ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 383 (เล่ม 11)

เหลือง.
ครูมักขลิโคสาล ทำผู้ให้ปัจจัยแก่ตนให้เป็นผู้เจริญที่สุดกว่านิครนถ์
ทั้งหลายอย่างนี้. เขาเรียกอาชีวกชายและอาชีวกหญิง ว่า อภิชาติขาว.
ได้ยินว่า พวกอภิชาติขาวเหล่านั้นขาวกว่า ๔ พวกข้างต้น. ท่านกล่าวว่า
นันทะ วัจฉะ กีสะ สังกิจจะ ท่านมักขลิโคสาลเป็นอภิชาติขาวยิ่ง
ได้ยินว่า ท่านเหล่านั้นขาวกว่าท่านอื่น ๆ ทั้งหมด.
บทว่า อฏฺฐ ปุริสภูมิโย ความว่า ครูมักขลิโคสาลกล่าวว่า ภูมิ
๘ เหล่านี้คือ มันทภูมิ ขิฑฑาภูมิ ปทวีมังสภูมิ อุชุคตภูมิ เสขภูมิ สมณภูมิ
ชินภูมิ ปันนภูมิ เป็นปุริสภูมิ.
ในภูมิ ๘ นั้น ตั้งแต่วันตลอดมาใน ๗ วัน สัตว์ทั้งหลายยังมึนงง
อยู่ เพราะออกมาจากที่คับแคบ ครูมักขลิโคสาลเรียกคนภูมินี้ว่า มันท-
ภูมิ.
ส่วนผู้ที่มาจากทุคคติย่อมร้องไห้ส่งเสียงอยู่เนือง ๆ ผู้ที่มาจากสุคติ
ระลึกถึงสุคตินั้นเสมอ ย่อมหัวเราะ นี้ชื่อว่า ขิฑฑาภูมิ.
เด็กที่จับมือหรือเท้าของมารดาบิดา หรือจับเตียงหรือตั่ง แกว่งเท้า
บนพื้น ชื่อว่า ปทวีมังสกูมิ.
เด็กในเวลาที่สามารถเดินได้ ชื่อว่า อุชุคตภูมิ.
ในเวลาศึกษาศิลปะทั้งหลาย ชื่อว่า เสขภูมิ.
ในเวลาออกจากเรือนบวช ชื่อว่า สมณภูมิ.
ในเวลาที่คบหาอาจารย์แล้วรู้วิชา ชื่อว่า ชินภูมิ.
สมณะผู้ไม่มีรายได้ เรียกว่า ปันนภูมิ ดังที่กล่าวไว้ว่า ภิกษุก็ดี
พวกปันนกะหรือชินะก็ดี ไม่กล่าวขออะไร ๆ.

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 384 (เล่ม 11)

บทว่า เอกูนปญฺญาส อาชีวกสเต ได้แก่ความประพฤติของอาชีวก
๔,๙๐๐.
บทว่า ปริพฺพาชกสเต ได้แก่ปริพาชกที่บรรพชา ๑๐๐ พวก.
บทว่า นาควาสสเต ได้แก่มณฑลของนาค ๑๐๐ มณฑล.
บทว่า วีเส อินฺทฺริยสเต ได้แก่อินทรีย์ ๒,๐๐๐.
บทว่า ตึเส นิริยสเต ได้แก่นรก ๓,๐๐๐.
ด้วยบทว่า รโชธาตุโย ท่านกล่าวหมายเอาฐานที่เปรอะเปื้อนธุลี
มีหลังมือหลังเท้าเป็นต้น.
ด้วยบทว่า สตฺตสญฺญีคพฺภา ท่านกล่าวหมายเอา อูฐ โค ลา
แพะ สัตว์เลี้ยง เนื้อ กระบือ.
ด้วยบทว่า คตฺตอสญฺญีคพฺภา ท่านกล่าวหมายเอาข้าวสาลี ข้าว
เปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้.
ด้วยบทว่า นิคฺคณฺฐิคพฺภา ท่านกล่าวหมายเอาพืชที่มีท้องเกิดที่ข้อ
มีอ้อย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ เป็นต้น.
ด้วยบทว่า สตฺตเทวา ท่านกล่าวว่า เทวดาจำนวนมาก. แต่ครู
มักขลิโคสาลเรียกว่า สัตว์. แม้มนุษย์ทั้งหลายที่ไม่มีที่สุด ครูมักขลิ-
โคสาลก็เรียกว่า สัตว์.
ด้วยบทว่า สตฺตปิสาจา ครูมักขลิโคสาลกล่าวว่า พวกสัตว์ใหญ่ ๆ
ชื่อว่าปีศาจ.
ด้วยบทว่า สรา ได้แก่สระใหญ่. ครูมักขลิโคสาลกล่าวระบุสระ
ชื่อกัณณมุณฑกะ สระชื่อรถการะ สระชื่ออโนตัตตะ สระชื่อสีห-
ปปาตะ สระชื่อฉัททันต์ สระชื่อมันทากินี และสระชื่อกุณาละ.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 385 (เล่ม 11)

