ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 353 (เล่ม 11)

เป็นสมณะ เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้มักน้อย คนเช่นท่านผู้นี้ไม่มี จึง
ถือเอาของคาวหวาน เป็นต้น เข้าไปหา. เขาคิดว่า เพราะเราไม่นุ่งผ้า
จึงเกิดลาภนี้ ตั้งแต่นั้นมา แม้ได้ผ้าก็ไม่นุ่ง ได้ถือการเปลือยกายนั้น
นั่นแหละเป็นบรรพชา. แม้คนเหล่าอื่น ๆ ประมาณ ๕๐๐ คน ก็พากัน
บวชตาม ในสำนักของปูรณกัสสปนั้น. ท่านกล่าวว่า ปูรโณ กสฺสโป
หมายถึงนักบวชปูรณกัสสปที่เล่าเรื่องมาแล้วนั้น.
ชื่อว่า เจ้าหมู่ ด้วยอรรถว่า มีหมู่ กล่าวคือหมู่นักบวช.
ชื่อว่า เจ้าคณะ ด้วยอรรถว่า มีคณะนั้นนั่นแหละ.
ชื่อว่า คณาจารย์ ด้วยอรรถว่า เป็นอาจารย์ของคณะนั้น โดย
ฐานฝึกมารยาท.
บทว่า ญาโต แปลว่า รู้กันทั่ว เห็นชัด.
ชื่อว่า มีเกียรติยศ ด้วยอรรถว่า มียศที่เลื่องลือไปอย่างนี้ว่า
มักน้อย สันโดษ แม้ผ้าก็ไม่นุ่ง เพราะมักน้อย.
บทว่า ติตฺถกโร แปลว่า เจ้าลัทธิ.
บทว่า สาธุสมฺมโต ความว่า เขายกย่องอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ ดี
งาม เป็นสัตบุรุษ.
บทว่า พหุชนสฺส ความว่า ปุถุชนอันธพาล ผู้ไม่ได้สดับ.
ชื่อว่า รัตตญญู ด้วยอรรถว่า รู้ราตรีมากหลาย ที่ล่วงมาแล้ว
ตั้งแต่บวช.
ชื่อว่า จิรปัพพชิตะ ด้วยอรรถว่า บวชนาน.
เพราะถ้อยคำของผู้ที่บวชไม่นาน เป็นถ้อยคำไม่น่าเชื่อ ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า บวชมานาน.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 354 (เล่ม 11)

บทว่า อทฺธคโต แปลว่า มีอายุยืนนาน อธิบายว่า ล่วงไป
๒-๓ รัชกาล.
บทว่า วโยอนุปฺปตฺโต ความว่า อยู่ตลอดมาถึงปัจฉิมวัย.
แม้คำทั้ง ๒ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาถ้อยคำของคนหนุ่มที่ไม่น่าเชื่อ.
บทว่า ตุณหี อโหสิ ความว่า พระราชาทรงเป็นเหมือนบุรุษผู้
ต้องการจะกินมะม่วงสุกมีสีดังทอง มีรสอร่อย ครั้นพบผลมะเดื่อสุกที่นำ
มาวางไว้ในมือ ก็ไม่พอใจ ฉันใด พระราชาก็ฉันนั้น มีพระประสงค์
สดับธรรมกถาที่ไพเราะ ประกอบด้วยคุณมีฌานและอภิญญาเป็นต้น แล
สรุปลงด้วยพระไตรลักษณ์ แม้เมื่อก่อนได้เคยพบปูรณกัสสป ก็ไม่
พอพระทัย มาบัดนี้ยิ่งไม่พอพระทัยขึ้นไปอีกเพราะการพรรณนาคุณ
จึงทรงนิ่งเสีย แม้ไม่พอพระทัยเลย ก็มีพระดำริว่า ถ้าเราจักคุกคามคนที่
เท็จทูลนั้นแล้วให้เขาจับคอนำออกไป ผู้ใดผู้หนึ่งแม้อื่นก็จะกลัวว่า พระ
ราชาทรงกระทำอย่างนี้แก่คนที่พูดนั้น ๆ จักไม่พูดอะไร ๆ ฉะนั้น จึง
ทรงอดกลั้นถ้อยคำนั้นแม้ไม่เป็นที่พอพระทัย ได้ทรงนิ่งเสียเลย.
ลำดับนั้น อำมาตย์อีกคนหนึ่งคิดว่า เราจักกล่าวคุณของสมณ-
พราหมณ์ผู้เป็นกุลุปกะของตน จึงเริ่มทูล. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
อำมาตย์อีกคนหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น. คำนั้นทั้งหมดพึงทราบตามนัยที่กล่าว
แล้ว.
ก็ในบรรดาครูทั้ง ๖ นี้ คำว่า มักขลิ เป็นชื่อของครูคนหนึ่งนั้น.
คำว่า โคสาล เป็นชื่อรอง เพราะเกิดที่โรงโค. ได้ยินว่า เขาถือ
หม้อน้ำมันเดินไปบนพื้นที่มีเปือกตม. นายกล่าวว่า อย่าลื่นล้มนะพ่อ.
เขาลื่นล้มเพราะเลินเล่อ จึงเริ่มหนีเพราะกลัวนาย. นายวิ่งไปยึดชายผ้าไว้.
เขาจึงทิ้งผ้าเปลือยกายหนีไป. ความที่เหลือ เช่นเดียวกับปูรณกัสสป

