ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 403 (เล่ม 11)

ที่เหลือลงรวมทั้งเทวดาทั้งหลาย.
บทว่า สมารกํ ได้แก่โลกที่เหลือลงรวมทั้งมาร.
บทว่า สพฺรหฺมกํ ได้แก่โลกที่เหลือลงร่วมทั้งพรหมทั้งหลาย.
โดยอธิบายอย่างนี้ เป็นอันผนวกสัตว์ที่เข้าถึงภพ ๓ ทั้งหมด ใน
บททั้ง ๓ ด้วยอาการ ๓. เมื่อจะถือเอาด้วยบททั้ง ๒ อีก จึงกล่าวว่า
สสฺสมณพฺรหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ ดังนี้ .
โดยอธิบายอย่างนี้ เป็นอันถือเอาสัตวโลกที่เป็นไตรธาตุนั่นเทียว
โดยอาการนั้น ๆ ด้วยบททั้ง ๕.
ก็ในคำว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ นี้ มีวินิจฉัยว่า
บทว่า สยํ ได้แก่เอง คือไม่มีผู้อื่นแนะนำ.
บทว่า อภิญฺญา ได้แก่ด้วยความรู้ยิ่ง อธิบายว่า รู้ด้วยญาณอันยิ่ง.
บทว่า สจฺฉิกตฺวา ได้แก่ทำให้ประจักษ์. ด้วยบทนี้ เป็นอัน
ปฏิเสธความคาดคะเนเป็นต้น.
บทว่า ปเวเทติ ได้แก่ให้รู้ ให้ทราบ คือ ประกาศให้ทราบ
กันทั่วไป.
ข้อว่า โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ ฯ เป ฯ ปริโยสานกลฺยาณํ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงอาศัยความเป็นผู้กรุณาใน
สัตว์ทั้งหลาย แม้ทรงละซึ่งความสุขเกิดแต่วิเวกแสดงธรรม และเมื่อทรง
แสดงธรรมนั้น น้อยก็ตาม มากก็ตาม ทรงแสดงชนิดมีความงามในเบื้องต้น
เป็นต้นทั้งนั้น. อธิบายว่า แม้ในเบื้องต้น ทรงแสดงทำให้งาม ไพเราะ
ไม่มีโทษเลย แม้ในท่ามกลาง แม้ในที่สุด ก็ทรงแสดงทำให้งาม ไพเราะ
ไม่มีโทษเลย.

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 404 (เล่ม 11)

ในข้อที่กล่าวมาแล้วนั้น เทศนามีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด.
ศาสนาก็มีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด. จะกล่าวเทศนาก่อน. ในคาถาแม้
มี ๔ บาท บาทแรกชื่อว่าเป็นเบื้องต้น. สองบาทต่อจากนั้นชื่อว่าเป็น
ท่ามกลาง. บาทเดียวในตอนท้ายชื่อว่าเป็นที่สุด.
พระสูตรที่มีอนุสนธิเดียว มีนิทานเป็นเบื้องต้น มีคำว่า อิทมโวจ
เป็นที่สุด คำระหว่างเบื้องต้นและที่สุดทั้ง ๒ เป็นท่ามกลาง.
พระสูตรที่มีอนุสนธิมาก มีอนุสนธิแรกเป็นเบื้องต้น มีอนุสนธิ
ในตอนท้ายเป็นที่สุด. อนุสนธิหนึ่ง หรือสอง หรือมากในท่ามกลาง เป็น
ท่ามกลางทั้งนั้น.
สำหรับศาสนา มีศีลสมาธิและวิปัสสนาชื่อว่าเป็นเบื้องต้น. สมจริง
ดังที่ตรัสไว้ว่า ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ? ศีลที่บริสุทธิ์
ดีและทิฏฐิที่ตรงเป็นเบื้องต้น.
ก็อริยมรรคที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทา
ที่ตถาคตตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วมีอยู่ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นท่ามกลาง.
ผลและนิพพานชื่อว่าเป็นที่สุด.
จริงอยู่ ผลท่านกล่าวว่าเป็นที่สุด ในประโยคนี้ว่า แน่ะพราหมณ์
เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ นั่นเป็นสาระ นั่นเป็น
ที่สุด ดังนี้.
นิพพานท่านกล่าวว่าเป็นที่สุด ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ
บุคคลอยู่จบพรหมจรรย์ซึ่งหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้อง
หน้า มีนิพพานเป็นที่สุด.
ในที่นี้ทรงประสงค์เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดแห่งเทศนา.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 405 (เล่ม 11)

