ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 443 (เล่ม 11)

ก็ภิกษุใดกำลังพูดอยู่ มีสติสัมปชัญญะว่า ชื่อว่าเสียงนี้ย่อมเกิด
เพราะอาศัยริมฝีปาก ฟัน ลิ้น เพดาน และความพยายามที่เหมาะแก่เรื่อง
นั้น ๆ ของจิต ดังนี้ พูด ก็หรือว่า ท่องบ่นก็ตาม กล่าวธรรมก็ตาม
เจริญกรรมฐานก็ตาม วิสัชนาปัญหาก็ตาม ตลอดกาลนาน แล้วนิ่งไป
ในภายหลัง ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดขึ้น
ในเวลาพูด ดับไปในขณะนิ่งนั้นแหละ ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึก
ด้วยในการพูด.
ภิกษุใดนิ่งแล้วยังมนสิการพระธรรมหรือกรรมฐานเป็นเวลานาน
ภายหลังพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในเวลานิ่ง
ดับไปในขณะนิ่งนี้เอง ด้วยว่าเมื่ออุปาทายรูปเกิด ชื่อว่าพูด เมื่อไม่เกิด
ชื่อว่านิ่ง ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง ด้วยประการ
ฉะนี้. เรื่องนี้นั้น พระมหาสีวเถระกล่าวไว้แล้ว.
หน้าที่ของอสันโมหสัมปชัญญะ ท่านประสงค์ในมหาสติปัฏฐาน-
สูตร. แต่ในสามัญญผลสูตรนี้ ย่อมได้สัมปชัญญะ ๔ อย่างแม้ทั้งหมด
ฉะนั้น พึงทราบความเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวด้วยอำนาจแห่งสัมปชัญญะ ๔
ในที่นี้ ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ก็บทว่า สมฺปชานการี ดังนี้ พึงทราบเนื้อความ โดยสัมปชัญญะ
ที่สัมปยุตด้วยสตินั่นเทียวในทุก ๆ บท. บทว่า สติสมฺปชญฺเญน
สมนฺนาคโต นี้ ก็มีความพิสดารเท่านี้.
แต่ในวิภังคปกรณ์ ท่านจำแนกบทเหล่านี้ ไว้อย่างนี้ว่า สโต
สมฺปชาโน อภิกฺกมติ สโต สมฺปชาโน ปฏิกฺกมติ เป็นผู้มีสติ
สัมปชัญญะก้าวไป เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะถอยกลับ ดังนี้ทีเดียว.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 444 (เล่ม 11)

บทว่า เอวํ โข มหาราช ความว่า ภิกษุเมื่อยังการก้าวไปเป็น
ต้นให้เป็นไป โดยสัมปชัญญะที่สัมปยุตด้วยสติอย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.
บทว่า สนฺตุฏฺโฐ ในข้อความว่า อิธ มหาราช ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ
โหติ นี้ ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยความยินดีปัจจัยตามมีตามได้.
ก็สันโดษนี้นั้น มี ๑๒ อย่าง.
อะไรบ้าง ?
สันโดษในจีวร ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ
ยถาสารุปปสันโดษ.
ในบิณฑบาตเป็นต้น ก็อย่างนี้.
สันโดษ ๑๒ ประเภทนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้จีวรดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม เธอใช้สอยจีวร
นั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาจีวรอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้เป็นยถาลาภสันโดษ
ในจีวรของเธอ.
ต่อมาภายหลัง เธอมีกำลังน้อยตามธรรมดาก็ดี ถูกความป่วยไข้
ครอบงำก็ดี ถูกชราครอบงำก็ดี เมื่อห่มจีวรหนักย่อมลำบาก เธอเปลี่ยน
จีวรนั้นกับภิกษุผู้ชอบพอกัน แม้ใช้สอยจีวรเบาอยู่ ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่
นั่นเอง นี้เป็นยถาพลสันโดษในจีวรของเธอ.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้ปัจจัยอย่างประณีต ครั้นเธอได้บาตรและจีวร
เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นบาตรจีวรมีค่ามากหรือมีจำนวนมาก เธอ
ถวายด้วยคิดว่า นี้สมควรแก่พระเถระทั้งหลายผู้บวชนาน นี้สมควรแก่
ภิกษุพหูสูต นี้สมควรแก่ภิกษุไข้ นี้จงมีแก่ภิกษุผู้มีลาภน้อย ดังนี้