บทว่า ปวุฏา ได้แก่ปล่อง.
บทว่า ปปาตา ได้แก่เหวใหญ่.
บทว่า ปปาตสตานิ ได้แก่เหวเล็ก ๑๐๐ เหว.
บทว่า สุปินา ได้แก่ฝันใหญ่.
บทว่า สุปินสตานิ ได้แก่ฝันเล็ก ๑๐๐ ฝัน.
บทว่า มหากปฺปิโน ได้แก่มหากัป.
ในบทว่า มหากปฺปิโน นั้น ครูมักขลิโคสาลกล่าวว่า ทุกๆ ร้อย
ปี คนนำน้ำหยาดหนึ่งไปจากสระใหญ่ประมาณเท่านี้ ด้วยปลายหญ้าคา
ทำสระน้ำนั้นให้ไม่มีน้ำ ๗ ครั้ง เป็นมหากัปหนึ่ง. มหากัปเห็นปานนี้สิ้น
ไป ๘ ล้าน ๘ แสนครั้ง ทั้งคนโง่ทั้งคนฉลาดย่อมสิ้นทุกข์ได้. นี้เป็น
ลัทธิของครูมักขลิโคสาล.
ได้ยินว่า แม้บัณฑิตก็ไม่อาจบริสุทธิ์ ในระหว่างได้. แม้คนพาล
ก็ไม่เลยกาลนานนั้นไปได้.
บทว่า สีเลน ได้แก่ด้วยศีลอเจลกหรือศีลอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า วตฺเตน ได้แก่ด้วยวัตรเช่นนั้นแหละ.
บทว่า ตเปน ได้แก่ด้วยการบำเพ็ญตบะ.
ผู้ใดบริสุทธิ์กลางคันด้วยสำคัญว่า เราเป็นบัณฑิต ผู้นั้นชื่อว่าบ่ม
สิ่งซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะสุกได้.
ผู้ใดล่วงเลยเวลาที่กะไว้ว่าเรายังโง่ไป ผู้นั้นชื่อว่าสัมผัสถูกต้องกรรม
ที่อำนวยผลแล้วทำให้สิ้นสุดได้.
บทว่า เหวํ นตฺถิ ได้แก่ไม่มีอย่างนี้. ด้วยว่า ครูมักขลิโคสาล
ย่อมแสดงทั้ง ๒ อย่างนั้นว่าไม่อาจการทำได้.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 386 (เล่ม 11)