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 355 (เล่ม 11)

นั่นเอง.
คำว่า อชิต เป็นชื่อของครูคนหนึ่งนั้น. ชื่อว่า เกสกัมพล
ด้วยอรรถว่า ครองผ้ากัมพลที่ทอด้วยผมคน. รวมชื่อทั้ง ๒ เข้าด้วย
กัน จึงเรียกว่า อชิตเกสกัมพล. ใน ๒ ชื่อนั้น ผ้ากัมพลที่ทำด้วย
ผมคน ชื่อว่า เกสกัมพล. ชื่อว่าผ้าที่มีเนื้อหยาบกว่าผ้าเกสกัมพลนั้น
ไม่มี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่ทอ
ด้วยด้ายจะมีกี่อย่างก็ตาม ผ้ากันพลที่ทอด้วยผมคนเป็นผ้าที่มีเนื้อหยาบกว่า
ผ้าทอเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้ากัมพลที่ทอด้วยผมคน หน้าหนาว
ก็เย็นเยือก หน้าร้อนก็ร้อนระอุ มีค่าน้อย มีสัมผัสระคาย สีไม่สวย
ทั้งกลิ่นก็เหม็น.
คำว่า ปกุทธ เป็นชื่อของครูคนหนึ่งนั้น. คำว่ากัจจายนะ เป็น
โคตร. รวมชื่อและโคตรเข้าด้วยกัน จึงเรียกว่า ปกุทธกัจจายนะ. ครูปกุทธ-
กัจจายนะนี้ห้ามน้ำเย็น แม้ถ่ายอุจจาระ ก็ไม่ใช้น้ำล้าง. ได้น้ำร้อนหรือ
น้ำข้าวจึงทำการล้าง. ครั้นข้ามแม่น้ำหรือน้ำตามทาง คิดว่าศีลของเรา
ขาด แล้วจึงก่อสถูปทรายอธิฐานศีลแล้วจึงไป. ครูคนนี้มีลัทธิที่
ปราศจากสิริถึงปานนี้.
คำว่า สญชัย เป็นชื่อของครูคนหนึ่งนั้น. ชื่อว่า เวลัฏฐบุตร
เพราะเป็นบุตรของเวลัฏฐะ.
ครูคนหนึ่ง ชื่อว่า นิครนถ์ ด้วยอำนาจชื่อที่ได้แล้ว เพราะพูด
เสมอว่า พวกเราไม่มีกิเลสที่ร้อยรัด ที่เกลือกกลั้ว พวกเราเว้นจากกิเลส
ที่พัวพัน.
ชื่อว่า นาฏบุตร เพราะเป็นบุตรของคนฟ้อนรำ.
บทว่า อล โข ราชา ความว่า ได้ยินว่า พระราชาทรงสดับคำของ

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 356 (เล่ม 11)