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 445 (เล่ม 11)

หรือรับเอาจีวรเก่าของภิกษุเหล่านั้น หรือเลือกเก็บผ้าที่ไม่มีชายจากกอง
หยากเยื่อเป็นต้น แม้เอาผ้าเหล่านั้นมาทำเป็นสังฆาฏิครอง ก็ยังเป็นผู้
สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาสารุปปสันโดษในจีวรของเธอ.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินยนี้ ได้บิณฑบาตเศร้าหมองหรือประณีต
เธอใช้สอยบิณฑบาตนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาบิณฑบาตอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ
นี้เป็นยถาลาภสันโดษในบิณฑบาตของเธอ.
ก็ภิกษุใดได้บิณฑบาตที่ไม่ถูกกับร่างกายปกติ หรือไม่ถูกกับโรคของ
คน ซึ่งเธอบริโภคแล้วจะไม่สบาย เธอให้บิณฑบาตนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบ
พอกัน แม้ฉันโภชนะที่สบายแต่มือของภิกษุนั้นทำสมณธรรมอยู่ ก็ยัง
เป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี่เป็นยถาพลสันโดษในบิณฑบาตของเธอ.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้บิณฑบาตประณีตจำนวนมาก เธอถวายบิณฑบาต
นั้นแก่พระเถระผู้บวชนาน แก่ผู้พหูสูต แก่ผู้มีลาภน้อย แก่ภิกษุไข้
เหมือนจีวรนั้น แม้รับเศษอาหารของภิกษุนั้น ๆ หรือเที่ยวบิณฑบาตแล้ว
ฉันอาหารที่ปนกัน ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาสารุปปสันโดษ
ในบิณฑบาตของเธอ.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เสนาสนะที่พอใจหรือไม่พอใจ ไม่
ดีใจไม่เสียใจเพราะเสนาสนะนั้น ยินดีตามที่ได้เท่านั้น โดยที่สุดแม้เป็น
เครื่องปูลาดถักด้วยหญ้า นี้เป็นยถาลาภสันโดษในเสนาสนะของเธอ.
ก็ภิกษุใดได้เสนาสนะที่ไม่ถูกกับร่างกายปกติ หรือไม่ถูกกับโรคของ
ตน ซึ่งเมื่อเธออยู่จะไม่สบาย เธอให้เสนาสนะนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบพอกัน
แม้อยู่ในเสนาสนะที่สบายซึ่งเป็นของภิกษุนั้น ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง
นี้เป็นยถาพลสันโดษในเสนาสนะของเธอ.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 446 (เล่ม 11)

ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีบุญมาก ได้เสนาสนะที่ประณีตจำนวนมาก มีถ้า
มณฑป เรือนยอดเป็นต้น เธอให้เสนาสนะเหล่านั้นแก่พระเถระผู้บวชนาน
ผู้พหูสูต ผู้มีลาภน้อย และเป็นไข้ เหมือนจีวร แม้อยู่ในเสนาสนะแห่ง
ใดแห่งหนึ่ง ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาสารุปปสันโดษใน
เสนาสนะของเธอ.
ก็ภิกษุใดพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า ชื่อว่าเสนาสนะชั้นดีเยี่ยมเป็นที่ตั้ง
แห่งความประมาท นั่งในเสนาสนะนั้นย่อมง่วงเหงาซบเซาหลับไป เมื่อ
ตื่นขึ้นอีกก็ครุ่นคิดแต่เรื่องกาม แล้วไม่รับเสนาสนะเช่นนั้นแม้ถึงแล้ว
เธอห้ามเสนาสนะนั้น แม้อยู่ในที่แจ้งหรือโคนไม้เป็นต้น ก็ยังเป็นผู้
สันโดษอยู่นั่น เอง แม้นี้ก็เป็นยถาสารุปปสันโดษในเสนาสนะ.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เภสัชเศร้าหมองหรือประณีต เธอ
ยินดีตามที่ได้นั้น ๆ เท่านั้น ไม่ปรารถนาเภสัชอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้เป็น
ยถาลาภสันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.
ก็ภิกษุใดต้องการน้ำมัน ได้น้ำอ้อย เธอให้น้ำอ้อยนั้นแก่ภิกษุผู้
ชอบพอกัน แล้วถือเอาน้ำมันแต่มือของภิกษุนั้น หรือแสวงหาของอื่น
นั่นเทียว แม้เมื่อได้เภสัช ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาพล-
สันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีบุญมาก ได้เภสัชที่ประณีต มีน้ำมัน น้ำอ้อย
เป็นต้นจำนวนมาก เธอให้เภสัชนั้นแก่พระเถระผู้บวชนาน ผู้พหูสูต ผู้มี
ลาภน้อยและผู้เป็นไข้ เหมือนจีวร แล้วเยียวยาอัตตภาพด้วยเภสัชอย่างใด
อย่างหนึ่งที่ภิกษุเหล่านั้นนำมา ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั้นเอง.
อนึ่ง ภิกษุใดวางสมอแช่เยี่ยวโคไว้ในภาชนะใบหนึ่ง มีคนมาบอก

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 447 (เล่ม 11)

กล่าวถึงของอร่อย ๔ อย่างในภาชนะหนึ่งว่า ถือเอาเถิดท่านเจ้าข้า ถ้าต้อง
การ ดังนี้ เธอคิดว่า ถ้าโรคของเธอจะหายแม้ด้วยของอร่อยอย่างใดอย่าง
หนึ่งใน ๔ อย่างนั้น ถึงอย่างนั้น ชื่อว่าสมอแช่เยี่ยวโค พระพุทธเจ้า
เป็นต้น ทรงสรรเสริญแล้ว ดังนี้ ห้ามของอร่อย ๔ อย่าง ทำเภสัชด้วย
สมอแช่เยี่ยวโคเท่านั้น ย่อมเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งแท้ นี้เป็นยถาสารุปป-
สันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.
ก็บริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร มีดตัดไม้ชำระฟัน เข็ม ประคดเอว
และผ้ากรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยความยินดีปัจจัยตามมีตาม
ได้ ๑๒ อย่างนี้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม ประคดเอว
รวมทั่งผ้ากรองน้ำ เป็น ๘ เหล่านี้
เป็นบริขารของภิกษุผู้ประกอบความเพียร.
บริขารทั้งหมดเหล่านั้น เป็นเครื่องบริหารกายก็ได้ เป็นเครื่อง
บริหารท้องก็ได้. บริหารอย่างไร ?
จะพูดถึงจีวรก่อน ภิกษุบริหารเลี้ยงดูกายในเวลานุ่งห่มจีวรเที่ยวไป
ดังนั้นจีวรจึงชื่อว่าเป็นเครื่องบริหารกาย ภิกษุบริหารเลี้ยงดูท้องในเวลา
เอาชายจีวรกรองน้ำแล้วดื่ม และในเวลาเอาจีวรห่อของขบเคี้ยวและผลไม้
น้อยใหญ่ ดังนั้นจีวรจึงชื่อว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง.
แม้บาตร ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเอาบาตรนั้นตักน้ำอาบ
และในเวลาทำประพรมกุฎี ย่อมเป็นเครื่องบริหารท้องในเวลารับอาหาร
บริโภค.
แม้มีด ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาตัดไม้ชำระฟันด้วยมีดนั้น

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 448 (เล่ม 11)

