ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 493 (เล่ม 11)

เป็นต้นไป.
บทว่า อชฺชตํ แปลว่า เป็นในวันนี้ ปาฐะว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้
ก็มี ท อักษรทำบทสนธิเข้าไว้ ความว่า ทำวันนี้ให้เป็นต้น.
บทว่า ปาณุเปตํ ได้แก่เข้าถึงด้วยชีวิต.
พระเจ้าอชาตศัตรูถึงสรณะด้วยการมอบคนอย่างนี้ว่า ชีวิตของ
ข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ตราบใด ขอพระองค์โปรดทรงจำ คือทรงทราบ
ข้าพระองค์ไว้ตราบนั้นเถิดว่า เข้าถึงแล้ว ไม่มีผู้อื่นเป็นศาสดา ถึงสรณะ
เป็นด้วยสรณคมน์ทั้ง ๓ เป็นอุบาสก เป็นกัปปิยการก (ศิษย์รับใช้) ด้วยว่า
แม้หากจะมีใครเอาดาบคมกริบตัดศีรษะของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะ
ไม่พึงกล่าวพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่พึงกล่าวพระธรรมว่าไม่
ใช่พระธรรม ไม่พึงกล่าวพระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์ ดังนี้ เมื่อประกาศ
ความผิดที่ตนทำ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อจฺจโย มํ ภนฺเต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจโย แปลว่า ความผิด.
บทว่า มํ อจฺจคมา ความว่า ก้าวล่วง คือครอบงำข้าพระองค์
เป็นไป.
ในบทว่า ธมฺมิกํ ธมฺมราชานํ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่า ธมฺมิกํ ด้วยอรรถว่า ประพฤติธรรม.
ชื่อว่า ธรรมราชา ด้วยอรรถว่า เป็นพระราชาโดยธรรมทีเดียว
มิใช่โดยอธรรมมีปิตุฆาตเป็นต้น.
บทว่า ชีวิตา โวโรเปสึ ได้แก่ปลงชีวิต.
บทว่า ปฏิคฺคณฺหาตุ ได้แก่จงอดโทษ.
บทว่า อายตึ สํวราย ความว่า เพื่อสังวรในอนาคต คือเพื่อไม่

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 494 (เล่ม 11)

กระทำความผิดคือโทษ คือความพลังพลาดเห็นปานนี้อีก.
บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ส่วนเดียว.
บทว่า ยถาธมฺมํ ปฏิกโรสิ ความว่า จงกระทำอย่างที่ธรรมจะ
ดำรงอยู่ได้ อธิบายว่า จงให้อดโทษเสีย.
บทว่า ตนฺเต มยํ ปฏิคฺคณฺหาม ความว่า ความผิดของมหาบพิตร
นั้น เราอดโทษให้.
บทว่า วุฑฺฒิ เหสา มหาราช อริยสฺส วินเย ความว่า มหา-
บพิตร นี้ชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมในวินัยของพระอริยะ คือในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
อย่างไร ?
คือการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วกระทำคืนตามธรรม ถึง
ความสำรวมต่อไป. แต่เมื่อทรงทำเทศนาให้เป็นบุคคลาธิฏฐานตามสมควร
จึงตรัสว่า การที่บุคคลเห็นโทษ โดยเป็นโทษ แล้วสารภาพโทษ รับ
สังวรต่อไป นี้เป็นวัฒนธรรมในวินัยของพระอริยเจ้าแล.
บทว่า เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้
แล้ว.
ศัพท์ว่า หนฺท ในคำว่า หนฺท จ ทานิ มยํ ภนฺเต นี้ เป็นนิบาต
ในอรรถว่า คำละเอียดอ่อน. ด้วยว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นทรงทำคำ
ละเอียดอ่อนในการเสด็จไป จึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า พหุกิจฺจา ได้แก่มีกิจมาก.
คำว่า พหุกรณียา เป็นไวพจน์ของคำว่า พหุกิจฺจา นั้นเอง.
บทว่า ยสฺสทานิ ตฺวํ ความว่า มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสำคัญ

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 495 (เล่ม 11)