อำมาตย์เหล่านั้นแล้ว มีพระราชดำริว่า เราไม่ต้องการฟังคำพูดของผู้ใด ๆ
ผู้นั้น ๆ ย่อมพูดพล่ามไปหมด ส่วนคำพูดของผู้ใดที่เราต้องการฟัง เขา
ผู้นั้นกลับนิ่งอยู่ เหมือนครุฑถูกฤทธิ์นาคเข้าไปแล้วยืนนิ่ง เสียหายแล้ว
สิเรา ครั้นแล้วทรงพระดำริว่า หมอชีวกเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้สงบระงับ แม้ตัวเองก็สงบระงับ ฉะนั้น จึงนั่งนิ่ง
เหมือนภิกษุที่สมบูรณ์ด้วยวัตร หมอชีวกนี้ เมื่อเราไม่พูด ก็จักไม่พูด
ก็เมื่อจะจับช้าง ควรจะจับเท้าช้างนั่นแหละ จึงทรงปรึกษากับหมอชีวก
นั้นด้วยพระองค์เอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ราชา
ดังนี้.
ในพระบาลีนั้น บทว่า กึ ตุณฺหี ความว่า นิ่งเพราะเหตุไร
พระราชาตรัสถามว่า เมื่ออำมาตย์เหล่านี้กล่าวคุณแห่งสมณะผู้เป็นกุลุปกะ
ของตน ๆ อยู่ ปากไม่พอกล่าว สมณะที่เป็นกุลุปกะของท่านเหมือนอย่าง
ของอำมาตย์เหล่านี้ ไม่มีหรือ ท่านเป็นคนจนหรือ พระบิดาของเรา
ประทานความเป็นใหญ่แก่ท่านแล้วมิใช่หรือ หรือว่าท่านไม่มีศรัทธา.
ลำดับนั้น หมอชีวก จึงคิดในใจว่า พระราชาพระองค์นี้ให้เรา
กล่าวคุณแห่งสมณะผู้เป็นกุลุปกะ บัดนี้เราไม่ใช่เวลาที่เราจะนิ่ง เหมือน
อย่างว่า อำมาตย์เหล่านี้ถวายบังคมพระราชาแล้วนั่งลงกล่าวคุณของสมณะ
ผู้กุลุปกะของตน ๆ ฉันใด เราจะกล่าวคุณของพระศาสดาของเราเหมือน
อย่างอำมาตย์เหล่านี้หาควรไม่ ดำริพลางลุกขึ้นจากอาสนะหันหน้าไปทาง
ที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์
ประคองอัญชลีซึ่งรุ่งเรื่องไปด้วยทศนัขสโมธานเหนือพระเศียร แล้ว
ทูลว่าข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์อย่าทรงเข้าพระทัยว่า ชีวกนี้จะพาไป

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 357 (เล่ม 11)

พบสมณะพอดีพอร้าย เพราะพระศาสดาของข้าพระองค์นี้ ในการถือ
ปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ในการประสูติจากครรภ์พระมารดา ในการ
เสด็จออกผนวช ในการตรัสรู้ และในการประกาศธรรมจักร หวั่นไหว
ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ก็อย่างนี้ คราวเสด็จลงจาก
เทวโลกก็อย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักกล่าวคุณแห่งพระศาสดาของข้าพระ
พุทธเจ้า ขอพระองค์จงตั้งพระทัยให้แน่วแน่สดับเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้นกราบทูลดังนี้แล้วจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ .
ในพระบาลีนั้น คำว่า ตํ โข ปน เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถ
แห่งอิตถัมภูตาขยาน คือให้แปลว่า ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
บทว่า กลฺยาโณ ความว่า ประกอบด้วยความงาม คือคุณธรรม.
มีอธิบายว่า ประเสริฐที่สุด.
บทว่า กิตฺติสทฺโท ความว่า ชื่อเสียง หรือเสียงสดุดีพระเกียรติ
ที่กึกก้อง.
บทว่า อุพฺภุคฺคโต ความว่า ลือกระฉ่อนไปทั่วโลกรวมทั้งเทวโลก
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นพระ
อรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ จึง
เป็นผู้แจกพระธรรม ดังนี้.
ในบทพระพุทธคุณนั้น มีการเชื่อมบทดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ จึง
เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯ ล ฯ แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผู้แจกพระธรรม
อธิบายว่า เพราะเหตุนี้ด้วย นี้ด้วย.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 358 (เล่ม 11)