และในเวลาตกแต่งเท้าเตียงและคันกลด ย่อมเป็นเครื่องบริหารท้องใน
เวลาตัดอ้อยและปอกมะพร้าวเป็นต้น.
แม้เข็ม ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเย็บจีวร ย่อมเป็นเครื่อง
บริหารท้องในเวลาจิ้มขนมหรือผลไม้กิน.
ประคดเอว ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาพันกายเที่ยวไป
เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลามัดอ้อยเป็นต้นถือเอา.
ผ้ากรองน้ำ เป็นเครื่องบริหารกายในเวลาใช้ผ้ากรองน้ำนั้นกรอง
น้ำอาบ และในเวลาทำการประพรมเสนาสนะ เป็นเครื่องบริหารท้องใน
เวลากรองน้ำดื่ม และในเวลาใช้ผ้ากรองน้ำนั้นแหละใส่งา ข้าวสาร
และอาหารแข้นเป็นต้นฉัน.
พึงทราบความที่บริขาร ๘ เป็นบริขารเท่านี้ก่อน.
ก็เครื่องปูลาดซึ่งปูไว้ในที่นั้น หรือกุญแจ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มี
บริขาร ๙ อย่าง เข้าไปสู่ที่นอน.
ผ้าปูนั่งหรือท่อนหนัง ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๐ อย่าง.
ไม้เท้าหรือหลอดน้ำมัน ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๑ อย่าง
ร่มหรือรองเท้า ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๒ อย่าง.
ก็บรรดาภิกษุเหล่านี้ ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ เท่านั้น ชื่อว่าผู้สันโดษ
นอกนี้ชื่อว่าไม่สันโดษ แต่ไม่ควรเรียกว่า มักมาก เลี้ยงยาก.
จริงอยู่ ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มักน้อยเทียว เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้เลี้ยง
ง่าย เป็นผู้มีความประพฤติเบาพร้อมเทียว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้
ตรัสพระสูตรนี้สำหรับภิกษุเหล่านั้น ตรัสสำหรับภิกษุผู้มีบริขาร ๘ .
ด้วยว่า ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ นั้น เอามีดเล็กและเข็มใส่ในผ้ากรองน้ำ

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 449 (เล่ม 11)

แล้ววางไว้ภายในบาตร คล้องบาตรที่จะงอยบ่า พันกายที่ไตรจีวร หลีก
ไปสบายตามปรารถนา. ไม่มีสิ่งของที่ชื่อว่าเธอจะต้องกลับมาถือเอา.
เมื่อจะทรงแสดงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้มีความประพฤติเบาพร้อม
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ภิกษุนี้เป็นผู้สันโดษ
ด้วยจีวรเครื่องบริหารกายเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กายปริหาริเกน ได้แก่จีวรพอเป็นเครื่อง
บริหารกาย.
บทว่า กุจฺฉิปริหาริเกน ได้แก่จีวรพอเป็นเครื่องบริหารท้อง.
บทว่า สมาทาเยว ปกฺกมติ ความว่า ถือเอาเพียงบริขาร ๘ นั้น
ทั้งหมดเท่านั้น ทำให้ติดตัวไป. ไม่มีความห่วงใยหรือผูกพันว่า วิหาร
บริเวณ อุปัฏฐากของเรา. เธอเหมือนลูกศรที่หลุดจากแล่ง และเหมือน
ช้างซับมันหลีกออกจากโขลง บริโภคเสนาสนะตามที่ปรารถนา เป็นราว
ป่า โคนไม้ เงื้อมเขาในป่า รูปเดียวเท่านั้นยืน รูปเดียวเท่านั้นนั่ง รูป
เดียวไม่มีเพื่อนในอิริยาบถทั้งปวง ย่อมถึงความเป็นผู้เหมือนนอแรด
ที่ท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า
ภิกษุยินดีอยู่ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ย่อมไปได้ ๔
ทิศ ไม่ติดขัด อดกลั้นต่ออันตรายทั้งหลาย ไม่
หวาดหวั่น คนเดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด ดังนี้.
บัดนี้ เมื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงตรัสว่า
เสยฺยถาปิ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺขี สกุโณ ได้แก่นกมีปีก.
บทว่า เฑติ ได้แก่บินไป.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 450 (เล่ม 11)

