ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 523 (เล่ม 11)

มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใสแล้ว
จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วย
พระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โปรดพราหมณ์โปกขรสาติ
ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่
พราหมณ์โปกขรสาติว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั้นนั่นแล. เหมือนผ้าที่สะอาด
ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น.
พราหมณ์โปกขรสาติแสดงตนเป็นอุบาสก
(๑๗๗) ลำดับนั้น พราหมณ์โปกขรสาติ เห็นธรรม ถึงธรรม
รู้แจ้งธรรม หยั่งทราบธรรม ข้ามความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง
ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ไม่ต้องเชื่อถือผู้อื่นในสัตถุศาสนา ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรม
โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่
คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้
ฉันใด พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้น
เหมือนกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้พร้อมทั้งบุตรและภริยา
บริษัทและอำมาตย์ ขอถึงพระองค์ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์
เป็นสรณะ ขอพระสมณโคดมผู้เจริญจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะอย่างมอบกายถวายชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์
จงเสด็จเข้าไปสู่สกุลโปกขรสาติ เหมือนเข้าไปสู่สกุลแห่งอุบาสกอื่น ๆ

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 524 (เล่ม 11)

ในนครอุกกัฏฐะ เหล่ามาณพมาณวิกาในสกุลโปกขรสาตินั้น จักไหว้
จักลุกรับ จักถวายอาสนะ หรือน้ำ จักเลื่อมใสในพระองค์ ข้อนั้น
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่มาณพมาณวิกาเหล่านั้นสิ้นกาล
นาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านกล่าวชอบ
ดังนี้แล.
จบ อัมพัฏฐสูตร ที่ ๓

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 525 (เล่ม 11)

อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร
เอวมฺเม สุตํ ฯ เป ฯ โกสเลสุ อมฺพฏฺฐสุตฺตํ
ในอัมพัฏฐสูตรนั้น มีการพรรณนาตามลำดับบท ดังต่อไปนี้
บทว่า ในโกศลชนบท คือ ชนบทอันเป็นนิวาสสถานของพระราช
กุมารชาวชนบททั้งหลาย ผู้มีนามว่าโกศล แม้จะเป็นชนบทเดียวท่านก็
เรียกว่า โกสลา ( เป็นพหูพจน์) เพราะศัพท์เสริมเข้ามา ในชนบทชื่อ
โกศลนั้น.
ก็พระโบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า ในกาลก่อนพระราชาทรงสดับ
ว่า พระราชกุมารนามว่า มหาปนาทะ ผู้ได้ดูการละเล่นมีละครต่าง ๆ
เป็นต้น ก็ไม่ทำอาการแม้สักว่ายิ้มแย้มเลย จึงได้ทรงมีรับสั่งว่า ผู้ใดทำ
ให้บุตรของเราหัวเราะได้ เราจะประดับประดาเขาผู้นั้นด้วยเครื่องอลังการ
ทั้งปวง. ตั้งแต่นั้นมา เมื่อเหล่ามหาชนต่างทอดทิ้งแม้คันไถมาร่วม
ประชุมกัน พวกมนุษย์ทั้งหลายถึงจะแสดงการละเล่นต่าง ๆ กันสิ้นเวลา
นานกว่า ๗ ปี ก็มิสามารถจะให้พระราชกุมารนั้นทรงพระสรวลได้. ทีนั้น
ท้าวสักกเทวราช จึงทรงส่งพวกละครมาแสดงบ้าง. พระองค์ทรงแสดง
ละครอันเป็นทิพย์ จึงทรงทำให้พระราชกุมารทรงพระสรวลได้. ต่อมาพวก
มนุษย์เหล่านั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับ บ่ายหน้าไปยังบ้านที่อาศัยของตน ๆ.
พวกเขาเจอมิตรและสหายเป็นต้นสวนทางมา เมื่อจะทำปฏิสันถาร (ทักทาย
ปราศรัย ) กัน ต่างก็พูดกัน ว่า กิญฺจิ โภ กุสลํ กิญฺจิโภ กุสลํ (ท่าน

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 526 (เล่ม 11)

