ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 453 (เล่ม 11)

นี้เป็นชื่อของเสนาสนะที่ไกล ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อพฺโภกาสํ ได้แก่ที่ไม่ได้มุงบัง.
ก็เมื่อภิกษุประสงค์จะทำกลดอยู่ในที่นี้ก็ได้.
บทว่า ปลาสปุญฺชํ ได้แก่กองฟาง.
ก็ภิกษุดึงฟางออกจากกองฟางใหญ่ ทำที่อยู่อาศัยเหมือนที่เร้นใน
เงื้อมเขา. บางทีเอาฟางใส่ข้างบนกอไม้พุ่มไม้เป็นต้น นั่งบำเพ็ญสมณ-
ธรรมอยู่ภายใต้ ท่านกล่าวหมายเอาที่นั้น.
บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ได้แก่ภายหลังอาหาร.
บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ได้แก่กลับจากการแสวงหา
บิณฑบาต.
บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่นั่งขัดสมาธิ.
บทว่า อาภุชิตฺวา ได้แก่ประสานไว้.
บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ได้แก่ ตั้งกายท่อนบนให้ตรง ให้
ที่สุดท่อที่สุดกระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อประชิดกัน.
ด้วยว่า เมื่อนั่งอย่างนี้ หนังเนื้อและเอ็นทั้งหลายไม่ตึง. เมื่อเป็น
เช่นนี้ เวทนาที่จะพึงเกิดขึ้นในทุก ๆ ขณะ เพราะหนังเนื้อเอ็นตึงเป็น
ปัจจัย ก็ไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตย่อมมี
อารมณ์เป็นหนึ่ง กรรมฐานย่อมไม่ตกถอย ย่อมเข้าถึงความเจริญงอกงาม
ไพบูลย์.
บทว่า ปริมุขํ สตี อุปกฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติมุ่งตรงต่อ
กรรมฐาน หรือตั้งกรรมฐานไว้ตรงหน้า. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ในวิภังค์
จึงกล่าวไว้ว่า สตินี้ย่อมเป็นอันตั้งมั่นจดจ่ออยู่ตรงปลายจมูกหรือแถว ๆ

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 454 (เล่ม 11)

หน้า เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดำรงสติไว้ตรงหน้า ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้พึงทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวแล้วใน
ปฏิสัมภิทาอย่างนี้ว่า บทว่า ปริ มีอรรถว่า กำหนด บทว่า มุขํ มีอรรถว่า
นำออก บทว่า สติ มีอรรถว่า เข้าไปตั้งมั่น เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวคำว่า ปริมุขํ สตึ ดังนี้ . รวมความในคำนั้นว่า ทำสติให้เป็นที่
กำหนด เป็นที่ออกไป.
ในบทว่า อภิชฺฌํ โลเก นี้ อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าโลก ด้วย
อรรถว่า สลาย เพราะฉะนั้น ในบทนี้จึงมีเนื้อความดังนี้ว่า ละราคะ คือ
ข่มกามฉันทะในอุปาทานขันธ์ ๕ ได้.
บทว่า วิคตาภิชฺเฌน ความว่า มีความเพ่งเล็งไปปราศแล้ว เพราะ
ละได้โดยวิกขัมภนปหาน เช่นกับจักษุวิญญาณ
บทว่า อภิชฺฌาย จิตฺตํ ปริโสเธติ ความว่า เปลื้องจิตจากความ
เพ่งเล็ง อธิบายว่า ความเพ่งเล็งนั้นพ้นไป และครั้นพ้นไปแล้วไม่มาจับ
จิตอีกได้ด้วยประการใด เธอย่อมทำด้วยประการนั้น
แม้ในบทว่า พฺยาปาทปโทสมฺปหาย เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่า พยาปาทะ ด้วยอรรถว่า จิตย่อมพยาบาทด้วยโทสจิตนี้
คือละปกติเดิม เหมือนขนมกุมมาสบูดเป็นต้น.
ชื่อว่า ปโทสะ ด้วยอรรถว่า ประทุษร้ายถึงพิการ หรือทำผู้อื่น
ให้เดือนร้อน คือพินาศ.
ก็ทั้ง ๒ คำนี้เป็นชื่อของความโกรธนั่นเอง. ความที่
จิตเป็นไข้ ชื่อว่า ถีนะ. ความที่เจตสิกเป็นไข้ ชื่อว่า
มิทธะ ถีนะและมิทธะ ชื่อว่าถีนมิทธะ.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 455 (เล่ม 11)

