ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 11)

ลำดับนั้น พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารไว้ในฉลองพระบาททอง
ปิดดีแล้ว ทรงฉลองพระบาททองเข้าเยี่ยม. พระราชาดำรงพระชนม์อยู่
ด้วยภัตตาหารนั้น. พระกุมารตรัสถามอีกว่า พระบิดาดำรงพระชนม์อยู่
ได้อย่างไร ครั้นทรงทราบความนั้น ตรัสสั่งห้ามมิให้แม้แต่ทรงฉลอง
พระบาทเข้าเยี่ยม.
ตั้งแต่นั้นพระเทวีก็ทรงสนานพระวรกายด้วยน้ำหอม แล้วทาพระ
วรกายด้วยอาหารมีรสอร่อย ๔ อย่าง แล้วทรงห่มพระภูษาเข้าเยี่ยม.
พระราชาทรงเลียพระวรกายของพระเทวีประทังพระชนม์อยู่ได้. พระกุมาร
ตรัสถามอีก ครั้นทรงทราบดังนั้นแล้วจึงตรัสสั่งว่า ตั้งแต่นี้ไป ห้าม
พระมารดาเข้าเยี่ยม.
ต่อแต่นั้น พระเทวีประทับยืนแทบประตูทรงกันแสงคร่ำครวญว่า
ข้าแต่พระสวามีพิมพิสาร เวลาที่เขาผู้นี้เป็นเด็ก พระองค์ก็ไม่ให้โอกาส
ฆ่าเขา ทรงเลี้ยงศัตรูของพระองค์ไว้ด้วยพระองค์เองแท้ ๆ บัดนี้ การเห็น
พระองค์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อแต่นี้ไปหม่อมฉันจะไม่ได้เห็นพระองค์
อีก ถ้าโทษของหม่อมฉันมีอยู่ ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษด้วยเถิด
พระเจ้าข้า แล้วก็เสด็จกลับ. ตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็ไม่มีพระกระยาหาร
ดำรงพระชนม์อยู่ด้วยความสุขประกอบด้วยมรรคผล ( ทรงเป็นพระ
โสดาบัน) ด้วยวิธีเดินจงกรม พระวรกายของพระองค์ก็เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น.
พระกุมารตรัสถามว่า แน่ะพนาย พระบิดาของเรายังดำรงพระชนม์
อยู่ได้อย่างไร ครั้นทรงทราบว่า ยังดำรงพระชนม์อยู่ได้ด้วยวิธีเดิน
จงกรม พระเจ้าข้า ซ้ำพระวรกายยังเปล่งปลั่งยิ่งขึ้นอีก จึงทรงพระดำริ
ว่า เราจักติดมิให้พระบิดาเดินจงกรมได้ในบัดนี้ ทรงบังคับช่างกัลบก

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 344 (เล่ม 11)

ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอามีดโกนผ่าพระบาททั้ง ๒ ของพระบิดาของเรา
แล้วเอาน้ำมันผสมเกลือทา แล้วจงย่างด้วยถ่านไม้ตะเคียนซึ่งติดไฟคุไม่มี
เปลวเลย แล้วส่งไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกช่างกัลบก ทรง
ดำริว่า ลูกของเราคงจักมีใครเตือนให้รู้สึกตัวแน่แล้ว ช่างกัลบกเหล่านี้
คงจะมาแต่งหนวดของเรา.
ช่างกัลบกเหล่านั้นไปถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ครั้นถูกตรัสถานว่า มา
ทำไม จึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระราชาพิมพิสารจึงตรัสว่า พวกเจ้าจง
ทำตามใจพระราชาของเจ้าเถิด พวกช่างกัลบกจึงกราบทูลว่า ประทับนั่งเถิด
พระเจ้าข้า ถวายบังคมพระเจ้าพิมพิสารแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้สมมติเทพ พวกข้าพระองค์จำต้องทำตามพระราชโองการ ขอพระองค์
อย่าทรงพิโรธพวกข้าพระองค์เลย การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่พระราชา
ผู้ทรงธรรมเช่นพระองค์ แล้วจับข้อพระบาทด้วยมือซ้าย ใช้มือขวาถือ
มีดโกนผ่าพื้นพระบาททั้ง ๒ ข้าง เอาน้ำมันผสมเกลือทา แล้วย่างด้วย
ถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่กำลังคุไม่มีเปลวเลย.
เล่ากันว่า ในกาลก่อน พระราชาพิมพิสารได้ทรงฉลองพระ
บาทเข้าไปในลานพระเจดีย์ และเอาพระบาทที่ไม่ได้ชำระเหยียบเสื่อกกที่
เขาปูไว้สำหรับนั่ง นี้เป็นผลของบาปนั้น.
พระราชาพิมพิสารทรงเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ทรงรำลึก
อยู่ว่า อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม อโห สงฺโฆ เท่านั้น ทรงเหี่ยว
แห้งไปเหมือนพวงดอกไม้ที่เขาวางไว้ในลานพระเจดีย์ บังเกิดเป็นยักษ์
ชื่อชนวสภะ เป็นผู้รับใช้ของท้าวเวสสวรรณในเทวโลกชั้นจาตุมหา-
ราช.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 345 (เล่ม 11)

