ศากยะผู้อยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ผู้เป็นพระเจ้าลุงของพวกท่านมีอยู่
ก็พวกธิดาของพระเจ้าลุงของพวกท่าน มีการจับผมเห็นปานฉะนี้ มีการ
จับผ้าเห็นปานฉะนี้ แน่ะลูกทั้งหลาย เมื่อใดพวกเขามาท่าอาบน้ำ เมื่อ
นั้นท่านจงไปจับธิดาผู้ที่ตนชอบไว้. พวกเขาก็พากันไปในที่นั้น เมื่อพระ
ราชธิดาพากันมาอาบน้ำ กำลังผึ่งศีรษะให้แห้งอยู่ จึงจับราชธิดาผู้ที่ตน
ปรารถนาประกาศชื่อให้ทราบแล้วมา. พระเจ้าศากยะทั้งหลายทรงสดับ
แล้ว ตรัสว่า แน่ะพนาย ช่างเขาเถิด พวกญาติ ๆ ของเราเอง แล้วก็
ทรงเฉยเสีย. นี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นของศากยวงศ์และไกลิยวงศ์. เมื่อศากยวงศ์
และไกลิยวงศ์เหล่านั้น ทำการอาวาหมงคลและวิวาหมงคลซึ่งกันและกัน
วงศ์สกุลสืบต่อกันมาไม่ขาดสายเลย ทราบเท่าถึงพุทธกาล. ในเรื่องนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงศากยวงศ์ จึงตรัสพระดำรัสว่า ศากยะ

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 562 (เล่ม 11)

เหล่านั้นออกไปจากแว่นแคว้นไปอาศัยอยู่ที่ฝั่งแห่งสระโบกขรณี ข้าง
หิมวันตประเทศ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมนฺติ แปลว่า อาศัยอยู่. บทว่า
สากฺยา วต โภ มีใจความว่า พวกศากยะแม้จะออกไปอยู่ในป่า ไม่
ทำลายเชื้อชาติ เป็นผู้สามารถ คือมีกำลังแก่กล้าที่จะรักษาวงศ์สกุลไว้ได้.
บทว่า ตั้งแต่นั้นมา คือนับวันนั้นเป็นต้นมา ได้แก่จำเดิมแต่นั้นมา.
บทว่า โส จ เนสํ ปุพฺพปุริโส ใจความว่า พระราชาทรงพระนามว่า
โอกกากะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพระราชกุมารเหล่านั้น แม้แต่เพียงการ
แตกต่างแห่งเชื้อชาติด้วยอำนาจเป็นคหบดีของศากยะเหล่านั้น ก็มิได้มี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศศากยวงศ์ให้ทราบอย่างนี้แล้ว ต่อนี้ไป
เมื่อจะทรงประกาศอัมพัฏฐวงศ์ จึงตรัสพระดำรัสมีว่า รญฺโญ โข ปน
เป็นต้น.
บทว่า นางทาสีคลอดลูก ชื่อว่า กัณหะ คือคลอดลูกมีผิวดำ
มีฟันเกิดขึ้น มีผมหนวดและเครางอกขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องทีเดียว. บทว่า
ปพฺยาหาสิ ความว่า เมื่อพวกมนุษย์ในเรือนทั้งหลาย ต่างพากันหนีไป
เพราะกลัวว่า ยักษ์เกิดแล้ว ปิดประตูแล้วยืนอยู่ นายกัณหะก็เดินไป
ข้างโน้นและข้างนี้ พลางพูดร้องเสียงดังลั่นว่า พวกท่านจงช่วยชำระล้าง
เรา ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า พวกมาณพเหล่านั้น ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า
คือได้กราบทูลคำนี้ว่า มา ภวํ เป็นต้น ก็เพื่อจะปลดเปลื้องคำตำหนิ
ของตน. นัยว่า พวกมาณพเหล่านั้น ได้มีความคิดย่างนี้ว่า อัมพัฏฐะ
นี้เป็นศิษย์คนโตของอาจารย์ของพวกเรา ถ้าพวกเราจะไม่พูดบ้างสักคำ

562