บทเหล่านี้ทั้งหมดในพระบาลีนั้น ได้อธิบายอย่างพิสดารในพุทธา-
นุสสตินิทเทศในวิสุทธิมรรค เริ่มต้นตั้งแต่อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น พึงทราบว่าเป็นพระอรหันต์ด้วยเหตุเหล่านี้ก่อน คือ เพราะ
ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ๑ เพราะหักกำจักรแห่งสังสารวัฏ ๑ เพราะควร
แก่ปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะไม่มีความลับในการทำบาป ๑ ความพิสดาร
แห่งบทพุทธคุณเหล่านั้น พึงถือเอาจากวิสุทธิมรรคนั้น.
ก็หมอชีวกพรรณนาพุทธคุณทีละบทจบความลง ทูลว่า ข้าแต่พระ
มหาราช พระศาสดาของข้าพระองค์เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ เป็นสัมมา-
สัมพุทธะอย่างนี้ ฯ ล ฯ เป็นผู้แจกธรรมรัตน์อย่างนี้ แล้วทูลสรุปว่า
ขอพระองค์ผู้สมมติเทพโปรดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ถึงอย่างไร
เมื่อพระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ พระทัยก็พึงผ่องใส.
ก็ในพระบาลีตอนนี้ เมื่อหมอชีวกทูลว่า ขอพระองค์ผู้สมมติเทพ
โปรดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ดังนี้ เท่ากับทูลว่า ข้าแต่พระ
มหาราช เมื่อข้าพระองค์ถูกพระราชาเช่นพระองค์ตั้งร้อยทั้งพันตั้งแสน
ตรัสถาม ย่อมมีเรี่ยวแรงและพลังที่จะกล่าวคุณกถาของพระศาสดาให้จับ
ใจของคนทั้งหมดได้ พระองค์ก็ทรงคุ้นเคย โปรดเข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหา
เถิด พระพุทธเจ้าข้า.
เมื่อพระราชาทรงสดับคุณกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่เรื่อย ๆ
นั้น ทั่วพระวรกายมีปีติ ๕ ประการถูกต้องตลอดเวลา พระองค์มีพระ
ประสงค์จะเสด็จไปในขณะนั้นทีเดียว มีพระดำริว่า เมื่อเราจะไปเฝ้า
พระทศพลในเวลานี้ ไม่มีใครอื่นที่จักสามารถจัดยานพาหนะได้เร็ว
นอกจากหมอชีวก จึงรับสั่งว่า ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงสั่งให้

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 359 (เล่ม 11)

เตรียมหัตถียานไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนหิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า ส่งไป
อธิบายว่า ไปเถิด ชีวกผู้สหาย.
บทว่า หตฺถิยานานิ ความว่า บรรดายานพาหนะมีม้าและรถ
เป็นต้นที่มีอยู่มากมาย ยานพาหนะคือช้างเป็นสูงสุด ควรจะนำไปสำนัก
ของพระศาสดาผู้สูงสุด ด้วยยานพาหนะที่สูงสุดเหมือนกัน. พระราชามี
พระดำริดังนี้แล้ว และมีพระดำริต่อไปอีกว่า ยานพาหนะคือม้าและรถ
มีเสียงดัง เสียงของยานพาหนะเหล่านั้นได้ยินไปไกลทีเดียว ส่วนยาน
พาหนะคือช้าง แม้คนที่เดินตามรอยเท้าก็ไม่ได้ยินเสียง ควรจะไปสำนัก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เงียบสงบด้วยยานพาหนะที่เงียบสงบเหมือนกัน
ดังนี้แล้วจึงตรัสว่า หตฺถิยานานิ เป็นต้น.
บทว่า ปญฺจมตฺตานิ หตฺถินิยาสตานิ ความว่า ช้างพังประมาณ
๕๐๐.
บทว่า กปฺปาเปตฺวา ความว่า ให้เตรียมเกยช้าง.
บทว่า อาโรหณียํ ความว่า ควรแก่การขึ้น อธิบายว่า ปกปิด.
ถามว่า หมอชีวกนี้ได้กระทำสิ่งที่พระราชาตรัสหรือมิได้ตรัส ?
ตอบว่า ได้กระทำสิ่งที่พระราชามิได้ตรัส .
เพราะเหตุไร ?
เพราะเป็นบัณฑิต.
ได้ยินว่า หมอชีวกนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชามีรับสั่งว่า
เราจะไปในเวลานี้.