และในวันนั้นนั่นเอง พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติ.
หนังสือ ๒ ฉบับ คือข่าวพระโอรสประสูติฉบับหนึ่ง ข่าวพระบิดาสวรรคต
ฉบับหนึ่ง มาถึงในขณะเดียวกันพอดี.
พวกอำมาตย์ปรึกษากันว่า พวกเราจักทูลข่าวพระโอรสประสูติก่อน
จึงเอาหนังสือข่าวประสูตินั้นทูนถวายในพระหัตถ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู.
ความรักลูกเกิดขึ้นแก่พระองค์ในขณะนั้นทันที ท่วมไปทั่วพระวรกายแผ่
ไปจดเยื่อในกระดูก. ในขณะนั้นพระองค์ได้รู้ซึ้งถึงคุณของพระบิดาว่า
แม้เมื่อเราเกิด พระบิดาของเราก็คงเกิดความรักอย่างนี้เหมือนกัน. จึงรีบ
มีรับสั่งว่า แน่ะพนาย จงไปปล่อยพระบิดาของเรา. พวกอำมาตย์ทูลว่า
พระองค์สั่งให้ปล่อยอะไร พระเจ้าข้า แล้วถวายหนังสือแจ้งข่าวอีกฉบับ
หนึ่งที่พระหัตถ์. พอทรงทราบความเป็นไปดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรู
ทรงกันแสง เสด็จไปเฝ้าพระมารดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เมื่อหม่อมฉัน
เกิด พระบิดาของหม่อมฉันเกิดความรักหม่อมฉันหรือหนอ พระนาง
เวเทหิมีรับสั่งว่า เจ้าลูกโง่ เจ้าพูดอะไร เวลาที่ลูกยังเล็กอยู่ เกิดเป็น
ฝีที่นิ้วมือ ครั้งนั้นพวกแม่นมทั้งหลายไม่สามารถทำให้ลูกซึ่งกำลังร้องไห้
หยุดร้องได้ จึงพาลูกไปเฝ้าเสด็จพ่อของลูกซึ่งประทับนั่งอยู่ในโรงศาล
เสด็จพ่อของลูกได้อมนิ้วมือของลูกจนฝีแตกในพระโอษฐ์นั้นเอง ครั้งนั้น
เสด็จพ่อของลูกมิได้เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงกลืนพระบุพโพปนพระ
โลหิตนั้นด้วยความรักลูก เสด็จพ่อของลูกมีความรักลูกถึงปานนี้.
พระเจ้าอาชาตศัตรูทรงกันแสงคร่ำครวญ ได้ถวายเพลิงพระศพพระบิดา.
ฝ่ายพระเทวทัตเข้าเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า มหาบพิตร พระองค์
จงสั่งคนที่จักปลงชีวิตพระสมณโคดม แล้วสั่งคนทั้งหลายที่พระเจ้า-

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 346 (เล่ม 11)

