ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 373 (เล่ม 11)

เป็นต้นทั้งหมด.
บทว่า ธนุคฺคหาได้แก่ ครูฝึกพลธนู และคนแม่นธนู.
บทว่า เจลกา ได้แก่ผู้เชิญธงชัยไปข้างหน้าในสนามรบ.
บทว่า จลกา ได้แก่ผู้จัดกระบวนทัพอย่างนี้ว่า พระราชาอยู่
ตรงนี้ มหาอำมาตย์ชื่อโน้นอยู่ตรงนี้.
บทว่า ปิณฺฑทายิกา ได้แก่ทหารใหญ่ที่กล้าตายเก่งกาจ. ได้ยินว่า
ทหารพวกนั้นเข้ากองทัพข้าศึก ตัดศีรษะข้าศึกเหมือนก้อนข้าวแล้วนำไป
อธิบายว่า กระโดดพรวดออกไป. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ปิณฺฑทายิกา นี้
เป็นชื่อของผู้ที่ถือถาดอาหารเข้าไปให้แก่ทหาร ท่ามกลางสงความ.
บทว่า อคค จ ราชปุตฺตา ได้แก่พวกราชบุตรที่เข้าสงคราม
มีชื่อว่าอุคคะ - อุคคตะ.
บทว่า ปกฺขนฺทิโน ได้แก่ ทหารเหล่าใดกล่าวว่า พวกเราจะนำ
ศีรษะหรืออาวุธของใคร ๆ มา ครั้นได้รับคำสั่งว่า ของคนโน้น ก็แล่น
เข้าสู่สงคราม นำสิ่งที่สั่งนั้นนั่นแหละมาได้ ทหารเหล่านี้ชื่อว่า ปกฺขนฺทิโน
ด้วยอรรถว่า แล่นไป ( หน่วยจู่โจม ).
บทว่า มหานาคา ได้แก่เป็นผู้กล้ามากเหมือนพระยานาค.
คำว่า มหานาคา นี้ เป็นชื่อของหมู่ทหารที่แม้เมื่อช้างเป็นต้นวิ่ง
มาตรงหน้า ก็ไม่ถอยกลับ.
บทว่า สูรา ได้แก่ กล้าที่สุด ซึ่งคลุมด้วยตาข่ายก็ตาม สวม
เกราะหนังก็ตาม ก็สามารถข้ามทะเลได้.
บทว่า จมฺมโยธิโน ได้แก่พวกที่สวมเสื้อหนัง หรือถือโล่หนัง
สำหรับต้านลูกธนูรบ.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 374 (เล่ม 11)

บทว่า ทาสิกปุตฺตา ได้แก่พวกลูกทาสในเรือน ซึ่งรักนายเป็น
กำลัง.
บทว่า อาฬาริกา ได้แก่พวกทำขนม.
บทว่า กปฺปิกา ได้แก่พวกช่างกัลบก.
บทว่า นฺหาปิกา ได้แก่พนักงานเครื่องสรง.
บทว่า สูทา ได้แก่พวกทำอาหาร.
พวกช่างดอกไม้เป็นต้น แจ่มแจ้งอยู่แล้ว.
บทว่า คณกา ได้แก่พวกพูดไม่มีช่องให้ถาม.
บทว่า มุทฺธิกา ได้แก่พวกอาศัยวิชานับหัวแม่มือเลี้ยงชีพ.
บทว่า ยานิ วาปนญฺญานิปิ ได้แก่พวกช่างเหล็ก ช่างฉลุงา
และช่างเขียนลวดลายเป็นต้น.
บทว่า เอวํ คตานิ ได้แก่เป็นไปอย่างนี้.
บทว่า เต ทิฏฺเฐว ธมฺเม ความว่า พวกพลช้างเป็นต้นเหล่า
นั้นแสดงศิลปศาสตร์มากอย่างเหล่านั้น ได้สมบัติมากจากราชสกุล เข้าไป
อาศัยผลแห่งศิลปะที่เห็นประจักษ์นั่นแหละเลี้ยงชีพอยู่ได้.
บทว่า สุเขนฺติ แปลว่า ทำให้เป็นสุข.
บทว่า ปิเณนฺติ ได้แก่ทำให้เอิบอิ่มมีเรี่ยวแรงและกำลัง.
บทว่า อุทฺธคฺคิกา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ที่ชื่อว่า อุทฺธคฺคิกา เพราะอรรถว่า มีผลเลิศเหนือผลที่เกิดสูง
ขึ้นไป.
ชื่อว่า โสวคฺคิกา เพราะอรรถว่า ควรซึ่งอารมณ์ดีเลิศ.
ที่ชื่อว่า สุขวิปากา เพราะอรรถว่า มีสุขเป็นวิบาก.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 11)