ผู้เจริญ มีอะไรดีบ้างไหม ท่านผู้เจริญ มีอะไรดีบ้างไหม) เพราะฉะนั้น
เขตแคว้นนั้นท่านจึงเรียกชื่อว่า โกศล เพราะยึดเอาคำว่า กุสลํ กุสลํ นั้น.
บทว่า เสด็จจาริกไป คือเสด็จเดินทางไกล. ธรรมดาการเสด็จ
จาริกของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๒ อย่างคือ เสด็จจาริกอย่างรีบด่วน ๑
เสด็จจาริกอย่างไม่รีบด่วน ๑. ใน ๒ อย่างนั้น การที่พระองค์ทรงทอด
พระเนตรเห็นบุคคลที่ควรให้ตรัสรู้ได้แม้ในที่ไกล ก็จะเสด็จไปโดยเร็ว
เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของเขา ชื่อว่าเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน. พึงเห็น
เช่นในการเสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปะ เป็นต้น.
แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงกระทำการต้อนรับพระ
มหากัสสปะ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๓ คาพยุตโดยครู่เดียว เพื่อประโยชน์
แก่อาฬวกยักษ์ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อประโยชน์แก่พระ
อังคุลิมาลก็เท่ากัน แต่สำหรับปุกกุสาติ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๔๕
โยชน์ พระมหากัปปินะ ๑๒๐ โยชน์ เพื่อประโยชน์แก่พระธนิยะ
๗๐๐ โยชน์. สำหรับติสสสามเณรผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระธรรม-
เสนาบดีสารีบุตรผู้ชอบอยู่แต่ในป่า ได้เสด็จไปตลอดทาง ๑๒๐ โยชน์
กับอีก ๓ คาพยุต.
ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปยังสำนักของติสสสามเณร. พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า แม้เราก็จักไป แล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์
มา ด้วยทรงรับสั่งว่า อานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุผู้สำเร็จอภิญญา ๖
มี ๒๐,๐๐๐ รูปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปยังสำนักติสสสามเณร
ผู้ชอบอยู่แต่ในป่า. ต่อมาในวันที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระขีณาสพ

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 527 (เล่ม 11)

๒๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร ทรงเหาะขึ้นไปในอากาศ เสด็จลงที่ประตูโคจร
คามของสามเณรนั้น ในที่สุดทางได้ ๑๒๐ โยชน์ ทรงห่มผ้าจีวรแล้ว.
พวกมนุษย์เมื่อเดินทางไปทำงานกันเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ต่างพูดกัน
ว่า พระบรมศาสดาเสด็จมาแล้ว พวกเราอย่าไปทำงานกันเลย ต่างพา
กันปูลาดอาสนะถวายข้าวยาคูแล้ว เมื่อจะกระทำบาทวัตร๑ จึงถามพวกภิกษุ
หนุ่มว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จไปที่ไหน. ดูก่อน
อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่เสด็จไป ณ ที่อื่น
เสด็จมาก็เพื่อทรงต้องการจะทอดพระเนตรติสสสามเณร ในที่นี้แหละ.
พวกมนุษย์เหล่านั้นต่างพากันดีอกดีใจว่า ได้ยินว่า พระบรมศาสดาเสด็จ
มาก็เพื่อทรงต้องการจะทอดพระเนตรพระเถระผู้สนิทสนมกับตระกูลของ
พวกเรา พระเถระของพวกเรามิใช่คนเล็กน้อยเลย.
ต่อมาในเวลาเสร็จภัตกิจของพระผู้มีพระภาคเจ้า สามเณรเที่ยวไป
บิณฑบาตในบ้านมาแล้วจึงถามว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายภิกษุ
สงฆ์มากมาย ทีนั้น พวกเขาจึงบอกแก่สามเณรว่า พระบรมศาสดาเสด็จมา
ขอรับ. สามเณรจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามโดยเอื้อเฟื้อ
ด้วยอาหารบิณฑบาต พระบรมศาสดาทรงจับบาตรของสามเณรนั้นด้วย
พระหัตถ์แล้วตรัสว่า ติสสะ อาหารบิณฑบาตพอแล้ว เราทำภัตกิจเสร็จ
แล้ว. ลำดับนั้น สามเณรจึงถามโดยเอื้อเฟื้อกะอุปัชฌาย์แล้วจึงไปนั่งบน
อาสนะที่ถึงแก่ตน ทำภัตกิจ (ฉัน). ต่อมาในเวลาสามเณรนั้นฉัน
เสร็จแล้ว พระบรมศาสดาตรัสมงคลแล้ว เสด็จออกไปประทับยืนที่
ประตูบ้าน ตรัสถามว่า ติสสะ ทางไปสู่ที่อยู่ของเชื้อสายไหน ทางนี้ พระ
๑. ฉบับพม่าเป็น ปาตราสภตฺตํ แปลว่า อาหารเช้า.