อชาตศัตรูพระราชทาน ตนเองขึ้นเขาคิชฌกูฏ กลิ้งศิลาก็แล้ว ให้ ปล่อย
ช้างนาฬาคิรีก็แล้ว ด้วยอุบายไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่อาจปลง
พระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ก็เสื่อมลาภสักการะ จึงขอวัตถุ ๕
ประการ เมื่อไม่ได้วัตถุ ๕ ประการนั้นก็ประกาศว่า ถ้าอย่างนั้น จักให้
มหาชนเข้าใจเรื่องให้ตลอด จึงทำสังฆเภท เมื่อพระสารีบุตรและพระ
โมคคัลลานะพาบริษัทกลับแล้ว จึงรากเลือดออกร้อนๆ นอนอยู่บนเตียง
คนไข้ ๙ เดือน เดือดร้อนใจ ถามว่า เดี๋ยวนี้พระศาสดาประทับอยู่ที่
ไหน ครั้นได้รับตอบว่า ในพระเชตวัน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงเอา
เตียงหามเราไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อเขาหามมา เพราะมิได้กระทำกรรมที่
ควรจะได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงถูกแผ่นดินสูบที่ใกล้สระโบกขรณี
ในพระเชตวันนั่นเอง ลงไปอยู่ในมหานรก. นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้.
ส่วนนัยแห่งเรื่องอย่างพิสดาร มาในขันธกวินัยแล้ว. ก็เพราะเรื่องนี้
มาในขันธกวินัยแล้ว จึงมิได้กล่าวทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้.
พระกุมารนี้พอเกิดเท่านั้น ก็จักเป็นศัตรูแก่พระราชา พวก
เนมิตตกาจารย์ทำนายไว้ดังนี้ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อชาตศัตรู ด้วยประการ
ฉะนี้.
บทว่า เวเทหีปุตฺโต ความว่า พระกุมารนี้ เป็นพระโอรสของ
พระธิดาพระเจ้าโกศล มิใช่ของพระเจ้าวิเทหราช.
ก็คำว่า เวเทหี นี้เป็นชื่อของบัณฑิต. เหมือนอย่างที่กล่าวว่า
คหปตานีเป็นบัณฑิต พระผู้เป็นเจ้าอานนท์เป็นบัณฑิตมุนี.
ในคำว่า เวเทหี นั้น มีอธิบายเฉพาะคำดังต่อไปนี้
ชื่อว่า เวทะ ด้วยอรรถว่า เป็นเครื่องรู้ คำว่า เวทะ นี้เป็นชื่อของ

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 347 (เล่ม 11)

ความรู้.
ชื่อว่า เวเทหี ด้วยอรรถว่า ดำเนินการ สืบต่อ พยายามด้วย
ความรู้.
โอรสของพระนางเวเทหิ ชื่อว่า เวเทหิบุตร.
บทว่า ตทหุ เท่ากับบท ตสฺมึ อหุ ความว่า ในวันนั้น.
ชื่อว่า อุโบสถ ด้วยอรรถว่า วันเป็นที่เข้าไปอยู่ (จำศีล ).
อธิบายว่า บทว่า อุปวสนฺติ จำศีล คือเป็นผู้เข้าถึงด้วยศีลหรือด้วย
อาการที่ไม่ขวนขวาย ชื่อว่า เป็นผู้อยู่จำศีล.
ก็ในคำว่า อุโบสถ นี้ มีการขยายความดังต่อไปนี้
การสวดปาติโมกข์ ชื่อว่า อุโบสถ เช่นในบาลีมีอาทิว่า อายา-
มาวุโส กปฺปิน อุโปสถํ คมิสฺสาม มาเถิดท่านกัปปินะ พวกเราจัก
ไปทำอุโบสถกัน.
ศีล ชื่อว่า อุโบสถ เช่นในบาลีมีอาทิว่า เอวํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต
โข วิสาเข อุโปสโถ อุปวุตฺโถ แน่ะนางวิสาขา ศีลประกอบด้วยองค์
๘ อย่างนี้ เราจำแล้ว.
การจำศีล ชื่อว่า อุโบสถ เช่นในบาลีมีอาทิว่า สุทฺธสฺส เว
สทา ผคฺคุ สุทฺธสฺสุโปสโถ สทา ผัคคุณฤกษ์ย่อมถึงพร้อมแก่ผู้
หมดจดแล้วทุกเมื่อ การจำศีลย่อมถึงพร้อมแก่ผู้หมดจดทุกเมื่อ.
บัญญัติ ชื่อว่า อุโบสถ เช่นในบาลีมีอาทิว่า อุโปสโถ
นาม นาคราชา นาคราช ชื่อว่า บัญญัติ.
วันที่ควรจำศีล ชื่อว่า อุโบสถ เช่นในบาลีมีอาทิว่า น ภิกฺขเว
ตทหุโปสเถ สภิกฺขุกา อาวาสา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในวันที่ควรจำศีล