บทว่า อาโลกสญฺญี ความว่า ประกอบด้วยสัญญาอันบริสุทธิ์
ปราศจากนิวรณ์ เพราะสามารถกำหนดรู้แสงสว่างที่เห็นทั้งกลางคืนทั้ง
กลางวัน.
บทว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ประกอบด้วยสติและด้วยญาณ.
คำทั้ง ๒ นี้ ท่านกล่าวแล้วเพราะเป็นอุปการะแก่อาโลกสัญญา.
ความฟุ้งซ่านและความรำคาญ ชื่อว่า อุทธัจจกุกกุจจะ
บทว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ ได้แก่ข้าม คือก้าวล่วงวิจิกิจฉาตั้งอยู่.
ชื่อว่า ไม่มีความคลางแคลง ด้วยอรรถว่า ไม่เป็นไปอย่างนี้ว่า
นี้อย่างไร นี้อย่างไร.
บทว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ในธรรมทั้งหลายที่ไม่มีโทษ.
อธิบายว่า ไม่สงสัย คือไม่กังขาอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้หนอแลเป็นกุศล
ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลได้อย่างไร. นี้เป็นความย่อในข้อนี้ ก็คำใดที่ควร
จะกล่าวในนิวรณ์เหล่านี้ โดยจำแนกใจความของคำและลักษณะเป็นต้น
คำนั้นทั้งหมดกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ก็ในอุปมาที่ท่านกล่าวไว้ว่า เสยฺยถาปิ มหารา นั้น มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้
บทว่า อิณํ อาทาย ได้แก่ถือเอาทรัพย์เพื่อความเจริญ.
บทว่า พฺยนฺตีกเรยฺย ความว่า พึงทำหนี้นั้นให้หมดไป คือ
พึงทำมิให้หนี้เหล่านั้นเหลืออยู่เพียงกากะณึกหนึ่ง อธิบายว่า พึงใช้ให้
หมดเลย.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่มีความไม่มีหนี้เป็นมูลเหตุ.
จริงอยู่ เมื่อเขารำพึงอยู่ว่า เราไม่มีหนี้ ย่อมได้ความปราโมทย์

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 456 (เล่ม 11)

เป็นกำลัง ย่อมได้ความดีใจ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลเภถ
ปาโมชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ดังนี้ .
ชื่อว่า อาพาธ ด้วยอรรถว่า ตัดอิริยาบถ ๔ เหมือนตัดด้วยเลื่อย
เบียดเบียนอยู่เพราะเกิดเวทนาที่เป็นข้าศึก.
ชื่อว่า อาพาธิก ด้วยอรรถว่า มีอาพาธ.
ชื่อว่า ถึงความลำบาก เพราะความลำบากซึ่งเกิดแต่อาพาธนั้น.
บทว่า อธิมตฺตคิลาโน ได้แก่เจ็บหนัก
บทว่า นจฺฉาเทยฺย ได้แก่ไม่พึงชอบใจ เพราะมีพยาธิหนักยิ่ง
ครอบงำอยู่แล้ว.
บทว่า พลมตฺตา ได้แก่มีกำลังนั่นเอง อธิบายว่า เขามีกำลังกาย.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่มีความไม่มีโรคเป็นต้นเหตุ.
ก็เมื่อเขารำพึงอยู่ว่า เราไม่มีโรค ทั้งความปราโมทย์และโสมนัสนั้น
ย่อมมีทั้งคู่. เพราะเหตุนั้น ท่านจงกล่าวว่า ลเภถ ปาโมชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย
โสมนสฺสํ ดังนี้.
บทว่า น จสฺส กิญฺจิ โภคานํ วโย ความว่า ไม่มีความ
เสื่อมโภคะแม้เพียงกากะณึกหนึ่ง.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่มีการไม่พ้นจากเครื่องผูกมัดเป็นต้นเหตุ.
คำที่เหลือพึงประกอบในบททั้งหมด ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
บทว่า อนตฺตาธีโน ได้เเก่ไม่เป็นที่พึ่งในตน จะทำอะไร ๆ
ตามความพอใจของตนไม่ได้.
บทว่า ปราธีโน ได้แก่ต้องพึ่งคนอื่น เป็นไปตามความพอใจ
ของคนอื่นเท่านั้น.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 457 (เล่ม 11)