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 360 (เล่ม 11)

ธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีศัตรูมาก หากจะมีอันตรายบางอย่าง
ในระหว่างทาง แม้เราก็จักถูกคนทั้งหลายตำหนิว่า หมอชีวกคิดว่า พระ
ราชาเชื่อคำเรา จึงพาพระราชาออกไปในเวลาไม่ควร แม้ถึงพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าก็จักถูกตำหนิว่า พระสมณโคดมมุ่งแต่จะเทศน์ ไม่กำหนดกาล
ควรไม่ควรแล้วแสดงธรรม ดังนี้บ้าง เพราะฉะนั้น เราจักกระทำอย่างที่
ครหาจะไม่เกิดขึ้นแก่เรา และจะไม่เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งพระ
ราชาก็จะได้รับอารักขาอย่างดี. ต่อแต่นั้น หมอชีวกคิดว่า เพราะอาศัย
หญิงทั้งหลาย ภัยย่อมไม่มีแก่ชายทั้งหลาย พระราชามีหญิงแวดล้อมเสด็จ
ไปสะดวกดี จึงให้เตรียมช้างพัง ๕๐๐ เชือก ให้หญิง ๕๐๐ คนปลอม
เป็นชาย สั่งว่า พวกเธอจงถือดาบและหอกซัดแวดล้อมพระราชา แล้ว
หมอยังคิดอีกว่า พระราชาองค์นี้ไม่มีอุปนิสัยแห่งมรรคผลในอัตตภาพนี้
และธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเห็นอุปนิสัยก่อนจึงแสดงธรรม เอา
ละเราจักให้มหาชนประชุมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสดาจักทรงแสดง
ธรรมตามอุปนิสัยของใคร ๆ สักคน พระธรรมเทศนานั้นจักเป็นอุปการะ
แก่มหาชน. หมอชีวกนั้นส่งข่าวสาสน์ให้ตีกลองป่าวประกาศในที่นั้น ๆ
ว่า วันนี้พระราชาจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้คนทุกคน
ถวายอารักขาพระราชาตามสมควรแก่สมบัติของตน ๆ
ลำดับนั้น มหาชนคิดว่า ได้ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้
มีพระภาคเจ้า ท่านผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นเช่นไรหนอ พวกเราจะมัวเล่นนักษัตรกันทำไม ไปในที่นั้นเถิด.
ทุกคนถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ยืนรอการเสด็จมาของพระราชาอยู่
ตามทาง. แม้หมอชีวกก็ทูลเชิญเสด็จพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติ

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 361 (เล่ม 11)

