ในพระศาสนานี้. เพราะฉะนั้น กิเลสเกิดขึ้นในขณะเดิน จงข่มในขณะเดิน
นั่นเทียว กิเลสเกิดขึ้นในขณะยืน จงข่มในขณะยืนนั่นเทียว กิเลสเกิดขึ้น
ในขณะนั่ง จงข่มในขณะนั่งนั่นเทียว กิเลสเกิดขึ้นในขณะนอน จงข่มใน
ขณะนอนนั่นเทียว ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นทำข้อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ไป
ภิกขาจาร มีแผ่นหินในระหว่างทาง ครึ่งอุสภ ๑ อุสภ ครึ่งคาวุต และ
๑ คาวุต เดินมนสิการกรรมฐานด้วยสัญญานั้นเทียว. ถ้ากิเลสเกิดขึ้น
แก่ใคร ๆ ในขณะเดิน เธอย่อมข่มกิเลสนั้น ตรงนั้นแหละ เมื่อไม่
อาจจะข่มได้อย่างนั้น ต้องยืนอยู่. ครั้งนั้นภิกษุแม้ที่ตานมาข้างหลังภิกษุ
นั้น ก็ต้องยืนอยู่. ภิกษุนั้นเตือนตนเองว่า ภิกษุนี้รู้ว่าวิตกเกิดขึ้นแก่ท่าน
ท่านทำกรรมไม่สมควรแล้ว ดังนี้ เจริญวิปัสสนาแล้วก้าวลงสู่อริยภูมิได้
ในที่นั้นเอง. เมื่อไม่อาจจะข่มได้อย่างนั้น ก็นั่ง. ต่อมาภิกษุแม้ที่ตามมา
ข้างหลังภิกษุนั้น ก็ต้องนั่ง มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. แม้เมื่อไม่อาจจะ
ก้าวลงสู่อริยภูมิ ก็ข่มกิเลสนั้นไว้ เดินมนสิการกรรมฐานเรื่อยไป. ภิกษุ
นั้นจะไม่ย่างเท้าด้วยจิตที่ปราศจากกรรมฐาน. หากย่างเท้าไป ต้องถอย
กลับมายังที่เดิมอีก ดุจพระมหาปุสสเทวเถระผู้อยู่อาลินทกวิหาร.
ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่ ๑๙ ปี. แม้มนุษย์
ทั้งหลายได้เห็นท่านแล้ว คือ ผู้ที่กำลังไถนาบ้าง หว่านข้าวบ้าง นวดข้าว
บ้าง ทำการงานอยู่บ้างในระหว่างทาง เห็นพระเถระเดินอยู่อย่างนั้น จึง
สนทนากันว่า พระเถระรูปนี้เดินกลับไปกลับมาอยู่บ่อย ๆ ถ้าจะหลงทาง
หรือลืมของอะไร ๆ. พระเถระนั้นหาได้สนใจคำของคนเหล่านั้นไม่ กระ-
ทำสมณธรรมด้วยจิตที่ประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น ได้บรรลุพระอรหัต
ในพรรษา ๒๐.