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงแสดงศีลใน
เบื้องต้น ทรงแสดงมรรคในท่ามกลาง ทรงแสดงนิพพานในที่สุด.
ฉะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรง
แสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ดังนี้.
เพราะฉะนั้น ธรรมกถึกแม้อื่น เมื่อแสดงธรรม
พึงแสดงศีลในเบื้องต้น แสดงมรรคในท่ามกลาง
และแสดงนิพพานในที่สุด นี้เป็นหลักของธรรมกถึก.
บทว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ ความว่า ก็ผู้ใดมีเทศนาเกี่ยวด้วย
การพรรณนาถึงข้าวยาคูและภัตรหญิงและชายเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าแสดง
เทศนาพร้อมทั้งอรรถก็หาไม่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงละการแสดง
อย่างนั้น ทรงแสดงเทศนาเกี่ยวด้วยสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น. ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ทรงแสดงพร้อมทั้งอรรถ ดังนี้.
ก็เทศนาของผู้ใดประกอบด้วยพยัญชนะเดียวเป็นต้น หรือมีพยัญชนะ
หุบปากทั้งหมด หรือมีพยัญชนะเปิดปากทั้งหมด และมีกดปากทั้งหมด
เทศนาของผู้นั้นย่อมเป็นเทศนาชื่อว่าไม่มีพยัญชนะ เพราะพยัญชนะไม่
บริบูรณ์ ดุจภาษาของพวกมิลักขะ มีเผ่าทมิฬะ เผ่ากิราตะ และเผ่ายวนะ
เป็นต้น.
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงทำพยัญชนะ ๑๐ อย่างที่กล่าวไว้
อย่างนี้ว่า สิถิล ธนิต ทีฆะ รัสสะ ลหุ ครุ นิคคหิต สัมพันธ์ วิมุต
และประเภทแห่งความขยายของพยัญชนะ ดังนี้ไม่ให้ปะปนกัน ทรงแสดง
ธรรมทำพยัญชนะนั่นแลให้บริบูรณ์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทรงแสดง
ธรรมพร้อมทั้งพยัญชนะ ดังนี้.

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 406 (เล่ม 11)

บทว่า เกวลํ ในบทว่า เกวลปริปุณฺณํ นี้เป็นคำเรียกความสิ้นเชิง.
บทว่า ปริปุณฺณํ เป็นคำเรียกความไม่ขาดไม่เกิน. อธิบายว่า ทรง
แสดงบริบูรณ์ทั้งสิ้นทีเดียว แม้เทศนาส่วนหนึ่งที่ไม่บริบูรณ์ก็ไม่มี.
บัณฑิตพึงทราบว่า บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะไม่มีคำที่จะพึงเพิ่มเข้า
และตัดออก.
บทว่า ปริสุทฺธํ ได้แก่ไม่มีความเศร้าหมอง.
ก็ผู้ใดแสดงธรรมด้วยคิดว่า เราจักได้ลาภหรือสักการะเพราะอาศัย
ธรรมเทศนาน เทศนาของผู้นั้นย่อมไม่บริสุทธิ์. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
มิได้ทรงเพ่งโลกามิส มีพระหทัยอ่อนโยนด้วยเมตตาภาวนาซึ่งแผ่ประโยชน์
ทรงแสดงด้วยจิตที่ดำรงอยู่โดยสภาพคือการยกระดับให้สูงขึ้น. ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่าทรงแสดงธรรมบริสุทธิ์.
ก็ในคำว่า พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ นี้ ศัพท์ว่า พฺรหฺมจริย นี้ ปรากฏ
ในอรรถเหล่านี้ คือ ทาน เวยยาวัจจะ ศีลสิกขาบท ๕ อัปปมัญญา
เมถุนวิรัติ สทารสันโดษ วิริยะ องค์อุโบสถ อริยมรรค ศาสนา.
จริงอยู่ ทาน ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในปุณณกชาดกนี้ว่า
ก็อะไรเป็นพรต อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็น
วิบากของกรรมอะไรที่สั่งสมดีแล้ว ความสำเร็จ
ความรุ่งเรื่อง กำลัง การเข้าถึงความเพียร และ
วิมานใหญ่ของท่านนี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร ท่านผู้
ประเสริฐ ข้าพเจ้าและภริยาทั้ง ๒ เมื่ออยู่ในมนุษย-
โลก ได้เป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี เรื่องของเรา
ในกาลนั้นได้เป็นโรงดื่ม และสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 407 (เล่ม 11)