บทว่า น กาเยน กามงฺคโม ความว่า เขาประสงค์จะไปโดย
ทิศาภาคใด ก็ไปโดยทิศาภาคนั้นไม่ได้.
บทว่า ทาสพฺยา ได้แก่จากความเป็นทาส.
บทว่า ภุชิสฺโส ได้แก่เป็นตัวของตัวเอง.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่มีความเป็นไทเป็นต้นเหตุ.
บทว่า กนฺตารทฺธานมคฺคํ ได้แก่ทางไกลกันดาร อธิบายว่า
ทางไกลไม่มีน้ำ.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่มีพื้นที่ที่ปลอดภัยเป็นต้นเหตุ.
ในคำว่า อิเม ปญฺจ นิวรเณ อปฺปหีเน นี้ พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงแสดงกามฉันท์ที่ยังละไม่ได้เหมือนหนี้ แสดงนิวรณ์ที่เหลือทำให้
เป็นเหมือนโรคเป็นต้น ในข้อนั้นมีอุปมาดังนี้
ก็ผู้ใดกู้หนี้คนอื่นแล้ว ย่อมพินาศ ผู้นั้นแม้ถูกเจ้าหนี้ทวงว่าจงใช้
หนี้ แม้พูดคำหยาบ แม้ถูกจองจำ แม้ถูกฆ่า ก็ไม่อาจจะโต้ตอบอะไรได้
ย่อมอดกลั้นทุกอย่าง ด้วยว่า หนี้ของเขานั้นเป็นเหตุให้อดกลั้น ผู้ที่ติดวัตถุ
ด้วยกามฉันทะก็ฉันนั้น ย่อมยืดวัตถุนั้นด้วยเครื่องยึดคือตัณหา เขาแม้ถูก
กล่าวคำหยาบ แม้ถูกจองจำ แม้ถูกฆ่า ย่อมอดกลั้นทุกอย่าง. ด้วยว่า
กามฉันทะของเขานั้นเป็นเหตุให้อดกลั้น เหมือนกามฉันทะของหญิง
ทั้งหลายที่ถูกเจ้าของเรือนฆ่า พึงเห็นกามฉันทะเหมือนหนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
เหมือนอย่างว่า คนกระสับกระส่ายเพราะโรคดี แม้เมื่อเขาให้น้ำ
ผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ก็ไม่ได้รสของของหวานเหล่านั้น ย่อมบ่นว่า
ขม ขม เท่านั้น เพราะตนกระสับกระส่ายด้วยโรคดีฉันใด ผู้มีจิตพยาบาท

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 458 (เล่ม 11)