ก็ความย่อในเรื่องนี้ดังนี้. ธรรมดานกทั้งหลายรู้ว่า ที่ประเทศโน้น
ต้นไม้มีผลสุกแล้ว มาจากทิศต่าง ๆ เจ้าจิกกินผลของต้นไม้นั้นด้วยกลีบ
เล็บและจะงอยปากเป็นต้น นกเหล่านั้นมิได้คิดว่า ผลไม้นี้จักมีสำหรับ
วันนี้ ผลไม้นี้จักมีสำหรับวันพรุ่งนี้ และเมื่อผลไม้สิ้นแล้ว ก็มิได้ตั้ง
อารักขาต้นไม้เลย มิได้ว้างปีก เล็บ หรือจะงอยปากไว้ที่ต้นไม้นั้น โดย
ที่แท้มิได้สนใจในต้นไม้นั้นเลย ตัวใดปรารถนาจะไปทิศาภาคใด ๆ ตัว
นั้นมีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปตามทิศาภาคนั้น ๆ ภิกษุนี้ก็อย่างนั้น
เหมือนกัน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่สนใจ เมื่อจะหลีกไปตามความต้องการ
ก็ถือไปได้เอง ดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไร ด้วยคำว่า โส อิมินา จ
ดังนี้เป็นต้น.
ทรงแสดงปัจจัยสมบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า.
ภิกษุใดไม่มีปัจจัย ๔ เหล่านี้ การอยู่ป่าของภิกษุนั้นย่อมไม่สำเร็จ
ภิกษุนั้นย่อมจะถูกเปรียบเปรยเท่ากับสัตว์ดิรัจฉานหรือพรานป่า. เทวดาที่
สิงสถิตอยู่ในป่า ทำให้ได้ยินเสียงที่น่ากลัวว่า การอยู่ป่าของภิกษุชั่วเช่นนี้
จะมีประโยชน์อะไร เอามือทุบศีรษะแล้วหนีไป. โทษมิใช่ยศ ย่อมระบือ
ไปว่า ภิกษุรูปโน้นเข้าป่า ได้การทำกรรมชั่วอย่างนี้บ้างอย่างนี้บ้าง.
แต่ภิกษุใดมีปัจจัย ๔ เหล่านี้ การอยู่ป่าของภิกษุนั้นย่อมสำเร็จ.
ด้วยว่า เธอพิจารณาศีลของตนอยู่ เมื่อไม่เห็นด่างพร้อยอะไร ๆ ยังปีติให้
เกิดขึ้นแล้วพิจารณาปีตินั้นโดยความสิ้นไปเสื่อมไป ย่อมหยั่งลงสู่อริยภูมิ.
เทวดาที่สิงสถิตอยู่ในป่ามีความพอใจพากันสรรเสริญ. ยศของภิกษุนี้ย่อม
กระฉ่อนไป เหมือนหยาดน้ำมันที่หยดลงในน้ำฉะนั้น.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 451 (เล่ม 11)