ก็อิ่มหนำ ก็ทานนั้นเป็นพรต เป็นพรหมจรรย์ของเรา
นี้เป็นวิบากแห่งทานที่สั่งสมดีแล้ว ความสำเร็จ
ความรุ่งเรื่อง กำลัง การเข้าถึงความเพียรและวิมาน
ใหญ่ของเรา นี้เป็นผลแห่งทานที่สั่งสมดีแล้ว ท่านผู้
แกล้วกล้า.
เวยยาวัจจะ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ฝนเรื่องอังกุรเปรตนี้ว่า
ฝ่ามือของท่านให้สิ่งที่น่าใคร่ด้วยพรหมจรรย์อะไร
ฝ่ามือของท่านหลั่งมธุรสด้วยพรหมจรรย์อะไร บุญ
สำเร็จในฝ่ามือของท่านด้วยพรหมจรรย์อะไร ฝ่ามือ
ของข้าพเจ้าให้สิ่งที่น่าใคร่ด้วยพรหมจรรย์นั้น ฝ่ามือ
ของข้าพเจ้าหลั่งมธุรสด้วยพรหมจรรย์นั้น บุญสำเร็จ
ในฝ่ามือของข้าพเจ้าด้วยพรหมจรรย์นั้น.
ศีลสิกขาบท ๕ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในติตติชาดกนี้ว่า
อิทํ โข ตํ ภิกฺขเว ติตฺติริยํ นาม พฺรหฺมจริยํ อโหสิ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ศีล ๕ นั้นแล ชื่อว่าติตติริยพรหมจรรย์.
อัปปมัญูญา ๔ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตร
นี้ว่า ตํ โข ปน ปญฺจสิข พฺรหฺมจริยํ เนว นิพฺพิทาย น วิราคาย
น นิไรธาย ยาเทว พฺรหฺมโลกุปปตฺติยา ดูก่อนปัญจสิขเทพบุตร
ก็พรหมจรรย์นั้นแล ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา ไม่เป็นไปเพื่อวิราคะ ไม่
เป็นไปเพื่อนิโรธ เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น.
เมถุนวิรัติ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในสัลเลขสูตรนี้ว่า ปเร
อพฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ พฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสาม คนเหล่า

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 408 (เล่ม 11)

อื่นจักเป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เราทั้งหลายในที่นี้จักเป็นผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์.
สทารสันโดษ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในมหาธรรมปาลชาดกว่า
เราทั้งหลายไม่นอกใจภริยาทั้งหลาย และภริยาทั้งหลาย
ก็ไม่นอกใจพวกเรา เว้นภริยาเหล่านั้น พวกเรา
ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุนั้นแหละ พวกเรา
จึงไม่ตายแต่หนุ่ม ๆ.
ความเพียร ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในโลมหังสนสูตรว่า อภิชานามิ
โข ปนาหํ สารีปุตฺต จตุรงฺคสมนฺนาคตํ พฺรหฺมจริยํ จริตา ตปสฺสี สุทํ
โหมิ ดูก่อนสารีบุตร เรานี่แหละรู้ชัดซึ่งความประพฤติพรหมจรรย์อัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ เรานี่แหละเป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส.
อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ทำด้วยอำนาจการฝึกตน ท่านกล่าว
ว่า พรหมจรรย์ ในนิมิชาดกอย่างนี้ว่า
บุคคลเกิดเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิด
เป็นเทวดาด้วยพรหมจรรย์อย่างกลาง และย่อม
บริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงสุด.
อริยมรรค ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตรนั่นแล
ว่า อิทํ โข ปน ปญฺจสิข พฺรหฺมจริยํ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย
ฯ เป ฯ อยเมว อริโย อฏฺฐงคิโก มคฺโค ดูก่อนปัญจสิขเทพบุตร
ก็พรหมจรรย์นี้แล เป็นไปเพื่อนิพพิทาโดยส่วนเดียว เป็นไปเพื่อวิราคะ
เป็นไปเพื่อนิโรธ..... พรหมจรรย์นี้คือมรรคมีองค์ ๘ ที่ห่างไกลจากข้าศึก
คือกิเลสนี้แหละ.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 409 (เล่ม 11)

ศาสนาทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ ท่านกล่าวว่า พรหม
จรรย์ ในปาสาทิกสูตรว่า ตยิทํ พฺรหฺมจริยํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ
วิตฺถาริกํ พาหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาวเทว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิตํ
พรหมจรรย์นี้นั้นสมบูรณ์ มั่งคั่ง แพร่หลาย คนโดยมากเข้าใจ มั่นคง
เพียงที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้ว เท่านั้น.
ก็ศาสนาทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ นี้แหละท่านประสงค์ว่า
พรหมจรรย์ในที่นี้ . เพราะฉะนั้น พึงทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า บทว่า
พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงธรรม
งามในเบื้องต้น....... บริสุทธิ์. และเมื่อทรงแสดงอย่างนี้ ทรงประกาศ
พรหมจรรย์ คือศาสนาทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ มีอธิบายว่า ความประพฤติเป็นพรหม ด้วย
อรรถว่า ประเสริฐที่สุด หรือความประพฤติของพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้เป็น
พรหม.
บทว่า ตํ ธมฺมํ ความว่า ฟังธรรมที่ถึงพร้อมด้วยประการดังกล่าว
แล้วนั้น.
บทว่า คหปติ วา ความว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงชี้คฤหบดีก่อน. เพราะจะกำจัดมานะอย่างหนึ่ง เพราะคฤหบดีมีจำนวน
สูงอย่างหนึ่ง.
จริงอยู่ โดยมากพวกที่ออกจากขัตติยตระกูลบวช ย่อมถือตัวเพราะ
อาศัยชาติ. พวกที่ออกจากตระกูลพราหมณ์บวช ย่อมถือตัวเพราะอาศัย
มนต์. พวกที่ออกจากตระกูลต่ำบวช ไม่อาจที่จะดำรงอยู่ได้เพราะตนมี
ชาติแตกต่างจากเขา. ส่วนพวกเด็กคฤหบดี ไถพื้นที่ไร่นา จนเหงื่อไหล

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 410 (เล่ม 11)

รักแร้ ขี้เกลือขึ้นหลัง ย่อมกำจัดความถือตัวและเย่อหยิ่งเสียได้. เพราะ
ไม่มีความถือตัวเช่นนั้น เขาเหล่านั้นบวชแล้ว ไม่ทำความถือตัวหรือความ
เย่อหยิ่ง เรียนพระพุทธพจน์ตามกำลัง กระทำพระพุทธพจน์นั้นด้วย
วิปัสสนา ย่อมอาจที่จะดำรงอยู่ในความเป็นพระอรหันต์ได้. ส่วนผู้ที่ออก
จากตระกูลนอกนี้บวช มีไม่มาก. แต่ที่เป็นคฤหบดี มีมาก. ดังนั้น จึง
ชี้คฤหบดีก่อน เพราะจะกำจัดมานะ และเพราะมีจำนวนสูง ดังนี้
บทว่า อญฺญตรสฺมึ วา ความว่า ในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
บรรดาตระกูลนอกนี้.
บทว่า ปจฺจาชาโต ได้แก่เกิดเฉพาะ.
บทว่า ตถาคเต สทฺธํ ปฏิลภติ ความว่า ฟังธรรมบริสุทธิ์
ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตผู้เป็นธรรมสามี ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
องค์นั้น เป็นสัมมาสัมพุทธะหนอ.
บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ได้แก่ย่อมพิจารณาอย่างนี้.
บทว่า สมฺพาโธ ฆราวาโส ความว่า แม้ถ้าว่าผัวเมียอยู่ใน
เรือน ๖๐ ศอก หรือแม้ในที่ระหว่างร้อยโยชน์แม้อย่างนั้น การครองเรือน
ก็คับแคบอยู่นั้นเอง เพราะอรรถว่า เขาเหล่านั้นมีกังวลห่วงใย.
บทว่า รชาปโถ ในมหาอรรถกถาแก้ว่า ที่เป็นที่ตั้งขึ้นแห่งธุลีมี
ราคะเป็นต้น . บางท่านกล่าวว่า อาคมปโถ ทางเป็นที่มา ดังนี้ก็มี.
ชื่อว่า อพฺโภกาโส ด้วยอรรถว่า เป็นเหมือนกลางแจ้ง เพราะ
อรรถว่า ไม่ติดขัด.
จริงอยู่ บรรพชิตแม้อยู่ในที่ปกปิดมีเรือนยอดปราสาทแก้วและเทพ
วิมานเป็นต้น ซึ่งมีประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ก็ไม่เกี่ยวไม่ต้อง ไม่พัวพัน.