ที่ชื่อว่า สคฺคสํวตฺตนิกา เพราะอรรถว่า ยังธรรม ๑๐ ประการ
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อายุ วรรณะ สุข ยศ และ
ความยิ่งใหญ่อย่างดีเลิศ ให้เป็นไป คือให้เกิด อธิบายว่า ตั้งทักษิณาทาน
เห็นปานนั้นไว้.
ในบทว่า สามญฺญผลํ นี้ โดยปรมัตถ์ สามัญญะ หมายถึงมรรค
สามัญญผล หมายถึงอริยผล. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สามัญญะเป็นไฉน มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ที่
เป็นอริยะนี้แหละเป็นสามัญญะ มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ที่เป็นอริยะ
คืออะไรบ้าง คือ สัมมาทิฏฐิ ฯ ล ฯ สัมมาสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า สามัญญะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สามัญญผลเป็นไฉน ? โสดา-
ปัตติผล ฯ ล ฯ อรหัตตผล นี้แหละเป็นสามัญญผล พระราชาองค์นี้
มิได้ถึงสามัญญผลนั้น ก็พระองค์ตรัสถามทรงหมายถึงสามัญญผลที่เปรียบ
ด้วยทาสและชาวนาซึ่งมีมาได้อย่างสูง.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงวิสัชนาปัญหาทันที ทรง
พระดำริว่า อำมาตย์ของพระราชาเหล่านี้ที่เป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์มาก
หลายมาในที่นี้ พวกอำมาตย์เหล่านั้น เมื่อเรากล่าวแสดงฝ่ายดำและฝ่าย
ขาว จักติเตียนว่า พระราชาของพวกเราเสด็จมาในที่นี้ด้วยอุตสาหะใหญ่
ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาแล้ว พระสมณโคดมตรัสความโกลาหลของสมณะ
ให้เป็นเรื่องสมณะทะเลาะกันเสีย จักไม่ฟังธรรมโดยเคารพ แต่เมื่อพระ
ราชาตรัส พวกอำมาตย์จักไม่อาจติเตียน จักอนุวัตรตามพระราชาเท่านั้น
ธรรมดาชาวโลกย่อมอนุวัตรตามผู้เป็นใหญ่ ตกลงเราจะทำให้เป็นภาระ
ของพระราชาแต่ผู้เดียว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำให้เป็นภาระ

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 11)

ของพระราชา จึงตรัสว่า อภิชานาสิ โน ตฺวํ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิชานาสิ โน ตฺวํ เท่ากับ อภิชานาสิ
นุ ตฺวํ และ โน ศัพท์นี้ พึงประกอบด้วยบท ปุจฺฉิตา ข้างหน้า.
อธิบายว่า มหาบพิตร ปัญหามีพระองค์เคยถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่น
บ้างหรือหนอ. พระองค์ยังจำได้ถึงภาวะที่ถามปัญหานั้น พระองค์มิได้
ทรงลืมสมณพราหมณ์เหล่านั้นหรือ.
บทว่า สเจ เต อครุ ความว่า ถ้าสมณพราหมณ์นั้น ๆ พยากรณ์
อย่างไร การที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นในที่นี้จะไม่เป็นการหนักพระทัยแก่
พระองค์. อธิบายว่า ถ้าจะไม่มีความไม่ผาสุกอะไร ๆ ขอให้พระองค์ตรัส
เถิด.
บทว่า น โข เม ภนฺเต นี้ พระราชาตรัสหมายถึงอะไร ?
หมายถึงว่า ก็การกล่าวในสำนักของบัณฑิตเทียมทั้งหลาย ย่อมเป็นความ
ลำบาก. บัณฑิตเทียมเหล่านั้น ย่อมให้โทษทุก ๆ บททุก ๆ อักษรทีเดียว.
ส่วนท่านที่เป็นบัณฑิตแท้ ฟังถ้อยคำแล้ว ย่อมสรรเสริญคำที่กล่าวดี ใน
ถ้อยคำที่กล่าวไม่ดี ผิดบาลีผิดบทผิดอรรถและผิดพยัญชนะตรงแห่งใด ๆ
บัณฑิตแท้ย่อมช่วยทำให้ถูกตรงแห่งนั้น ๆ. ก็ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตแท้อย่าง
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่มี. เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงทูลว่า
ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าหรือท่านผู้เปรียบด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าประ-
ทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ พระเจ้าข้า.
ในบทว่า เอกมิทาหํ นี้ ตัดบทเป็น เอกํ อิธ อหํ แปลว่า
สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉัน .
บทว่า สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา ความว่า