บทว่า โทณมิเต ได้แก่เหมือนดวงด้วยทะนาน.
บทว่า สุขทุกฺเข ได้แก่สุขและทุกข์.
บทว่า ปริยนฺตกเต ได้แก่ทำที่สุดตามกาลมีประมาณดังกล่าวแล้ว.
บทว่า นตฺถิ หานวฑฺฒเน ได้แก่ไม่มีความเสื่อมและความเจริญ.
อธิบายว่า สังสารวัฏมิได้เสื่อมสำหรับบัณฑิต มิได้เจริญสำหรับคนพาล.
บทว่า อุกฺกํสาวกฺกํเส ได้แก่ทั้งสูงทั้งต่ำ บทนี้เป็นไวพจน์ของ
ความเสื่อมและความเจริญ.
บัดนี้ เมื่อจะยังความนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา ครูมักขลิโคสาลจึง
กล่าวว่า เสยฺยถาปิ นาม เป็นต้น.
ในพระบาลีนั้น บทว่า สุตฺตคุเล ได้แก่กลุ่มด้ายที่เขาม้วนไว้.
ด้วยบทว่า นิพฺเพฐิยมานเมว ปเลติ ครูมักขลิโคสาลแสดงว่า
เลยกาลที่กล่าวแล้ว ไม่มีใครจะไปได้ อุปมาเหมือนคนยืนบนภูเขาหรือ
ยอดไม้ ซัดกลุ่มด้ายให้คลี่ออกไปตามประมาณของด้าย เมื่อด้ายหมดแล้ว
ด้ายก็หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ไปอีกฉะนั้น.
ในวาทะของครูอชิตเกสกัมพล มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ด้วยคำว่า นตฺถิ ทินฺนํ นั้น ครูอชิตเกสกัมพล กล่าวหมายเอา
ความไร้ผลของทานที่ให้แล้ว.
การบูชาให้ เรียกว่า ยิฏฐะ.
บทว่า หุตํ ประสงค์เอาสักการะอย่างเพียงพอ.
ทั้ง ๒ ข้อนั้น ครูอชิตเกสกัมพลปฏิเสธไปถึงความไร้ผลทีเดียว.
บทว่า สุกตทุกฺกฏานํ ความว่า กรรมที่ทำดีทำชั่ว ได้แก่กุศล
และอกุศล.

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 387 (เล่ม 11)

ด้วยบทว่า ผลํ วิปาโก ครูอชิตเกสกัมพลกล่าวว่า สิ่งใดที่เรียก
กันว่า ผล ก็ดี ว่า วิบาก ก็ดี สิ่งนั้นไม่มี.
บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก ความว่า โลกนี้ไม่มีสำหรับคนที่อยู่โลกอื่น.
บทว่า นตฺถิ ปรโลโก ความว่า โลกอื่นไม่มีแม้สำหรับคนที่อยู่
โลกนี้.
ครูอชิตเกสกัมพลแสดงว่า สัตว์ทุกจำพวกย่อมขาดสูญในภพนั้น ๆ
นั่นแหละ.
ด้วยบทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา ครูอชิตเกสกัมพลกล่าวหมาย
ถึงความไร้ผลแห่งการปฏิบัติชอบ และการปฏิบัติผิดในมารดาบิดาเหล่า
นั้น.
ด้วยบทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา ครูอชิตเกสกัมพล กล่าวว่า
ชื่อว่าสัตว์ที่จุติแล้วอุบัติ ไม่มี.
บทว่า จาตุมฺมหาภูติโก ได้แก่สำเร็จแต่มหาภูตรูป ๔.
บทว่า ปฐวี ปฐวีกายํ ได้แก่ปฐวีธาตุที่เป็นภายในติดตามปฐวีธาตุ
ที่เป็นภายนอก.
บทว่า อนุเปติ แปลว่า ติดตาม.
บทว่า อนุปคจฺฉติ เป็นไวพจน์ของบทว่า อนุเปติ นั่นเอง ความ
ว่า อนุคจฺฉติ ดังนี้ก็มี.
ด้วยบททั้ง ๒ ครูอชิตเกสกัมพลแสดงว่า อุเปติ อุปคจฺฉติ.
แม้ใน อาโปธาตุ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อินฺทฺริยานิ ได้แก่อินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ ย่อมเลื่อน
ลอยไปสู่อากาศ.