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 348 (เล่ม 11)

นั้น วัดว่างภิกษุ.
แม้ในที่นี้ก็ประสงค์วันที่พึงจำศีลนั่นแหละ. ก็วันที่พึงจำศีลนี้นั้น
มี ๓ คือ วัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ เพราะฉะนั้น ที่กล่าวใน
บาลีว่า วัน ๑๕ ค่ำ ก็เพื่อห้ามวัน ๘ ค่ำและวัน ๑๔ ค่ำทั้ง ๒ วัน. ฉะนั้น
จึงกล่าวว่า ชื่อว่า อุโบสถ ด้วยอรรถว่า วันเป็นที่เข้าไปอยู่ (จำศีล ).
บทว่า โกมุทิยา ความว่า มดอกโกมุทบาน. ได้ยินว่า เวลานั้น
ดอกโกมุทบานเต็มที่.
ชื่อว่า โกมุทิ ด้วยอรรถว่า เป็นฤดูมีดอกโกมุท.
บทว่า จาตุมาสินิยา ความว่า สุดเดือน ๔.
จริงอยู่ วันอุโบสถวันนั้นเป็นวันที่สุดแห่งเดือน ๔ เหตุนั้น จึงชื่อว่า
จาตุมาสี. แต่ในที่นี้ท่านเรียกว่า จาตุมาสินี.
เพราะเหตุที่ว่าวันนั้นพอดีเต็มเดือน เต็มฤดู เต็มปี สมบูรณ์
จึงชื่อว่า ปุณฺณา.
ศัพท์ว่า มา ท่านเรียกพระจันทร์.
พระจันทร์เต็มในวันนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปุณฺณมา.
ในบททั้ง ๒ คือ ปุณฺณาย และ ปุณฺณมาย นี้ พึงทราบ
เนื้อความดังกล่าวมานี้.
บทว่า ราชา อมจฺจปริวุโต ความว่า พระราชาแวดล้อมด้วย
อำมาตย์ทั้งหลาย ในราตรีซึ่งสว่างไสวไปด้วยแสงจันทร์เต็มดวงที่ปราศจาก
เครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการ ปานประหนึ่งทิศาภาคที่ชำระล้างด้วยธาร
น้ำนมมีแสงเงินยวงออกเป็นช่อ และดุจช่อดอกโกมุททำด้วยผ้าเนื้อดีสีขาว
ราวกะว่าพวงแก้วมุกดาและพวงดอกมะลิ มีแสงแวววาวกระจายดังวิมาน

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 349 (เล่ม 11)

เงินเปล่งรัศมี.
บทว่า อุปริปาสาทวรคโต ความว่า ประทับอยู่ในมหาปราสาท
ชั้นบน. ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ทองภายใต้มหาเศวตฉัตรที่ยกขึ้น
ไว้ซึ่งควรแก่ควานยิ่งใหญ่.
ถามว่า ประทับนั่งทำไม ?
แก้ว่า เพื่อบรรเทาความหลับ.
พระราชาองค์นี้แหละ ตั้งแต่วันที่พยายามปลงพระชนม์พระบิดา
พอหลับ พระเนตรทั้ง ๒ ลงด้วยตั้งพระทัยว่าจักหลับ ก็สะดุ้งเฮือกเหมือน
ถูกหอกตั้งร้อยเล่มทิ่มแทง ทรงตื่นอยู่ (ไม่หลับ เพราะหวาดภัย
เหลือเกิน). ครั้นพวกอำมาตย์ทูลถามว่า เป็นอะไร พระองค์ก็มิได้ตรัส
อะไร ๆ. เพราะฉะนั้น ความหลับจึงมิได้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์.
ดังนั้นจึงประทับนั่งเพื่อบรรเทาความหลับ.
อนึ่ง ในวันนั้นมีนักษัตรเอิกเกริกมาก. ทั่วพระนครกวาดกัน
สะอาดเรียบร้อย. เอาทรายมาโรย. ประตูเรือนประดับดอกไม้ ๕ สี.
ข้าวตอกและหม้อใส่น่าเต็ม. ทุกทิศาภาคชักธงชัย ธงแผ่นผ้า. ประดับ
ประทีปนาลาวิจิตรโชติช่วง. มหาชนเล่นนักษัตรกันสนุกสนานตานวิถีถนน
เบิกบานกันทั่วหน้า.
อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ประทับนั่งเพราะเป็นวันเล่นนักษัตร
ดังนี้ก็มี. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เป็นอันทำสันนิษฐานว่า นักษัตร
ทุกครั้งเป็นของราชตระกูล แต่พระราชาองค์นี้ ประทับนั่งเพื่อบรรเทา
ความหลับเท่านั้น.
บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ทรงเปล่งอุทาน.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 350 (เล่ม 11)