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 11)

ยังถ้อยคำที่ให้เกิดความบันเทิง ควรให้ระลึกถึงกันจบลงแล้ว.
ในคำว่า กโรโต โข มหาราช การยโต เป็นต้น มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้.
บทว่า กโรโต ได้แก่กระทำด้วยมือของตน.
บทว่า การยโต ได้แก่บังคับให้ทำ.
บทว่า ฉินฺทโต ได้แก่ตัดมือเป็นต้นของตนอื่น.
บทว่า ปจโต ได้แก่ใช้อาชญาเบียดเบียนบ้าง คุกคามบ้าง.
บทว่า โสจยโต ความว่า ทำเขาให้เศร้าโศกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น
ทำให้เขาเศร้าโศกบ้าง ด้วยการลักสิ่งของของผู้อื่นเป็นต้น.
บทว่า กิลมยโต ความว่า ให้เขาลำบากเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำ
ให้เขาลำบากบ้าง ด้วยการตัดอาหารและใส่เรือนจำเป็นต้น.
บทว่า ผนฺทโต ผนฺทาปยโต ความว่า ในเวลาที่ผูกมัดผู้อื่นซึ่ง
ดิ้นรนอยู่ แม้ตนเองก็ดิ้นรน ทำผู้อื่นให้ดิ้นรน.
บทว่า ปาณมติปาตาปยโต ความว่า ฆ่าเองบ้าง ให้ผู้อื่นฆ่าบ้าง
ซึ่งสัตว์มีชีวิต.
ในทุกบท พึงทราบเนื้อความด้วยสามารถแห่งการกระทำเองและ
การให้ผู้อื่นกระทำนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สนฺธึ ได้แก่ที่ต่อเรือน.
บทว่า นิลฺโลปํ ได้แก่ปล้นยกใหญ่.
บทว่า เอกาคาริกํ ได้แก่ล้อมปล้นเรือนหลังเดียวเท่านั้น.
บทว่า ปริปนฺเถ ได้แก่ยืนดักอยู่ที่ทางเพื่อชิงทรัพย์ของคนที่ผ่าน
ไปมา.
ด้วยคำว่า กโรโต น กริยติ ปาปํ แสดงว่า แม้เมื่อทำด้วย

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 378 (เล่ม 11)

เข้าใจว่า เราทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง บาปไม่เป็นอันทำ บาปไม่มี.
แต่สัตว์ทั้งหลายเข้าใจกันเองอย่างนี้ว่า เราทำ.
บทว่า ขุรปริยนฺเตน ความว่า ใช้จักรที่มีกงคมเหมือนมีดโกน
หรือมีวงกลมคม เช่นคมมีดโกน.
บทว่า เอกมํสขลํ ได้แก่กองเนื้อกองเดียว.
บทว่า ปุญฺชํ เป็นไวพจน์ของบทว่า ขลํ นั่นเอง.
บทว่า ตโตนิทานํ ความว่า มีการทำให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกัน
เป็นเหตุ.
บทว่า ทกฺขิณํ ความว่า พวกมนุษย์ในฝั่งขวาเป็นคนหยาบช้า
ทารุณ ท่านกล่าวว่า หนนฺโต เป็นต้น หมายถึงมนุษย์เหล่านั้น.
พวกมนุษย์ในฝั่งซ้ายเป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส นับถือพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของตน ท่านกล่าวคำว่า ททนฺโต เป็นต้น
หมายถึงมนุษย์เหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยชนฺโต ได้แก่ทำการบูชาใหญ่
บทว่า ทเมน ได้แก่ด้วยการฝึกอินทรีย์หรือด้วยอุโบสถกรรม.
บทว่า สญฺญเมน ได้แก่ด้วยการสำรวมศีล.
บทว่า สจฺจวาเจน ได้แก่ด้วยการพูดคำจริง.
บทว่า อาคโม ความว่า มา คือเป็นไป.
ครูปูรณกัสสปปฏิเสธการทำบาปและบุญนั่นเอง แม้โดยประการ
ทั้งปวง.
ที่ชื่อว่า เมื่อถูกถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ ได้แก่คนที่เมื่อ

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 379 (เล่ม 11)