คือทราบเวลาที่เสด็จไปในบัดนี้เถิด อธิบายว่า พระองค์นั่นแหละจงทรง
ทราบเวลาที่เสด็จนั้น.
บทว่า ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ความว่า พระเจ้าอชาตศัตรูทรง
ทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ยออัญชลีที่รุ่งเรื่องด้วยทศนัขสโมธานไว้เหนือเศียร
ผินพระพักตร์ตรงพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จถอยหลังชั่วทัศนวิสัยแล้ว
ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ณ ภาคพื้นตรงที่พ้นทัศนวิสัย แล้ว
เสด็จหลีกไป.
บทว่า ขตายํ ภิกฺขเว ราชา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระ
ราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว.
บทว่า อุปหตายํ ความว่า พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัด เสียแล้ว.
มีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว ถูก
ขจัดเสียแล้ว มีที่พึ่งถูกทำลายแล้ว คือตนเองถูกตนเองขุดเสียแล้วก็หมด
ที่พึ่ง.
บทว่า วิรชํ ได้แก่ปราศจากธุลีคือราคะเป็นต้น.
ชื่อว่า มีมลทินไปปราศแล้ว เพราะปราศจากมลทินคือราคะเป็นต้น
นั้นแล.
บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ได้แก่จักษุในธรรมทั้งหลาย หรือจักษุที่สำเร็จ
ด้วยธรรม.
คำว่า ธรรมจักษุ นี้ เป็นชื่อของมรรค ๓ ในฐานะอื่น ๆ แต่ในที่นี้
เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคเท่านั้น.
มีอธิบายว่า หากพระเจ้าอชาตศัตรูมิได้ปลงพระชนม์พระบิดา
พระองค์ประทับนั่งบนอาสนะนี้แหละ จักได้ทรงบรรลุโสดาปัตติมรรคใน

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 496 (เล่ม 11)

บัดนี้ แต่เพราะทรงคบมิตรชั่ว จึงเกิดอันตรายแก่พระองค์ แม้เมื่อเป็น
เช่นนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูนี้เข้าเฝ้าพระตถาคต ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจะบังเกิดในโลหกุมภี ตกอยู่ในเบื้องต่ำ
๓ หมื่นปี ถึงพื้นเบื้องล่างแล้วผุดขึ้นเบื้องบน ๓ หมื่นปี ถึงพื้นเบื้องบน
อีกจึงจักพ้นได้ เหมือนใคร ๆ ฆ่าคนแล้ว พึงพ้นโทษได้ด้วยทัณฑกรรม
เพียงดอกไม้กำมือหนึ่งฉะนั้น เพราะพระศาสนาของเรามีคุณใหญ่.
ได้ยินว่า คำที่กล่าวมาแล้วแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว
ทีเดียว แต่มิได้ยกขึ้นไว้ในบาลี.
ถามว่า ก็พระราชาทรงสดับพระสูตรนี้แล้ว ทรงได้อานิสงส์
อะไร ?
แก้ว่า ได้อานิสงส์มาก.
ด้วยว่า ตั้งแต่เวลาที่ปลงพระชนม์พระชนกแล้ว พระราชานี้มิได้
บรรทมหลับเลยทั้งกลางคืนกลางวัน แต่ตั้งแต่เวลาที่เข้าเฝ้าพระศาสดา
ทรงสดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะมีโอชานี้แล้ว ทรงบรรทมหลับได้
ได้ทรงกระทำสักการะใหญ่แด่พระรัตนตรัย ชื่อว่าผู้ที่ประกอบด้วยศรัทธา
ระดับปุถุชน ที่เสมอเหมือนพระราชานี้ไม่มี. ก็ในอนาคต จักเป็นพระ
ปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าชีวิตวิเสส จักปรินิพพานแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นดีใจชื่นชม
ภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
อรรถกถาสามัญญผลสูตร
ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี
จบแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 497 (เล่ม 11)

๓. อัมพัฏฐสูตร
(๑๔๑) ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อม
ด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป บรรลุถึงพราหมณคามแห่งชาวโกศล
ชื่ออิจฉานังคละ. ได้ยินว่า สมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉา-
นังคลวัน ในอิจฉานังคลคาม.
(๑๔๒) ก็สมัยนั้นพราหมณ์โปกขรสาติอยู่ครองนครอุกกัฏฐะ
ซึ่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ด้วยน้ำ สมบูรณ์
ด้วยธัญญาหาร เป็นส่วนราชสมบัติ อันพระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทาน
เป็นการปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย. พราหมณ์โปกขรสาติได้สดับ
ข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จ
จาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐
รูป ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน
ในอิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระสมณโคดมพระองค์
นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
องค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้จำแนก
พระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 498 (เล่ม 11)