น้ำมันที่ล้นเครื่องตวงจนไม่อาจตวงได้ เขาเรียกว่า น้ำมันล้น
ฉันใด และน้ำที่ท่วมบ่อจนไม่อาจชังอยู่ได้ เขาเรียกว่า ห้วงน้ำล้น
ฉันใด คำปีติที่เปี่ยมใจจนไม่อาจเก็บไว้ได้ ดำรงอยู่ภายในใจไม่ได้
ล้นออกมาภายนอกนั้น เรียกว่า อุทาน ฉันนั้น. พระราชาทรงเปล่งคำที่
สำเร็จด้วยปีติเห็นดังนี้.
บทว่า โทสินา ความว่า ปราศจากโทษ. อธิบายว่า ปราศจาก
เครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการเหล่านี้ คือ หมอก น้ำค้าง กลุ่มควัน
ราหู.
ราตรีนั้นมีคำชม ๕ ประการ มีเป็นที่น่ารื่นรมย์เป็นต้น ก็ราตรีนั้น
ชื่อว่า รมฺมนียา เพราะอรรถว่า ทำใจของมหาชนให้รื่นรมย์.
ชื่อว่า อภิรูปา เพราะอรรถว่า งามยิ่งนัก เพราะสว่างด้วยแสง
จันทร์ซึ่งพ้นจากโทษดังกล่าว.
ชื่อว่า ทสฺสนียา เพราะอรรถว่า ควรที่จะดู.
ชื่อว่า ปาสาทิกา เพราะอรรถว่า ทำจิตให้ผ่องใส.
ชื่อว่า ลกฺขญฺญา เพราะอรรถว่า ควรที่จะกำหนดวันและเดือน
เป็นต้น.
บทว่า กํ นุ ขฺวชฺช ตัดบทเป็น กํ นุ โข อชฺช.
บทว่า สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ความว่า ชื่อว่าสมณะ เพราะ
เป็นผู้สงบบาป ชื่อว่า พราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป
บทว่า ยนิโน ปยิรุปาสโต ความว่า จิตของเราผู้เข้าไปหา
สมณะหรือพราหมณ์ผู้ฉลาดพูด เพื่อถามปัญหา พึงเลื่อมใสเพราะได้ฟัง
ธรรมที่ไพเราะ.

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 351 (เล่ม 11)