ถูกถามว่า มะม่วงเป็นเช่นไร หรือลำต้นใบดอกผลของมะม่วงเป็นเช่นไร
ดังนี้แล้ว ตอบว่า ขนุนสำมะลอเป็นอย่างนี้ ลำต้นใบดอกผลของขนุน
สำมะลอเป็นอย่างนี้.
บทว่า วิชิเต ได้แก่ในประเทศที่อยู่ในอำนาจปกครอง.
บทว่า อปสาเทตพฺพํ ความว่าพึงเบียดเบียน.
บทว่า อนภินนฺทิตฺวา ได้แก่ไม่ทำการสรรเสริญอย่างนี้ว่า ดีละ ๆ.
บทว่า อปฺปฏิกฺโกสิตฺวา ได้แก่ไม่ห้ามอย่างนี้ว่า แน่ะคนโง่
ท่านพูดไม่ดี.
บทว่า อนุคฺคณฺหนฺโต ได้แก่ไม่ถือเอาเป็นสาระ.
บทว่า อนิกฺกุชฺเชนฺโต ได้แก่ไม่เก็บไว้ในใจว่า นี้เป็นนิสสรณะ
นี้เป็นปรมัตถ์ เพราะถือเป็นสาระได้ทีเดียว. แต่พระเจ้าอชาตศัตรูทรง
ศึกษาพยัญชนะแล้วทรงทิ้งเสีย.
ในวาทะของ ครูมักขลิโคสาล มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
คำว่า ปจฺจโย เป็นไวพจน์ของคำว่าเหตุ.
แม้ด้วยบทว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยทั้ง ๒ เป็นอันครูมักขลิโคสาล
ปฏิเสธปัจจัยแห่งความเศร้าหมองของกายทุจริตเป็นต้น และปัจจัยแห่ง
ความบริสุทธิ์ของกายสุจริตเป็นต้น ที่มีอยู่นั่นแล.
บทว่า อตฺตกาเร ความว่า การกระทำของตนเอง สัตว์เหล่านี้
ถึงความเป็นเทพก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี การตรัสรู้เป็นพระสาวกก็ดี
การตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี ความเป็นพระสัพพัญญูก็ดี ด้วย
กรรมที่ตนกระทำแล้วอันใด ครูมักขลิโคสาลปฏิเสธกรรมอันนั้น.
ด้วยบทที่ ๒ (นตฺถิ ปรกาเร) เป็นอันครูมักขลิโคสาลปฏิเสธ

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 380 (เล่ม 11)

การกระทำของผู้อื่น คือชนที่เหลือลงเว้นพระมหาสัตว์ อาศัยโอวาทา-
นุศาสนีของผู้อื่น ซึ่งเป็นการการทำของผู้อื่น ตั้งแต่สร้างความโสภาคย์
ของมนุษย์จนบรรลุพระอรหัต. คนพาลนี้ชื่อว่าย่อมให้การประหารใน
ชินจักร ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า นตฺถิ ปุริสกาเร ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมถึงสมบัติ
ทั้งหลาย ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยการกระทำของบุรุษใด ครู
มักขลิโคสาลปฏิเสธการกระทำของบุรุษแม้นั้น.
บทว่า นตฺถิ พลํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในกำลังของตนอันใด
กระทำความเพียรแล้วถึงสมบัติเหล่านั้น ครูมักขลิโคสาลปฏิเสธกำลังอัน
นั้น.
บทว่า นตฺถิ วิริยํ เป็นต้นทั้งหมด เป็นไวพจน์ของบทว่า ปุริส-
การํ แต่บทเหล่านี้ ถือเอาไว้แผนกหนึ่ง ด้วยสามารถการปฏิเสธคำที่
เป็นไปอย่างนี้ว่า นี้เป็นไปด้วยความเพียรของบุรุษ นี้เป็นไปด้วยเรี่ยวแรง
ของบุรุษ นี้เป็นไปด้วยความบากบั่นของบุรุษ.
ด้วยบทว่า สพฺเพ สตฺตา ท่านรวมเอา อูฐ โค ลา เป็นต้นไม่
เหลือเลย.
ด้วยบทว่า สพฺเพ ปาณา ท่านกล่าวด้วยคำเป็นต้นว่า ปาณะมี
อินทรีย์เดียว ปาณะมี ๒ อินทรีย์.
ด้วยบทว่า สพฺเพ ภูตา ท่านกล่าวหมายเอาภูตทั้งหลายบรรดาที่
เกิดในฟองไข่และเกิดในมดลูก.
ด้วยบทว่า สพฺเพ ชีวา ท่านกล่าวหมายเอาข้าวสาลี ข้าวเหนียว
และข้าวละมานเป็นต้น ก็ในชีวะเหล่านั้น ครูมักขลิโคสาลนั้น เข้าใจว่า

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 381 (เล่ม 11)