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้อาจารย์และอุปัชฌาย์ผู้หวังดีว่ากล่าวเพียงเล็กน้อย
ก็ไม่รับโอวาท กล่าวว่าท่านทั้งหลายวุ่นวายเหลือเกินเป็นต้น ลาสิกขาบท
ไป เขาไม่ได้รสของพระศาสนาประเภทสุขในฌานเป็นต้น เพราะเป็นผู้
กระสับกระส่ายด้วยความโกรธ เหมือนบุรุษนั้นไม่ได้รสของของหวานมี
น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น เพราะเป็นผู้กระสับกระส่ายเพราะโรคดี
พึงเห็นความพยาบาทเหมือนโรค ด้วยประการฉะนี้แล.
เหมือนอย่างคนที่ถูกจองจำในเรือนจำในวันนักขัตฤกษ์ ย่อมไม่
เห็นเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของนักขัตฤกษ์เลย ครั้นรุ่งขึ้น เขาพ้น
เรือนจำ แม้ได้ฟังคำเป็นต้นว่า โอ เมื่อวานนักขัตฤกษ์น่าพอใจ ฟ้อนรำ
ขับร้องน่าพอใจ ดังนี้ ก็ให้คำตอบไม่ได้. เพราะเหตุอะไร ? เพราะไม่
ได้ดูนักษัตรฉันใด ภิกษุถูกถีนมิทธะครอบงำก็ฉันนั้น เมื่อการฟังธรรม
แม้มีนัยวิจิตรกำลังดำเนินไป ย่อมไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของธรรม
นั้น เธอแม้นั้นเมื่อปรากฏการฟังธรรมขึ้นแล้ว ผู้คนพากันสรรเสริญการ
ฟังธรรมว่า โอ การฟังธรรม โอ เหตุผล โอ อุปมา ถึงฟังก็ให้คำตอบ
ไม่ได้. เพราะเหตุไร. เพราะอำนาจถีนมิทธะทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง.
พึงเห็นถีนมิทธะเหมือนเรือนจำ ด้วยประการฉะนี้.
เหมือนอย่างทาสแม้เล่นนักษัตรอยู่ นายกล่าวว่า มีงานที่ต้องทำ
รีบด่วนชื่อนี้ เจ้าจงรีบไปที่นั้น ถ้าไม่ไป เราจะตัดมือและเท้า หรือหู
และจมูกของเจ้า เขารีบไปทันที ย่อมไม่ได้ชมเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด
ของงานนักษัตร. เพราะเหตุไร. เพราะมีคนอื่นเป็นที่พึ่งฉันใด ภิกษุผู้
ไม่รู้ทั่วถึงพระวินัยก็ฉันนั้น แม้เข้าป่าเพื่อต้องการวิเวก เมื่อเกิดความ
สำคัญในกัปปิยมังสะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่สุดว่าเป็นอกัปปิยมังสะ ต้อง

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 459 (เล่ม 11)

ละวิเวกไปสำนักพระวินัยธรเพื่อชำระศีล ย่อมไม่ได้เสวยสุขอันเกิดแต่
วิเวก. เพราะเหตุไร. เพราะถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำ พึงเห็นอุทธัจจ-
กุกกุจจะเหมือนความเป็นทาส ด้วยประการฉะนี้แล.
เหมือนอย่างบุรุษเดินทางไกลที่กันดาร ได้เห็นโอกาสที่มนุษย์
ทั้งหลายถูกพวกโจรปล้น และถูกฆ่า พอได้ยินเสียงท่อนไม้ก็ดี เสียงนก
ก็ดี ย่อมระแวงสงสัยว่า พวกโจรมาแล้ว เดินไปบ้าง ยืนอยู่บ้าง กลับ
เสียบ้าง ที่ที่มาจากที่ไปแล้วมีมากกว่า เขาย่อมถึงที่ปลอดภัยโดยยากโดย
ฝืดเคือง หรือไม่ถึงเลยฉันใด คนที่เกิดวิจิกิจฉาในฐานะ ๘ ก็ฉันนั้น
สงสัยโดยนัยเป็นต้นว่า พระพุทธเจ้ามีหรือไม่มีหนอ ลังเลแล้วไม่อาจจะ
ยึดถือด้วยศรัทธา เมื่อไม่อาจ ย่อมไม่บรรลุมรรคหรือผลได้. ดังนั้น
เหมือนในทางไกลที่กันดาร ย่อมมีความหวาดระแวงบ่อย ๆ ว่า พวกโจรมี
ไม่มี ทำให้จิตไม่เชื่อ มีความหวาดกลัวเกิดขึ้น ย่อมทำอันตรายแก่การถึง
มีที่ปลอดภัยฉันใด แม้วิจิกิจฉาก็ฉันนั้น ทำให้เกิดความหวาดระแวง
บ่อย ๆ โดยนัยว่า พระพุทธเจ้ามีหรือไม่มีหนอ ดังนี้เป็นต้น ไม่มั่นใจ
สะดุ้งกลัว ย่อมทำอันตรายแก่การเข้าถึงอริยภูมิ พึงเห็นวิจิกิจฉาเหมือน
ทางไกลที่กันดาร ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเปรียบเทียบผู้ที่ละกามฉันท-
นิวรณ์ได้ว่าเหมือนคนไม่มีหนี้ ผู้ที่ละนิวรณ์ที่เหลือได้ว่าเหมือนคนไม่มีโรค
เป็นต้น ในพระบาลีนี้ว่า เสยฺยถาปิ มหาราช อานณฺยํ ดังนี้. ในข้อ
นั้นมีอุปมาดังนี้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษกู้หนี้แล้วประกอบการงาน ถึงความร่ำรวย
คิดว่า ชื่อว่าหนี้นี้เป็นมูลแห่งความกังวล จึงใช้หนี้พร้อมทั้งดอกเบี้ย