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 528 (เล่ม 11)

เจ้าข้า สามเณรกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสามเณรกราบทูลชี้ทาง
ถวายแล้ว จึงตรัสว่า ติสสะ เธอจงไปข้างหน้า.
ดังได้สดับมา พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้จะทรงเป็นผู้ชี้ทางให้แก่โลก
พร้อมทั้งเทวโลกก็ตาม ได้ทรงทำให้สามเณรนั้นเป็นผู้ชี้ทางให้ในเส้นทาง
เพียง ๓ คาพยุตเท่านั้น ด้วยทรงตั้งพระทัยว่า เราจักได้เห็นสามเณร สามเณร
นั้นไปสู่ที่อันเป็นที่อยู่ของตน แล้วได้กระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามสามเณรนั้นว่า ติสสะ ที่ไหน
เป็นที่จงกรมของเธอ จึงเสด็จไปที่นั้น ประทับนั่งบนก้อนหินที่นั่งของ
สามเณรแล้วตรัสถามว่า ติสสะ ในที่นี้เธออยู่เป็นสุขหรือสามเณรนั้นกราบ
ทูลว่า เป็นสุข พระเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ ได้ยินเสียงร้องของพวก
สัตว์จำพวกราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง กวาง และนกยูง เป็นต้น ความ
สำคัญหมายว่า เป็นป่าก็เกิดขึ้น พระองค์อยู่เป็นสุขด้วยความสำคัญ
หมายนั้น. ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะสามเณรนั้นว่า ติสสะ เธอ
จงเผดียงสงฆ์ให้ประชุมกัน เราจักให้พุทธทายาทแก่เธอ เมื่อภิกษุสงฆ์
ประชุมกันแล้วทรงประทานอุปสมบทให้ แล้วได้เสด็จไปยังที่ประทับอยู่
ของพระองค์ทีเดียว นี้ชื่อว่าการเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน.
ก็การที่พระองค์เมื่อจะทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก เสด็จไปด้วยเสด็จ
ทรงบิณฑบาตตามลำดับบ้านและนิคมทุกวัน โยชน์ ๑ บ้าง ๒ โยชน์บ้าง
นี้จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะเสด็จจาริก
นี้ก็จะเสด็จในมณฑลใดมณฑลหนึ่ง บรรดา ๓ มณฑลเหล่านี้ คือ มณฑล
ใหญ่ มณฑลกลาง มณฑลเล็ก. ในบรรดา ๓ มณฑลนั้น มณฑลใหญ่มี
กำหนด ๙๐๐ โยชน์ มณฑลกลางมีกำหนด ๖๐๐ โยชน์ มณฑลเล็กมี

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 529 (เล่ม 11)