ชีวะ โดยที่งอกได้.
บทว่า อวสา อพลา อวิริยา ความว่า ชีวะเหล่านั้นไม่มีอำนาจ
หรือกำลังหรือความเพียรของตน.
ในบทว่า นิยติ สงฺคติ ภาวปริณตา นี้ วินิจฉัยว่า
นิยติ ได้แก่เคราะห์.
สงฺคติ ได้แก่การไปในภพนั้น ๆ ของอภิชาติทั้ง ๖.
ภาวะ ได้แก่สภาวะนั่นเอง.
ความแปรไปตามเคราะห์ ตามความประจวบและตามสภาวะ ถึง
ความเป็นประการต่าง ๆ ครูมักขลิโคสาลแสดงว่า ก็ผู้ใดพึงเป็นด้วย
ประการใด ผู้นั้นย่อมเป็นด้วยประการนั่นแหละ ผู้ใดไม่พึงเป็น ผู้นั้น
ย่อมไม่เป็น.
ด้วยบทว่า ฉเสฺววาภิชาติสุ ครูมักขลิโคสาลแสดงว่า ผู้ดังอยู่ใน
อภิชาติ ๖ นั่นแล ย่อมเสวยสุขและทุกข์ ภูมิที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์แห่งอื่น
ไม่มี.
บทว่า โยนิปฺปมุขสตสหสฺสานิ ความว่า กำเนิดที่เป็นประธาน
คือกำเนิดชั้นสูงสุด ๑,๔๐๖,๖๐๐.
บทว่า ปญฺจ จ กมฺมุโน สตานิ ได้แก่กรรม ๕๐๐.
ครูมักขลิโคสาลแสดงทิฏฐิที่ไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุเพียงตรึกอย่าง
เดียว.
แม้ในบทว่า ปญฺจ จ กมฺมานิ ตีณิ จ กมฺมานิ เป็นต้น ก็นัยนี้
เหมือนกัน.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า ปญฺจ กมฺมานิ นั้น ท่าน

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 382 (เล่ม 11)

กล่าวหมายอินทรีย์ ๕ และกรรม ๓ ท่านกล่าวหมายกายกรรมเป็นต้น.
ก็ในบทว่า กมฺเม จ อุปฑฺฒกมฺเม จ นี้ ครูมักขลิโคสาลนั้น
มีลัทธิว่า กายกรรมและวจีกรรม เป็นกรรม มโนกรรมเป็นครึ่งกรรม.
บทว่า ทฺวฏฺฐิปฏิปทา ความว่า ครูมักขลิโคสาล กล่าวว่า
ปฏิปทา ๖๒.
บทว่า ทฺวฏฺฐนฺตรกปฺปา ความว่า ในกัปหนึ่งมีอันตรกัป ๖๔. แต่
ครูมักขลิโคสาลนี้ ไม่รู้อันตรกัปอีก ๒ อันตรกัป จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า ฉฬาภิชาติโต ความว่า ครูมักขลิโคสาล กล่าวถึงอภิชาติ
๖ เหล่านี้ คือ อภิชาติดำ อภิชาติเขียว อภิชาติแดง อภิชาติเหลือง
อภิชาติขาว อภิชาติขาวยิ่ง.
ในอภิชาติ ๖ เหล่านั้น พวกฆ่าแพะ พวกฆ่านก พวกฆ่าเนื้อ
พวกฆ่าหมู พวกพราน พวกฆ่าปลา พวกโจร พวกฆ่าโจร พวกผู้คุม
ก็หรือคนอื่น ๆ บางพวกที่มีการงานหนัก นี้ ครูมักขลิโคสาล เรียกว่า
อภิชาติดำ เขาเรียกภิกษุทั้งหลายว่า อภิชาติเขียว.
ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นเอาหนามใส่ในปัจจัย ๔ ฉัน. อนึ่ง ครู
มักขลิโคสาลเรียกภิกษุทั้งหลายว่า มีความประพฤติดั่งหนาม. นี้แหละ
เป็นแนวของผู้ที่ครูมักขลิโคสาลกล่าวถึง.
อีกอย่างหนึ่ง ครูมักขลิโคสาลกล่าวว่า บรรพชิตเหล่านั้นชื่อว่า
ผู้มีความประพฤติดั่งหนาม.
ครูมักขลิโคสาลกล่าวว่า พวกนิครนถ์ที่มีผ้าผืนเดียว ชื่ออภิชาติ
แดง. ได้ยินว่า พวกอภิชาติแดงเหล่านี้ขาวกว่า ๒ พวกข้างต้น.
พวกคฤหัสถ์ที่นุ่งขาว เป็นสาวกของพวกอเจลก เรียกว่าอภิชาติ

382