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 460 (เล่ม 11)

แล้วฉีกหนังสือสัญญากู้เสีย เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครส่งคนไปทวงเขา
ตั้งแต่นั้นนา หนังสือสัญญากู้ก็ไม่มี เขาแม้เห็นเจ้าหนี้ทั้งหลาย ถ้าประ-
สงค์จะต้อนรับก็ลุกจากอาสนะ ถ้าไม่ประสงค์ก็ไม่ลุก. เพราะเหตุไร ?
เพราะมิได้คิดต่อมิได้เกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้เหล่านั้น ฉันใด ภิกษุ (ผู้ปฏิบัติ)
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า ชื่อว่ากามฉันทะนี้ เป็นมูลแห่งความกังวล
จึงเจริญธรรม ๖ ประการแล้วละกามฉันทนิวรณ์เสีย. ก็ธรรม ๖ ประการ
เหล่านั้น เราจักพรรณนาในมหาสติปัฏฐานสูตร.
เมื่อภิกษุนั้นละกามฉันทะได้อย่างนี้ ย่อมไม่กลัวไม่สะดุ้ง เหมือน
บุรุษผู้ปลดหนี้แล้ว เห็นเจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่กลัวไม่สะดุ้ง ฉันใด ย่อม
ไม่มีความเกี่ยวข้อง ไม่มีความผูกพันในวัตถุของผู้อื่น ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อเห็นรูปแม้เป็นทิพย์ กิเลสก็ไม่กำเริบ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสการละกามฉันทะได้เหมือนความไม่มีหนี้.
เหมือนอย่างบุรุษผู้กระสับกระส่ายเพราะโรคดีนั้น ทำโรคนั้นให้สงบ
ด้วยการปรุงยา ตั้งแต่นั้นก็ได้รสแห่งน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า ชื่อว่าพยาบาทนี้ กระทำความพินาศ
จึงเจริญธรรม ๖ ประการ ละพยาบาทนิวรณ์ได้. เราจักพรรณนาธรรม
๖ ประการในนิวรณ์ทั้งหมด ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั่นแล. ก็ธรรม
๖ ประการเหล่านั้น มิใช่เจริญเพื่อละถีนมิทธะเป็นต้นอย่างเดียว เราจัก
พรรณนานิวรณ์เหล่านั้นทั้งหมดในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นแหละ. ภิกษุนั้น
ละพยาบาทได้อย่างนี้แล้ว รับสิกขาบททั้งหลายมีอาจารบัญญัติเป็นต้น
อย่างเต็มใจด้วยเศียรเกล้า สนใจศึกษาอยู่ เหมือนบุรุษหายจากโรคดีแล้ว
ย่อมรับประทานรสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้นอย่างเต็มใจ. เพราะฉะนั้น

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 461 (เล่ม 11)