เทพ เตรียมยานพาหนะช้างเสร็จแล้ว ขอพระองค์จงรู้เวลาที่ควรเสด็จใน
บัดนี้เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญสิ เป็นคำทูลเตือน.
อธิบายว่า เรื่องใดที่พระองค์ทรงสั่งไว้ เรื่องนั้นข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว
บัดนี้ขอพระองค์จงรู้เวลาที่จะเสด็จหรือไม่เสด็จเถิด ขอพระองค์จงทรง
กระทำตามชอบพระทัยของพระองค์เถิด.
บทว่า ปจฺเจกา อิตฺถิโย ตัดบทเป็น ปฏิเอกา อิตฺถิโย อธิบายว่า
ช้างพังแต่ละเชือก มีหญิงคนหนึ่งประจำ.
บทว่า อุกฺกาสุ ธาริยมานาสุ ความว่า มีคนถือคบเพลิง.
บทว่า มหจฺจราชานุภาเวน ความว่า ด้วยอานุภาพของพระราชา
ที่ใหญ่หลวง. บาลีว่า มหจฺจา ก็มีความว่า ใหญ่หลวง นี้เป็นลิงคปริยาย.
ราชฤทธิ์ เรียกว่า ราชานุภาพ. ก็อะไรเป็นราชฤทธิ์ ? สิริคือ
ความเป็นให้แห่งรัฐใหญ่ ๒ รัฐ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๓๐๐ โยชน์
เป็นราชฤทธิ์.
จริงอยู่ ในวันก่อนโน้น มิได้มีการเตรียมจัดไว้ก่อน ด้วยหมายว่า
พระราชาจักเสด็จไปเฝ้าพระตถาคต หมอชีวกจัดในขณะนั้นเอง เอาหญิง
๕๐๐ คนปลอมเป็นชาย สวมผ้าโพก คล้องพระขรรค์ที่บ่า ถือหอกซัด
มีด้ามเป็นแก้วมณีออกไป ซึ่งพระสังคีติกาจารย์หมายถึง กล่าวว่า ปจฺเจกา
อิตฺถิโย อาโรเปตฺวา ดังนี้.
หญิงฟ้อนรำล้อมนางกษัตริย์อีกจำนวนหนึ่งประมาณหมื่นหกพันคน
แวดล้อมพระราชา. ท้ายขบวนหญิงฟ้อนรำเหล่านั้น มีคนค่อม คนเตี้ย
และคนแคระเป็นต้น. ท้ายขบวนคนเหล่านั้น มีคนใกล้ชิดผู้ดูแลภายใน
พระนคร. ท้ายขบวนคนใกล้ชิดเหล่านั้น มีมหาอำมาตย์ประมาณหกหมื่น

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 362 (เล่ม 11)

คนแต่งตัวเต็มยศงดงาม. ท้ายขบวนมหาอำมาตย์เหล่านั้น มีลูกเจ้าประเทศ
ราชประมาณเก้าหมื่นคน ประดับด้วยเครื่องประดับหลายอย่าง ราวกะ
เพทยาธรหนุ่มถืออาวุธชนิดต่าง ๆ. ท้ายขบวนลูกเจ้าประเทศราช มี
พราหมณ์ประมาณหมื่นคนนุ่งผ้ามีค่าตั้งร้อย ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งค่า
๕๐๐ อาบน้ำลูบไล้อย่างดี งามด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ มีดอกไม้ทอง
เป็นต้น เดินยกมือขวาเปล่งเสียงไชโย. ท้ายขบวนพราหมณ์เหล่านั้น มี
ดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕. ท้ายขบวนดนตรีเหล่านั้น มีนายขมังธนูล้อม
เป็นวง. ท้ายพวกขมังธนู มีช้างมีตะพองชิดกัน. ท้ายช้าง มีม้าเรียงราย
คอต่อคอชิดกัน. ท้ายม้า มีรถชิดกันและกัน. ท้ายรถ มีทหารแขนต่อแขน
กระทบกัน. ท้ายทหารเหล่านั้น มีเสนา ๑๘ เหล่า รุ่งเรื่องด้วยเครื่อง
ประดับที่สมควรแก่ตน ๆ.
หมอชีวกจัดคนถวายพระราชา ชนิดลูกศรที่คนยืนอยู่ท้ายสุดขบวน
ยิงไปก็ไม่ถึงพระราชา ตนเองยังตามเสด็จไม่ห่างไกลพระราชา ด้วย
หมายใจว่า หากจะมีอันตรายอะไร ๆ เราจักถวายชีวิตเพื่อพระราชาก่อน
คนอื่นทั้งหมด. อนึ่ง คบเพลิงก็กำหนดไม่ได้ว่าร้อยเท่านี้หรือพันเท่านี้.
คำว่า พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปสวนอัมพวัน ของหมอชีวก โกมารภัจ
ด้วยราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ นั้น พระสังคีติกาจารย์กล่าวหมายเอาราชฤทธิ์
เห็นปานนี้แล.
ในคำว่า อหุเทว ภยํ นี้ ภัยมี ๔ อย่าง คือ ภัยเพราะจิตสะดุ้ง ๑
ภัยเพราะญาณ ๑ ภัยเพราะอารมณ์ ๑ ภัยเพราะโอตัปปะ ๑.
ในภัย ๔ อย่างนั้น ภัยที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า อาศัยชาติ
มีความกลัว ความพรั่นพรึง ดังนี้ ชื่อว่า ภัยเพราะจิตสะดุ้ง.

362