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 388 (เล่ม 11)

บทว่า อาสนฺทิปญฺจมา ได้แก่มีเตียงนอนเป็นที่ ๕. อธิบายว่า
เตียงและบุรุษ ๔ คนที่ยืนถือขาเตียงทั้ง ๔.
บทว่า ยาวาฬาหนา ได้แก่แค่ป่าช้า.
บทว่า ปทานิ ได้แก่บทแสดงคุณและโทษที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้น
ว่า ผู้นี้เป็นผู้มีศีลอย่างนี้ เป็นผู้ทุศีลอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง สรีระนั่นเอง
ท่านประสงค์เอาว่า ปทานิ ในบทว่า ปทานิ นี้.
บทว่า กาโปตกานิ ได้แก่เท้าเตียงสีเหมือนนกพิราบ. อธิบายว่า
มีสีเหมือนปีกนกพิราบ.
บทว่า ภสฺสนฺตา ได้แก่มีเถ้าเป็นที่สุด.
อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า หุติโย ได้แก่ทานที่บุคคลให้แล้ว ต่างโดยของต้อนรับ
แขก เป็นต้นอันใด ทานนั้นทั้งหมดย่อมมีเถ้าเป็นที่สุดเท่านั้น ไม่ให้ผล
เกินไปกว่านั้น.
บทว่า ทตฺตุปญฺญตฺตํ ได้แก่ทานอันคนเซอะ คือมนุษย์โง่ ๆ
บัญญัติไว้. อธิบายว่า ทานนี้อันคนโง่คือคนไม่มีความรู้บัญญัติไว้ มิใช่
บัณฑิตบัญญัติ ครูอชิตเกสกัมพลแสดงว่า คนโง่ให้ทาน คนฉลาดรับ
ทาน.
บรรดาครูทั้ง ๖ นั้น ปูรณะชี้แจงว่า เมื่อทำบาปก็ไม่เป็นอันทำ
ชื่อว่า ย่อมปฏิเสธกรรม.
อชิตะชี้แจงว่า เพราะกายแตก สัตว์ย่อมขาดสูญ ชื่อว่า ปฏิเสธ
วิบาก.
มักขลิชี้แจงว่า ไม่มีเหตุ ชื่อว่า ปฏิเสธทั้งกรรมและวิบากทั้ง ๒.

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 389 (เล่ม 11)

ในข้อนั้น แม้เมื่อปฏิเสธกรรม ก็ชื่อว่าปฏิเสธวิบากด้วย. แม้เมื่อ
ปฏิเสธวิบาก ก็ชื่อว่าปฏิเสธกรรมด้วย. ดังนั้นเจ้าลัทธิแม้ทั้งหมดนั้น ว่า
โดยอรรถ ก็คือปฏิเสธทั้งกรรมและวิบากของกรรมทั้ง ๒ ย่อมเป็น
อเหตุกวาทะด้วย เป็นอกิริยวาทะด้วย เป็นนัตถิกวาทะด้วย.
ก็บุคคลเหล่าใดถือลัทธิของเจ้าลัทธิเหล่านั้น นั่งสาธยายพิจารณา
ในที่พักกลางคืนในที่พักกลางวัน บุคคลเหล่านั้นย่อมมีมิจฉาสติจดจ่ออยู่
ในอารมณ์นั้นว่า ทำบาปไม่เป็นอันทำ เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี สัตว์ตาย
แล้วขาดสูญ ดังนี้ ย่อมมีจิตแน่วแน่ ชวนะทั้งหลายย่อมแล่นไป ในปฐม-
ชวนะ ยังพอเยียวยาได้. ในชวนะที่ ๒ เป็นต้นก็เช่นกัน. ครั้นแน่วแน่
ในชวนะที่ ๗ แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ทรงเยียวยาไม่ได้ มีอันไม่กลับ
เป็นธรรมดา เช่นสามเณรอริฏฐะ และ ภิกษุกัณฏกะ.
ในนิยตมิจฉาทิฏฐิทั้ง ๓ นั้น บางคนดิ่งลงสู่ทัศนะเดียว บางคน
๒ ทัศนะ บางคน ๓ ทัศนะก็มี เมื่อดิ่งลงไปในทัศนะเดียวก็ดี ใน ๒
๓ ทัศนะก็ดี ย่อมเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ ห้ามทางสวรรค์และห้ามทาง
นิพพาน ไม่ควรไปสวรรค์แม้ในภพที่ติดต่อกันนั้น จะกล่าวไปไยถึง
นิพพานเล่า สัตว์นี้ชื่อว่าเป็นตอวัฏฏะ เป็นผู้เฝ้าแผ่นดิน โดยมากคนมี
ทิฏฐิเห็นปานนี้ ออกจากภพไม่ได้.
เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เห็นประจักษ์หวังความเจริญ
พึงเว้นอกัลยาณปุถุชนให้ห่างไกล เหมือนคนเว้นห่าง
งูมีพิษร้ายฉะนั้น.
ในวาทะของครูปกุทธกัจจายนะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า อกฏา แปลว่า ไม่มีใครทำ.