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 411 (เล่ม 11)

ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา ดังนี้ .
อีกอย่างหนึ่ง ฆราวาสชื่อว่าคับแคบ เพราะไม่มีโอกาสทำกุศล ชื่อ
ว่าเป็นทางมาแห่งธุลี เพราะเป็นที่ประชุมแห่งธุลีคือกิเกส ดุจกองหยากเยื่อ
ที่ไม่ได้รักษา เป็นที่รวมแห่งธุลีฉะนั้น. บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง
เพราะมีโอกาสทำกุศลตามสบาย.
ในพระบาลีนี้ว่า นยิทํ สุกรํ ฯ เป ฯ ปพฺพเชยฺยํ ดังนี้ มี
สังเขปกถาดังต่อไปนี้ :
พรหมจรรย์คือสิกขา ๓ ที่แสดงแล้ว ชื่อว่าพึงประพฤติให้บริบูรณ์
โดยส่วนเดียว เพราะไม่ทำให้ขาดแม้วันเดียว ยังจริมกจิตให้เอิบอิ่มได้.
ชื่อว่าพึงประพฤติให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เพราะไม่ทำให้แปดเปื้อนด้วย
มลทินคือกิเลสแม้วันเดียว ยังจริมกจิตให้เอิบอิ่มได้.
บทว่า สงฺขลิขิตํ ความว่า พึงประพฤติให้เหมือนสังข์ที่ขัดแล้ว คือ
ให้มีส่วนเปรียบด้วยสังข์ที่ล้างแล้ว.
ก็พรหมจรรย์นี้อันผู้อยู่ครองเรือนอยู่ในท่ามกลางแห่งเรือนจะ
ประพฤติให้บริบูรณ์บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้า
กระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะที่สมควรแก่ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาดและมีสีเหลือง ออกจากเรือนบวชเป็น
ผู้ไม่มีเรือน. แลในข้อนี้ เพราะการงานมีกสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้น
ที่เป็นประโยชน์แก่เรือน เรียกว่า การครองเรือน และการครองเรือน
นั้นไม่มีในบรรพชา ฉะนั้น บรรพชาพึงทราบว่า ไม่ใช่การครองเรือน
พรหมจรรย์นั้น ไม่ใช่การครองเรือน.
บทว่า ปพฺพเชยฺยํ ได้แก่พึงปฏิบัติ.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 412 (เล่ม 11)

บทว่า อปฺปํ วา ความว่า กองโภคะต่ำกว่าจำนวนพัน ชื่อว่า
น้อย. ตั้งแต่พันหนึ่งขึ้นไป ชื่อว่ามาก.
ญาตินั่นแหละ ชื่อว่าเครือญาติ เพราะอรรถว่าเกี่ยวพัน. เครือญาติ
แม้นั้นต่ำกว่า ๒๐ ชื่อว่าน้อย. ตั้งแต่ ๒๐ ขึ้นไป ชื่อว่ามาก.
บทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต ได้แก่ประกอบด้วยความสำรวมใน
ปาติโมกข์.
บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ได้แก่ถึงพร้อมด้วยอาจาระและ
โคจร.
บทว่า อณุมตฺเตสุ คือมีประมาณน้อย.
บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ภยทสฺสาวี คือเห็นภัย.
บทว่า สมาทาย ได้แก่ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า สมาทานศึกษาสิกขาบท
นั้น ๆ ในสิกขาบททั้งหลาย.
นี้เป็นความย่อในข้อนี้ ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิ-
มรรค.
ในพระบาลีว่า กายกมฺมวจีกมฺเมน สมนฺนาคโต กุสเลน
ปริสุทฺธาชีโว นี้ ความว่า ก็เมื่อกายกรรมและวจีกรรมที่เป็นกุศล พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาด้วยศัพท์ว่าอาจารโคจรแล้วก็ตาม เพราะชื่อว่า
อาชีวปาริสุทธิศีลนี้ ย่อมไม่เกิดในอากาศหรือที่ยอดไม้เป็นต้น แต่เกิด
ขึ้นในกายทวารและวจีทวารเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ประกอบด้วย
กายกรรมและวจีกรรมอันเป็นกุศล เพื่อแสดงทวารที่เกิดของอาชีวปาริ-

412