กำหนด ๑๐๐ โยชน์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะเสด็จจาริกในมณฑลใหญ่
พระองค์ทรงปวารณาในวันมหาปวารณาแล้ว ในวันแรม ๑ ค่ำ จะพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไป ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ
ก็จะเกิดการแตกตื่นกันเป็นการใหญ่. คนผู้มาถึงก่อน ๆ จึงจะได้นิมนต์
บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกจากนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมหามณฑล
เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหมู่บ้านและอำเภอ
นั้น ๆ สิ้น ๑ - ๒ วัน ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยการทรงรับอามิสทาน
และเจริญกุศลอันเป็นส่วนพ้นวัฏฏสงสารแก่เขา ด้วยทรงประทานธรรม
ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๙ เดือน.
แต่ถ้าภายในพรรษา สนถะและวิปัสสนากรรมฐานของภิกษุทั้งหลาย
ยังอ่อนอยู่ พระองค์ก็จะไม่ทรงปวารณาในวันมหาปวารณา ทรงประทาน
เลื่อนวันปวารณาไป ทรงปวารณาในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ต่อถึงวันแรม
๑ ค่ำ เดือนอ้าย จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จออก
แล้ว เสด็จเข้าไปในมณฑลขนาดกลาง พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จจาริก
ไปในมณฑลขนาดกลางด้วยเหตุอย่างอื่นก็มีบ้าง แต่จะเสด็จประทับอยู่
ตลอด ๔ เดือนเท่านั้น แล้วก็จะเสด็จออกไปตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาด
กลางเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกโดยนัยก่อนนั่น
แหละ ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๘ เดือน.
แต่ถ้าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้จะทรงจำพรรษาตลอด ๔ เดือนแล้ว
ก็ตาม เวไนยสัตว์ยังมีอินทรีย์ไม่แก่กล้า พระองค์ก็จะทรงรอคอยให้พวก

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 530 (เล่ม 11)

เขามีอินทรีย์แก่กล้าก่อน จะเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแหละ อีกเดือน
๑ บ้าง ๒-๓-๔ เดือนบ้าง แล้วจึงจะเสด็จออกไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่เป็นบริวาร. โดยทำนองดังที่กล่าวแล้วนั่นแหละ บรรดามณฑล
ทั้ง ๒ นอกนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาดเล็กเท่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกตามทำนองข้างต้นนั้น
แหละจะทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๗ เดือนบ้าง ๖ เดือนบ้าง ๕ เดือน
บ้าง ๔ เดือนบ้าง.
ดังกล่าวมานี้ ในบรรดามณฑลทั้ง ๓ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะเสด็จจาริกไปในมณฑลใดมณฑลหนึ่ง จะเสด็จไปเพราะเหตุแห่ง
ลาภผลมีจีวรเป็นต้นก็หาไม่. แต่โดยที่แท้พระองค์เสด็จจาริกไปก็เพราะ
ความเอ็นดูสัตว์โลก ด้วยทรงดำริอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดที่เป็นคนเข็ญใจ
ยังโง่เขลา เป็นคนแก่ และคนเจ็บป่วย เมื่อไรคนเหล่านั้นจักมาเห็น
ตถาคตได้ แต่เมื่อเราเที่ยวจาริกไป มหาชนจักได้เห็นตถาคต บรรดาเขา
เหล่านั้น บางพวกจักกระทำจิตใจให้เลื่อมใสได้ บางพวกจักบูชาด้วย
เครื่องบูชามีพวงดอกไม้เป็นต้น บางพวกจักถวายภักษาหารสักทัพพีหนึ่ง
บางพวกจักละความเห็นผิด กลายเป็นผู้มีความเห็นถูก ข้อนั้นจักเป็นไป
เพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกเขาตลอดกาลนาน.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จ
จาริกไปด้วยเหตุ ๑ ประการคือ เพื่อประโยชน์ให้พระวรกายได้อยู่สบาย
ด้วยทรงเดินพักผ่อน ๑ เพื่อประโยชน์ที่จะรอเวลาเกิดเรื่องราว ๑ เพื่อ
ประโยชน์จะทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ เพื่อประโยชน์จะให้
สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าแล้วในที่นั้น ๆ ได้ตรัสรู้ ๑. พระผู้

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 531 (เล่ม 11)

มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อย่าง
อื่นอีก ด้วยทรงดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจักถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จักถึง
พระธรรม จักถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ หรือว่าเราจักให้บริษัททั้ง ๔ เอิบอิ่ม
ด้วยการฟังธรรมเป็นการใหญ่. พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะ
เสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๕ ประการแม้อย่างอื่นอีก ด้วยทรงดำริว่า สัตว์
ทั้งหลายจักงดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงบ้าง จากการถือเอาสิ่งของ
ที่เขามิได้ให้บ้าง จากการประพฤติผิดในกามบ้าง จากการกล่าวเท็จบ้าง จาก
ที่ตั้งแห่งความประมาทคือนำเมาอันได้แก่สุราและเมรัยบ้าง. พระผู้มี
พระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๘ ประการแม้อย่าง
อื่นอีก ด้วยทรงดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจักกลับได้ปฐมฌานบ้าง ทุติยฌาน
บ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง วิญญา-
ณัญจายตนสมาบัติบ้าง อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เนวสัญญานาสัญญา-
ยตนสมาบัติบ้าง. พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไป
ด้วยเหตุ ๘ ประการแม้อย่างอื่นอีก ด้วยทรงพระดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจัก
บรรลุโสดาปัตติมรรคบ้าง โสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิมรรดบ้าง สกทา-
คามิผลบ้าง อนาคามิมรรคบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตตมรรคบ้าง จัก
กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลบ้าง. ดังกล่าวมานี้จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่รีบ
ด่วน. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน.
ก็การเสด็จจาริกไม่รีบด่วนนี้ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ การเสด็จจาริก
ประจำ ๑ การเสด็จจาริกไม่ประจำ ๑. บรรดาจาริก ๒ อย่างนั้น การ
เสด็จไปตามลำดับบ้าน อำเภอ และจังหวัด จัดเป็นการเสด็จจาริกประจำ.
ส่วนการเสด็จไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ที่ครรจะให้ตรัสรู้ได้คนเดียวเท่านั้น

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 532 (เล่ม 11)

จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่ประจำ. ในที่นี้ท่านมุ่งหมายเอาการเสด็จจาริก
ไม่ประจำนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่ายคือพระ
ญาณไปในหมื่นโลกธาตุ ในเวลาเสร็จสิ้นพุทธกิจตอนปัจฉิมยาม ทรงเล็ง
ดูเหล่าสัตว์ผู้มีเผ่าพันธุ์ควรจะตรัสรู้ได้อยู่ พราหมณ์ชื่อโปกขรสาติเข้าไป
ภายในพระสัพพัญญุตญาณ. ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงพิจารณาดูว่า
พราหมณ์นี้มาปรากฏในข่ายคือญาณของเรา เขามีอุปนิสัยหรือไม่หนอ ก็
ทรงทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคแล้ว ทรงดำริว่า
พราหมณ์นี้เมื่อเราไปชนบทนั้น จักใช้ให้ศิษย์ชื่ออัมพัฏฐะไปเพื่อค้นหาดู
ลักษณะ. เขาจะกล่าวโต้ตอบกับเรา พูดวาจาไม่สุภาพมีประการต่าง ๆ เรา
จักทรมานเขาทำให้หมดพยศ เขาก็จักบอกแก่อาจารย์ ทีนั้น อาจารย์ของ
เขาได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็จักมาค้นหาดูลักษณะของเรา เราจักแสดงธรรม
แก่เขา พอเทศน์จบเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เทศนาจักมีผลดีแก่
มหาชนดังนี้ จึงพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จพระดำเนินไปสู่
ชนบทนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริก
ไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ขบวนใหญ่มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป.
บทว่า บ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละตั้งอยู่โดยที่ใด คือ บ้าน
พราหมณ์ข้ออิจฉานังคละควรจะไปได้โดยทิสาภาคใด หรือว่า บ้าน
พราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละตั้งอยู่ในประเทศใด. บาลีว่า อิจฺฉานงฺกลํ ก็มี.
บทว่า ตทวสริ แปลว่า เสด็จไปโดยทางนั้น หรือว่า เสด็จไปสู่ที่นั้น.
อธิบายว่า เสด็จไปโดยทิสาภาคนั้น หรือว่า เสด็จไปสู่ประเทศนั้น.
บทว่า ประทับอยู่รนป่าชัฏชื่ออิจฉานังคละ ในบ้านพราหมณ์ชื่อ

532