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า ว่าง อธิบายว่า มีเสียงเงียบ
คือไม่ค่อยดังนัก. จริงอยู่ ในวิภังคปกรณ์ท่านกล่าวหมายถึงความสงัดนี้
ไว้ว่า บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า แม้หากว่ามีเสนาสนะอยู่ในที่ใกล้ และ
เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยคฤหัสถ์บ้างบรรพชิตบ้าง เพราะเหตุนั้น
เสนาสนะนั้น ชื่อว่าสงัด.
ชื่อว่า เสนาสนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่นอนด้วย เป็นที่นั่งด้วย.
คำนี้เป็นชื่อของเตียงและตั่งเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสไว้ว่า บทว่า เสนาสนะ ได้แก่เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ฟูกก็ดี หมอนก็ดี
วิหารก็ดี เพิงก็ดี ปราสาทก็ดี เรือนโล้นก็ดี ถ้ำก็ดี ป้อมก็ดี โรงกลม
ก็ดี ที่เร้นก็ดี กอไผ่ก็ดี โคนไม้ก็ดี มณฑปก็ดี ชื่อว่าเสนาสนะ ก็หรือว่า
ภิกษุเปลี่ยนอิริยาบถในที่ใด ที่นั้นทั้งหมด ชื่อว่าเสนาสนะ.
อีกอย่างหนึ่ง เสนาสนะนี้ คือ วิหาร เพิง ปราสาท เรือนโล้น
ถ้ำ ชื่อว่าเสนาสนะประเภทที่อยู่.
เสนาสนะนี้ คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ชื่อว่าเสนาสนะสำหรับ
เตียงตั่ง.
เสนาสนะนี้ คือ ปลอกหมอน ท่อนหนัง เครื่องปูลาดที่ถักด้วย
หญ้า เครื่องปูลาดที่ทำด้วยใบไม้ ชื่อว่าเสนาสนะเป็นเครื่องลาด.
เสนาสนะซึ่งเป็นที่เปลี่ยนอิริยาบถของภิกษุทั้งหลายนี้ ชื่อว่า
เสนาสนะตามโอกาส.
เสนาสนะมี ๔ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. เสนาสนะทั้งหมดนั้น
ท่านสงเคราะห์ด้วยศัพท์ว่าเสนาสนะนั่นเทียว.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงเสนาสนะที่สมควรแก่ภิกษุผู้ไป

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 452 (เล่ม 11)

ใน ๔ ทิศ เหมือนนกนั้น ดังนี้ ตรัสพระพุทธพจน์มีอาทิว่า อรญฺญํ
รุกฺขมูลํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญํ ได้แก่ป่าที่อยู่นอกเขตเมือง ทั้งหมด
นี้ ชื่อว่าป่า ป่านี้สำหรับภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
เสนาสนะที่ทั้งอยู่ที่สุดชั่ว ๕๐๐ ธนู ชื่อว่าป่า ก็เสนาสนะป่านี้
สมควรแก่ภิกษุนี้ ด้วยประการฉะนี้. ลักษณะของป่านั้น กล่าวไว้แล้ว
ในธุดงคนิทเทสในวิสุทธิมรรค.
บทว่า รุกฺขมูลํ ได้แก่โคนไม้ที่สงัด มีร่มเงาสนิทแห่งใดแห่งหนึ่ง.
บทว่า ปพฺพตํ ได้แก่ศิลา. ก็เมื่อภิกษุใช้น้ำในบ่อน้ำ ณ ที่นั้น
แล้วนั่งที่เงาไม้ร่มเย็น เมื่อทิศต่าง ๆ ปรากฏ ลมเย็นพัดมา จิตย่อมมี
อารมณ์เป็นหนึ่ง.
ด้วยบทว่า กนฺทรํ ท่านเรียกน้ำว่า ประเทศแห่งภูเขาที่น้ำเซาะ น้ำ
ทำลาย ซึ่งท่านเรียกว่า นทีตุมพะบ้าง นทีกุญชะบ้าง. ก็ในที่นั้น มีทราย
เหมือนแผ่นเงิน. ป่าชัฏข้างบนเหมือนเพดานแก้วมณี. น้ำเช่นกับกอง
แก้วมณีไหลไป. เมื่อภิกษุลงซอกน้ำอย่างนี้ ดื่มน้ำแล้วทำร่างกายให้เย็น
ก่อทรายขึ้น ปูลาดผ้าบังสุกุล นั่งบำเพ็ญสมณธรรม จิตย่อมมีอารมณ์
เป็นหนึ่ง.
บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ช่องใหญ่ระหว่างภูเขา ๒ ลูก หรือช่อง
ใหญ่เหมือนอุโมงค์ภูเขาลูกหนึ่ง. ลักษณะของป่าช้า กล่าวแล้วในวิสุทธิ-
มรรค.
บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ที่เลยเขตบ้าน มิได้เป็นที่ไถที่หว่านของ
มนุษย์ทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า คำว่า วนปตฺถํ.

452