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 390 (เล่ม 11)

บทว่า อกฏวิธา แปลว่า ไม่มีวิธีที่ใครทำไว้. อธิบายว่า ถึงจะให้
ใคร ๆ ทำว่า จงทำอย่างนี้ ก็ไม่เป็นอันทำ.
บทว่า อนิมฺมิตา ได้แก่ไม่มีใครเนรมิตแม้ด้วยฤทธิ์.
บทว่า อนิมฺมาตา ได้แก่ไม่มีใครให้เนรมิต.
อาจารย์บางพวกกล่าวบทว่า อนิมฺมาเปตพฺพา บทนั้นไม่ปรากฏ
ในบาลีและในอรรถกถา.
๓ บทมีบทว่า วญฺฌา เป็นต้น มีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
บทว่า น อิญฺชนฺติ ความว่า ไม่หวั่นไหว เพราะตั้งมั่นเหมือน
เสาระเนียด.
บทว่า น วิปริณมนติ ได้แก่ไม่ละปรกติ.
บทว่า น อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺติ ได้แก่ไม่กระทบกันและกัน.
บทว่า นาลํ ได้แก่ไม่สามารถ.
ในบทว่า ปฐวีกาโย เป็นต้น กองดินหรือดินรวมกัน ก็คือดิน
นั่งเอง.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่นกายซึ่งมีชีวะเป็นที่ ๗ เหล่านั้น.
บทว่า สตฺตนฺนํเยว กายานํ ความว่า ศัสตราย่อมเข้าไปตามระหว่าง
คือช่องซอกของกายทั้ง ๗ เหมือนอย่างศัสตราที่ฟันลงไปในกองถั่วเขียว
เป็นต้น ย่อมเข้าไปตามระหว่างถั่วเขียวเป็นต้นฉะนั้น. ครูปกุทธกัจจายนะ
แสดงว่า ในสัตวนิกายนั้น มีเพียงสัญญาว่าเราจะปลงสัตว์นี้จากชีวิตอย่าง
เดียวเท่านั้น (หาใช่เป็นการปลงชีวิตไม่ ).
ในวาทะของนิครนถนาฏบุตร มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า จาตุยามสํวรสํวุโต ความว่า สำรวมทั้ง ๔ ด้าน.

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 391 (เล่ม 11)