แล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ให้รู้ตาม
พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์เห็นปานนั้นย่อมเป็นการ
ดีแล.
เรื่องอัมพัฏฐามาณพ
(๑๔๓) ก็สมัยนั่นแล อัมพัฏฐมาณพ ศิษย์ของพราหมณ์โปกขร-
สาติ เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ได้ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ๑
และคัมภีร์เกตุภะ๒ พร้อมทั้งประเภทแห่งอักษร มีคัมภีร์อิติหาส๓ เป็น
ที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท ช่ำชองในไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ๔
และมหาปุริสลักษณะ อันอาจารย์ยอมรับและรับรองในคำสอนอันเป็น
ไตรเพท อันเป็นของอาจารย์ของตนว่า ฉันรู้สิ่งใด เธอรู้สิ่งนั้น เธอรู้
สิ่งใด ฉันรู้สิ่งนั้น. ครั้งนั้นแล พราหมณ์โปกขรสาติ เรียกอัมพัฏฐ-
มาณพมากล่าวว่า พ่ออัมพัฏฐะ พระสมณโคดมศากยบุตรพระองค์นี้
ทรงผนวชแล้วจากศากยสกุล เสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับ
๑. คัมภีร์ว่าด้วยชื่อของสิ่งของต่าง ๆ มีต้นไม่เป็นต้น.
๒. คัมภีร์ว่าด้วยวิชาการกวี ศาสตร์ที่เป็นอุปกรณ์แก่กวี.
๓. คัมภีร์ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์พงศาวดาร มีมหาภารตยุทธเป็นต้น ซึ่งประพันธ์กันไว้
แต่โบราณกาล นับเป็นคัมภีร์ที่ ๕ คือนับคัมภีร์อิรุพเพทเป็นที่ ๑ คัมภีร์ยชุพเพทเป็น
ที่ ๒ คัมภีร์สามเพทเป็นที่ ๓ และคัมภีร์อาถรรพเพทเป็นที่ ๔ คัมภีร์อิติหาสนี้ จึงนับ
เป็นที่ ๕.
๔. คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องไม่น่าเชื่อต่าง ๆ.

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 499 (เล่ม 11)

อยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉานังคลคาม ก็เกียรติศัพท์อันงาม
ของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้น ขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึง
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคน
ที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น
ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระ
ปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั่งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งาม
ในท่านกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อม
ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย
เห็นปานนั้นย่อมเป็นการดีแล พ่ออัมพัฏฐะ พ่อจงเข้าไปเฝ้าพระสมณ-
โคดมถึงที่ประทับ แล้วจงรู้จักพระสมณโคดมว่า เกียรติศัพท์ของท่าน
พระโคดมพระองค์นั้นฟุ้งขจรไปจริงตามนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดม
พระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่ เราทั้งหลายจักได้รู้จักท่าน
พระโคดมพระองค์นั้นไว้โดยประการนั้น. อัมพัฏฐมาณพถามว่า
ท่านครับ ก็ไฉนเล่า ผมจักรู้ได้ว่า เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดม
พระองค์นั้นที่ฟุ้งขจรไปเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดม
พระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่. พราหมณ์โปกขรสาติตอบว่า
พ่ออัมพัฏฐะ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการมาแล้วในมนต์ของเรา ซึ่ง
พระมหาบุรุษผู้ถึงพร้อมแล้ว ย่อมมีคติเป็น ๒ เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชา

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 500 (เล่ม 11)

โดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชัยชำนะ
แล้ว มีราชอาณาจักรถึงความมั่นคง ถึงพร้อมแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ
จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว
เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหา มีรูปทรงสม
เป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม
มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ทรงครอบครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็น
ขอบเขต ถ้าเสด็จออกทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก พ่ออัมพัฏฐะ
ก็เราแลเป็นผู้สอนมนต์ เธอเป็นผู้รับเรียนมนต์. อัมพัฏฐมาณพรับคำ
พราหมณ์โปกขรสาติว่า ได้ขอรับ แล้วลุกจากที่นั่ง ไหว้พราหมณ์
โปกขรสาติ กระทำประทักษิณ แล้วขึ้นรถเทียมลา พร้อมด้วยมาณพ
หลายคน ขับตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคละ ตลอดภูมิประเทศเท่าที่รถ
จะไปได้ ลงจากรถเดินตรงเข้าไปยังพระอาราม.
(๑๔๔) ก็สมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังจงกรมอยู่กลางแจ้ง.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรม ครั้นแล้วได้
กล่าวคำนี้กะภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ เวลานี้พระสมณโคดมพระองค์
นั้นประทับอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าพากันเข้ามาที่นี่ เพื่อจะเฝ้าพระองค์
ท่าน. ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นคิดเห็นร่วมกันเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพ
ผู้นี้เป็นคนเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียง ทั้งเป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ
ผู้มีชื่อเสียง อันการสนทนาปราศรัยกับพวกกุลบุตรเห็นปานนี้ ย่อมไม่
เป็นการหนักพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ดังนี้แล้ว จึงตอบ
อัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ นั่นพระวิหารมีประตูปิดอยู่ ท่านจงสงบ

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 501 (เล่ม 11)

เสียงเข้าไปทางพระวิหารนั้น ค่อย ๆ เข้าไปที่เฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะ
บานประตูเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเปิดประตูรับท่าน. ลำดับนั้น
อัมพัฏฐมาณพสงบเสียง เข้าไปทางพระวิหาร ซึ่งมีประตูปิดอยู่นั้น ค่อยๆ
เข้าไปยังเฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตู. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเปิดประตู. อัมพัฏฐมาณพเข้าไปแล้ว. แม้พวกมาณพก็พากันเข้าไป
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครันผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
(๑๘๕) ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ เดินปราศรัยบ้าง ยืนปราศรัยบ้าง
กับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งอยู่. ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่
ผู้เป็นอาจารย์ และเป็นปาจารย์ เหมือนดังเธอ เดินบ้าง ยืนบ้าง สนทนา
ปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ.
ข้อนี้หามิได้ พระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดินก็ควรเจรจา
กันกับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน
พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่ง พราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจา
กับพราหมณ์ผู้นอน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น
เป็นอย่างคนรับใช้ เป็นพวกกัณหโคตร เกิดแต่บาทของพรหม ข้าพเจ้า
ย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดม
ผู้เจริญนี้.
อัมพัฏฐะ เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้ ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใด
แล พึงใส่ใจถึงประโยชน์อันนั้นไว้ให้ดี ก็อัมพัฏฐมาณพยังมิได้รับการ
ศึกษาเลย สำคัญตัวว่า ได้รับการศึกษาดีแล้ว จะมีอะไรอีกเล่า นอกจาก

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 502 (เล่ม 11)

ไม่ได้รับการศึกษา.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพ ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตำหนิด้วย
พระวาจาว่า เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา จึงโกรธขัดใจ เมื่อจะด่าข่มว่า
กล่าวพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความ
เสียหาย ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านโคดม พวกชาติ
ศากยะดุร้าย หยาบช้า มีใจเบา พูดพล่าม เป็นพวกคนรับใช้ ไม่สักการะ
พวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่
อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ ท่านโคดม การที่พวกศากยะเป็นพวกคนรับใช้
ไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์
ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย.
อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นพวกคนรับใช้ นี้เป็นครั้งแรก
ด้วยประการฉะนี้.
(๑๔๖) อัมพัฏฐะ ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร. ท่าน
โคดม ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าไปยังนครกบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่างของ
พราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์ ได้เดินไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ
เวลานั้นพวกศากยะและศากยกุมารมากด้วยกัน นั่งเหนืออาสนะสูง ๆ
ในสัณฐาคาร เอานิ้วมือสะกิดกันและกัน เฮฮาอยู่ หยอกล้อกันอยู่ เห็นที
จะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเธอเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย ท่าน
โคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นพวกคนรับใช้ ไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่
เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์
ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกด
พวกศากยะว่า เป็นพวกคนรับใช้ นี้เป็นครั้งที่ ๒ ด้วยประการฉะนี้.

502