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละพยาบาทเหมือนหายโรค.
บุรุษผู้ถูกขังในเรือนจำในวันนักษัตรนั้น ในวันนักษัตรต่อมา
เขาคิดว่า แม้เมื่อก่อนเราถูกจำเพราะโทษที่ประมาท ไม่ได้ชมนักษัตร
เพราะเหตุนั้น บัดนี้เราจักไม่ประมาท ดังนี้ เป็นผู้ไม่ประมาทอย่างที่
ศัตรูทั้งหลายของเขาไม่ได้โอกาส จึงได้ชมนักษัตรเปล่งอุทานว่า โอ
นักษัตร ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น คิดว่า ชื่อว่าถีนมิทธะนี้ทำความ
พินาศใหญ่ จึงเจริญ ธรรม ๖ ประการ ย่อมละถีนมิทธนิวรณ์ได้ เธอละ
ถีนมิทธะได้อย่างนี้แล้ว ได้ชมเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งนักษัตร
คือธรรม บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เหมือนอย่าง
บุรุษที่พ้นจากการจองจำ ได้ชมเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งนักษัตร
ทั้ง ๗ วัน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละถีนมิทธะ
ได้ว่าเหมือนพ้นจากจองจำ.
เหมือนอย่างว่า ทาสเข้าไปอาศัยมิตรบางคน ให้ทรัพย์แก่นาย
ทั้งหลายแล้วทำคนให้เป็นไท ตั้งแต่นั้นตนปรารถนาสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้น
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า ชื่อว่าอุทธัจจกุกกุจจะนี้ทำความ
พินาศใหญ่ จึงเจริญธรรม ๖ ประการ ย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. เธอ
ละอุทธัจจกุกกุจจะได้อย่างนี้แล้ว ย่อมดำเนินสู่เนกขัมมปฎิปทาได้ตาม
สบาย. อุทธัจจกุกกุจจะไม่สามารถให้เธอกลับจากเนกขัมมปฏิปทานั้นได้
โดยพลการ. เหมือนอย่างบุรุษผู้เป็นไท ปรารถนาสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้น
ไม่บ่รารถนาสิ่งใด ก็ไม่ทำสิ่งนั้น. ไม่มีใคร ๆ จะให้เขากลับจากความ
เป็นไทนั้นโดยพลการได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการ
ละอุทธัจจกุกกุจจะว่าเหมือนความเป็นไท.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 462 (เล่ม 11)

เหมือนอย่างบุรุษมีกำลัง ถือเอาทรัพย์ที่มีสาระติดมือ เตรียมอาวุธ
พร้อมด้วยบริวารเดินทางกันดาร พวกโจรเห็นเขาแต่ไกล พึงหนีไป.
เขาข้ามพ้นทางกันดารนั้นโดยสวัสดี ถึงแดนเกษม มีความร่าเริงยินดี
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า ชื่อว่าวิจิกิจฉานี้ทำความพินาศ
จึงเจริญธรรม ๖ ประการ ย่อมละวิจิกิจฉาได้ เธอละวิจิกิจฉาได้อย่างนี้
แล้ว ข้ามกันดารแห่งทุจริตได้ บรรลุพระอมตมหานิพพานอันเป็นภูมิ
ที่เกษมสำราญอย่างยิ่ง เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง เตรียมอาวุธพร้อมด้วยบริวาร
ปลอดภัย ไม่สนใจพวกโจรเหมือนหญ้า ออกไปถึงภูมิอันเป็นที่ปลอดภัย
โดยความสวัสดี. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละวิจิกิจฉา
ไว้เหมือนภูมิอันเป็นแดนเกษม.
บทว่า ปาโมชฺชํ ชายติ ความว่า เกิดอาการยินดี.
บทว่า ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ความว่า ปีติเกิดท่วมทั่วสรีระของผู้
ที่ยินดี.
บทว่า ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ความว่า นามกายของบุคคล
ผู้มีจิตสัมปยุตด้วยปีติ ย่อมสงบ คือปราศจากความกระวนกระวาย.
บทว่า สุขํ เวเทติ ความว่า ย่อมเสวยสุขทั้งทางกายทางใจ
บทว่า จิตฺตํ สมาธิยติ ความว่า จิตของผู้ที่มีสุขด้วยเนกขัมมสุขนี้
ย่อมตั้งมั่นด้วยอำนาจอุปจารฌานก็มี ด้วยอำนาจอัปปนาฌานก็มี.
ก็คำว่า โส วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯ เปฯ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช
วิหรติ ดังนี้ เป็นต้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อแสดงคุณ
วิเศษเบื้องสูงในเมื่อจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ และเพื่อแสดงประเภทของ

462