ด้วยพระดำรัสแม้ทั้งหมดนี้ พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงกระทำแสง
สว่างให้เป็นนิมิต ด้วยประการฉะนี้.
ทรงกระทำแก่ใคร ? แก่หมอชีวก. เพื่ออะไร ? เพื่อเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า. ก็พระเจ้าอชาตศัตรูไม่อาจเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง
หรือ ? ถูกแล้ว ไม่อาจ. เพราะเหตุไร ? เพราะพระองค์มีความผิดมาก.
ด้วยว่า พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปลงพระชนม์ชีพพระบิดาของ
พระองค์ผู้เป็นอุบปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าและเป็นอริยสาวก และ
พระเทวทัตก็ได้อาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นนั่นแหละกระทำความฉิบหาย
ใหญ่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ความผิดจึงมากด้วยประการฉะนี้. ด้วย
ความที่พระองค์มีความผิดมากนั้น จึงไม่อาจเสด็จไปเฝ้าด้วยพระองค์เอง.
อนึ่ง หมอชีวก ก็เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระเจ้าอชาต-
ศัตรูจึงได้ทรงกระทำแสงสว่างให้เป็นนิมิต ด้วยหมายพระทัยว่า เราจัก
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเป็นเงาตามหลังหมอชีวกนั้น.
หมอชีวกรู้ว่า พระราชาทรงกระทำแสงสว่างให้เป็นนิมิตแก่ตน
หรือ ? รู้อย่างดี. เมื่อรู้เหตุไรจึงนิงเสีย ? เพื่อตัดความวุ่นวาย. ด้วยว่า
ในบริษัทนั้น มีอุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ ประชุมกันอยู่มาก. เขาเหล่านั้น
แม้ตนเองก็ไม่ได้รับการศึกษาเลย เพราะผู้ไม่ได้รับการศึกษาอยู่ใกล้ชิด
เมื่อเราเริ่มกล่าวถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาเหล่านั้นก็จัก
ผลุดลุกผลุดนั่งในระหว่าง ๆ กล่าวคุณแห่งศาสดาของตน ๆ เมื่อเป็น
เช่นนี้ คุณกถาแห่งพระศาสดาของเราก็จักไม่สิ้นสุดลงได้ ฝ่ายพระราชา
ครั้นทรงพบกุลุปกะของครูทั้ง ๖ เหล่านี้แล้ว มิได้พอพระทัยในคุณกถา
ของครูทั้ง ๖ เหล่านั้น เพราะไม่มีสาระที่จะถือเอาได้ ก็จักกลับมาทรง

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 352 (เล่ม 11)

ถามเรา ครั้นถึงตอนนั้น เราจักกล่าวพระคุณของพระศาสดา โดย
ปราศจากความวุ่นวาย แล้วจักพาพระเจ้าอชาตศัตรูไปสู่สำนักของพระ
ศาสดา หมอชีวกรู้ชัดอยู่อย่างนี้จึงนิ่งเสีย เพื่อตัดความวุ่นวาย ดังนี้แล.
อำมาตย์แม้เหล่านั้นพากันคิดอย่างนี้ว่า วันนี้พระราชาทรงชมราตรี
ด้วยบท ๕ บท คงมีพระประสงค์จะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์บางองค์
ถามปัญหาแล้วฟังธรรมเป็นแน่ ถ้าพระราชานี้จักทรงสดับธรรมของ
สมณะหรือพราหมณ์องค์ใดแล้ว ทรงเลื่อมใส และจักทรงกระทำสักการะ
ใหญ่แก่สมณะหรือพราหมณ์องค์นั้น สมณะผู้เป็นกุลุปกะของผู้ใด ได้เป็น
กุลุปกะของพระราชา ผู้นั้นย่อมมีความเจริญ ดังนี้.
อำมาตย์เหล่านั้นครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงเริ่มกล่าวสรรเสริญสมณะ
ผู้เป็นกุลุปกะของตน ๆ ด้วยหมายใจว่า เรากล่าวสรรเสริญสมณะผู้เป็น
กุลุปกะของตนแล้วจักพาพระราชาไป เราก็จักไป. เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูมีกระแสพระดำรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์
ของพระราชาคนหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาครูทั้ง ๖ เหล่านั้น คำว่า ปูรโณ เป็นชื่อแห่งศาสดา-
ปฏิญญา. คำว่า กสฺสโป เป็นโคตร.
ได้ยินว่า ปูรณกัสสปนั้นเป็นทาสที่ ๙๙ ของตระกูลหนึ่ง เหตุนั้น
เขาจึงตั้งชื่อว่า ปูรณะ แต่เพราะเป็นทาสที่เป็นมงคล จึงไม่มีใครคอยว่า
กล่าวว่า ทำดี ทำชั่ว หรือว่า ยังไม่ทำ ทำไม่เสร็จ. ได้ยินว่า
นายปูรณะนั้นคิดว่า เราจะอยู่ในที่นี้ทำไม จึงหนีไป. ครั้งนั้นพวกโจร
ได้ชิงผ้าของเขาไป. เขาไม่รู้จะหาใบไม้หรือหญ้ามาปกปิดกาย จึงเปลือยกาย
เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. มนุษย์ทั้งหลายเห็นเขา เข้าใจว่า ท่านผู้นี้

352