บทว่า สพฺพวาริวาริโต จ ความว่า เป็นผู้ห้ามน้ำทั้งปวง. อธิบาย
ว่า เป็นผู้ห้ามน้ำเย็นทั้งหมด.
ได้ยินว่า ครูนิครนถนาฏบุตรนั้น เข้าใจว่าน้ำเย็นมีสัตว์มีชีวิต
ฉะนั้น จึงไม่ใช้น้ำเย็นนั้น.
บทว่า สพฺพวาริยุตโต ได้แก่ประกอบด้วยเครื่องกั้นบาปทั้งปวง.
บทว่า สพฺพวาริธุโต ได้แก่กำจัดบาปด้วยเครื่องกั้นบาปทั้งปวง.
บทว่า สพฺพวาริผุฏฺโฐ ได้แก่อันเครื่องกันบาปทั้งปวงต้องแล้ว.
บทว่า คตตฺโต ได้แก่มีจิตถึงที่สุด.
บทว่า ยตตฺโต ได้แก่มีจิตสำรวมแล้ว.
บทว่า  ิตตฺโต ได้แก่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว.
ในวาทะของครูนิครนถนาฏบุตรนี้ มีบางอย่างที่เข้ากันกับศาสนา
ได้บ้าง. แต่เพราะเป็นลัทธิไม่บริสุทธิ์ จึงเกิดเป็นทิฏฐิทั้งหมดเลย.
วาทะของครูสญชัยเวลัฏฐบุตร มีนัยดังกล่าวแล้วในอมราวิกเขป-
วาทะ (ในพรหมชาลสูตร) นั่นแล.
บทว่า โสหํ ภนฺเต เป็นต้น ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อม
ฉันไม่ได้สาระในวาทะของเดียรถีย์ทั้งหลาย เหมือนคั้นทราย ไม่ได้น้ำมัน
จึงขอทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ยถา เต ขเมยฺย ความว่า ตามที่พอพระทัย.
บทว่า ทาโส ได้แก่ทาสในเรือนเบี้ย ทาสที่ซื้อมาด้วยทรัพย์ ทาส
ที่เป็นเชลยศึก และทาสที่สมัครเป็นทาสเอง อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า กมฺมกาโร ได้แก่ไม่เกียจคร้านทำการงานเสมอทีเดียว.

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 392 (เล่ม 11)

ชื่อว่า ปุพฺพุฏฐายี ด้วยอรรถว่า เห็นนายแต่ไกล ลุกขึ้นก่อน
ทันที.
ชื่อว่า ปจฺฉานิปาตี ด้วยอรรถว่า ลุกขึ้นอย่างนี้แล้วปูอาสนะให้นาย
ทำกิจที่ควรทำมีล้างเท้า เป็นต้น แล้วจึงพักผ่อน คือนอนในภายหลัง.
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า ปุพฺพุฏฐายี ด้วยอรรถว่า ลุกขึ้นก่อน เมื่อนาย
ยังไม่ลุกจากที่นอน.
ชื่อว่า ปจฺฉานิปาตี ด้วยอรรถว่า ทำกิจทั้งปวงตั้งแต่เช้าตรู่จนนาย
เข้านอนในราตรี ตนจึงพักผ่อน คือนอนในภายหลัง.
ชื่อว่า กึการปฏิสฺสาวี ด้วยอรรถว่า คอยเฝ้าฟังบัญชาจะโปรดให้
ทำอะไรด้วยตั้งใจอย่างนี้ว่า เราจะทำอะไร.
ชื่อว่า มนาปจารี ด้วยอรรถว่า ทำแต่กิริยาที่น่าพอใจเท่านั้น.
ชื่อว่า ปิยวาที ด้วยอรรถว่า พูดแต่คำที่น่ารักเท่านั้น.
ชื่อว่า มุขมุลฺลิโก ด้วยอรรถว่า คอยดูหน้านายที่แจ่มใสร่าเริง.
บทว่า เทโว มญฺเญ ได้แก่เหมือนเทวดา.
บทว่า โส วตสฺสาหํ ปุญฺญานิ กเรยฺยํ ความว่า แม้เรานั้นหนอ
ก็พึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินอย่างองค์นี้ ถ้าเราทำบุญทั้งหลาย.
ปาฐะว่า โส วตสฺสายํ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ด้วยบทว่า ยนฺนูนาหํ แสดงความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าเราจักให้ทาน
แม้ตลอดชีวิตเรา ก็ไม่อาจะให้แม้เพียงส่วนหนึ่งในร้อยของทานที่พระราชา
พระราชทานในวันเดียวได้ จึงทำอุตสาหะในบรรพชา.
บทว่า กาเยน สํวุโต ได้แก่สำรวมกาย ปิดประตูมิให้อกุศลเข้า
ไปได้.

392