ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 233 (เล่ม 11)

เป็นไปในเทศนาธรรม เช่นในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น . . . . . . แก่เธอทั้งหลาย.
เป็นไปในปริยัติธรรม เช่นในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ.
เป็นไปในนิสัตตธรรม เช่นในประโยคมีอาทิว่า ก็ในสมัยนั้นแล
ธรรมมีอยู่ คือ ขันธ์ทั้งหลายมีอยู่.
ก็ในพระบาลีนี้ ธรรมศัพท์เป็นไปในคุณธรรม. เพราะฉะนั้น
พึงเห็นความในพระบาลีนี้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตยังมีคุณ
อื่น ๆ อีก.
บทว่า คมฺภีรา ความว่า มีที่ตั้งอันญาณของบุคคลอื่นหยั่งไม่ได้
ยกเว้นตถาคต เหมือนมหาสมุทรอันปลายจะงอยปากยุงหยั่งไม่ถึงฉะนั้น.
ที่ชื่อว่า เห็นได้ยาก เพราะลึกซึ่งนั่งเอง.
ที่ชื่อว่า ได้ยาก เพราะเห็นได้ยากนั่นเอง.
ที่ชื่อว่า สงบ เพราะดับความเร่าร้อนทั้งหมด.
ก็ชื่อว่า สงบ แม้เพราะเป็นไปในอารมณ์ที่สงบ.
ที่ชื่อว่า ประณีต เพราะทำให้ไม่รู้จักอิ่ม ดุจโภชนะที่มีรสอร่อย
ที่ชื่อว่า คาดคะเนเอาไม่ได้ เพราะจะใช้การคะเนเอาไม่ได้ เหตุ
เป็นวิสัยแห่งญาณอันสูงสุด.
ที่ชื่อว่า ละเอียด เพราะมีสภาพละเอียดอ่อน.
ที่ชื่อว่า รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เพราะบัณฑิตเท่านั้นพึงรู้ เหตุมิใช่
วิสัยของพวกพาล.
ข้อว่า เย ตถาคโต สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ ความว่า

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 234 (เล่ม 11)

ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ตถาคตเป็นผู้ที่มิใช่มีบุคคลอื่นแนะนำ ก็ทำให้ประจักษ์
ด้วยพระปรีชาญาณอันวิเศษยิ่งเอาทีเดียว แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง คือ
แสดง กล่าว ประกาศ.
บทว่า เยหิ ความว่า ด้วยคุณธรรมเหล่าใด.
บทว่า ยถาภุจฺจํ แปลว่า ตามเป็นจริง.
ข้อว่า วณฺณํ สมฺมา วทมานา วเทยฺยุํ ความว่า ผู้ประสงค์
จะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวได้โดยชอบ อธิบายว่า อาจกล่าวได้
ไม่บกพร่อง.
ถามว่า ก็และธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญอย่างนี้นั้น
ได้แก่อะไร ?
ตอบว่า ได้แก่พระสัพพัญญุตญาณ.
ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงทรงท่านิเทศเป็นพหุวจนะ.
ตอบว่า เพราะประกอบด้วยจิตมากดวง และมีอารมณ์มากมาย.
จริงอยู่ พระสัพพัญญุตญาณนั้น ได้ในมหากิริยาจิตที่เป็นญาณ-
สัมปยุต ๔ ดวง. และธรรมอะไร ๆ ที่ไม่ชื่อว่าเป็นอารมณ์ของพระสัพ-
พัญญุตญาณนั้น หามิได้. สมดังคำที่พระสารีบุตรกล่าวไว้เป็นต้นว่า ชื่อว่า
พระสัพพัญญุตญาณ เพราะรู้ธรรมทั้งหมด กล่าวคือ ธรรมส่วนอดีต
อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะไม่มีเครื่องขัดข้องใน
พระญาณนั้น.
ทรงทำนิเทศเป็นพหุวจนะ เพราะประกอบด้วยจิตมากดวง และ
เพราะมีอารมณ์มากมายด้วยอำนาจที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ด้วยประการฉะนั้นแล.
ส่วนคำว่า อญฺเญว นี้เป็นคำกำหนดไว้ในพระบาลีนี้ พึงประกอบ

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 235 (เล่ม 11)

กับบททุกบทอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่าอื่นมิใช่ธรรมมีเว้นจากปาณาติบาต
เป็นต้น ลึกซึ้งจริง ๆ ไม่ใช่ตื้น.
ก็สาวกบารมีญาณลึกซึ้ง แต่ปัจเจกโพธิญาณยังลึกซึ้งกว่านั้น
ฉะนั้น จึงไม่มีคำกำหนดไว้ในสาวกบารมีญาณนั้น และพระสัพพัญญุต-
ญาณยังลึกซึ้งกว่าปัจเจกโพธิญาณนั้น ฉะนั้น จึงไม่มีคำกำหนดไว้ใน
ปัจเจกโพธิญาณนั้น ส่วนญาณอื่นที่ลึกซึ้งกว่าพระสัพพัญญุตญาณนี้ไม่มี
ฉะนั้น จึงได้คำกำหนดว่า ลึกซึ้งทีเดียว. พึงทราบคำทั้งหมดว่า เห็น
ได้ยาก รู้ตามได้ยาก เหมือนอย่างนั้น.
ก็คำถามในบทว่า กตเม จ เต ภิกฺขเว นี้ เป็นคำถามเพื่อ
ประสงค์จะแก้ธรรมเหล่านั้น.
ในคำเป็นต้นว่า สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา ดังนี้
เป็นคำตอบคำถาม.
หากจะมีคำถามว่า ก็เหตุไรจึงทรงเริ่มคำคอบคำถามนี้อย่างนี้ ?
ตอบว่า การที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงถึงฐานะ ๔ ประการ
แล้วทรงบันลือเป็นการยิ่งใหญ่ พระปรีชาญาณก็ติดตามทา ความที่พระ
พุทธญาณยิ่งใหญ่ย่อมปรากฏ พระธรรมเทศนาลึกซึ้ง ตรึงตราไว้ด้วย
พระไตรลักษณ์ ประกอบด้วยสุญญตา.
ฐานะ ๔ ประการอะไรบ้าง ?
คือ ทรงบัญญัติพระวินัย ประการ ๑ ทรงกำหนดธรรมอันเป็น
ภูมิพิเศษ ประการ ๑ ทรงจำแนกปัจจยาการ ประการ ๑ ทรงรู้ถึงลัทธิอื่น
ประการ ๑.

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 236 (เล่ม 11)

เพราะฉะนั้น ธรรมดาว่าการทรงบัญญัติสิกขาบท ในเมื่อเรื่องลง
กันได้อย่างนี้ว่า นี้โทษเบา นี้โทษหนัก นี้เป็นความผิดแก้ไขไม่ได้ นี้
เป็นอาบัติ นี้ไม่เป็นอาบัติ นี้เป็นอาบัติถึงชั้นเด็ดขาด นี้เป็นอาบัติถึง
ขั้นอยู่กรรม นี้เป็นอาบัติขั้นแสดง นี้เป็นโลกวัชชะ นี้เป็นปัณณัตติวัชชะ
ควรบัญญัติข้อนี้เข้าในเรื่องนี้ ดังนี้ ในการทรงบัญญัติสิกขาบทนั้น ผู้อื่น
ไม่มีปรีชาสามารถ เรื่องนี้มิใช่วิสัยของผู้อื่น เป็นวิสัยของพระตถาคต
เท่านั้น. ดังนั้น การที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงถึงฐานะ คือ ทรงบัญญัติ
พระวินัยดังนี้ ทรงบันลือจึงเป็นการยิ่งใหญ่ พระปรีชาญาณก็ติดตามมา
ประกอบด้วยสุญญตา ดังนี้แล.
อนึ่ง คนเหล่าอื่นไม่มีปรีชาสามารถจะกล่าวจำแนกอภิธรรมปิฎก
สมันตปัฏฐานอนันตนัย ๒๔ ประการว่า ชื่อว่า สติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่า
อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า ธาตุ ๑๘
ชื่อว่า อริยสัจ ๔ ชื่อว่า อินทรีย์ ๒๒ ชื่อว่า เหตุ ๙ ชื่อว่า อาหาร ๔
ชื่อว่า ผัสสะ ๗ ชื่อว่า เวทนา ๗ ชื่อว่า สัญญา ๗ ชื่อว่า เจตนา ๗
ชื่อว่า จิต ๗ ในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กามาวจรธรรมเท่านี้ ชื่อว่า
รูปาวจรปริยาปันธรรมเท่านี้ ชื่อว่า อรูปาวจรอปริยาปันธรรมเท่านี้ ชื่อว่า
โลกิยธรรมเท่านี้ ชื่อว่า โลกุตตรธรรมเท่านี้ ดังนี้. เรื่องนี้มิใช่วิสัย
ของผู้อื่น เป็นวิสัยของพระตถาคตเท่านั้น. ดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทรงถึงฐานะ คือ ทรงกำหนดธรรมอันเป็นภูมิพิเศษ ทรงบันลือจึงเป็น
การยิ่งใหญ่ พระปรีชาญาณก็ติดตามมา ประกอบด้วยสุญญตา ดังนี้แล
อนึ่ง อวิชชานี้ใดเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย โดยอาการ ๙ อย่าง
คือ อวิชชานั้นเป็นปัจจัยโดยภาวะที่เกิดขึ้น ๑ เป็นปัจจัยโดยภาวะที่เป็น

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 237 (เล่ม 11)

ไป ๑ เป็นปัจจัยโดยภาวะที่เป็นนิมิต ๑ เป็นปัจจัยโดยความประมวลมา ๑
โดยเป็นความประกอบร่วม ๑ โดยเป็นความกังวล ๑ โดยเป็นสมุทัย ๑
โดยเป็นเหตุ ๑ โดยเป็นปัจจัย ๑
อนึ่ง สังขารเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่วิญญาณเป็นต้น โดยอาการ
๙ อย่าง ดังที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย
ชื่อธัมมัฏฐิติญาณ อย่างไร ? คือ อวิชชาเป็นที่ตั้งแห่งความเกิด
ของสังขาร ๑ เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไปของสังขาร ๑ เป็นที่ตั้งแห่งนิมิต
ของสังขาร ๑ เป็นที่ตั้งแห่งความประมวลมาของสังขาร ๑ เป็นที่ตั้งแห่ง
การประกอบร่วมของสังขาร ๑ เป็นที่ตั้งแห่งความกังวลของสังขาร ๑
เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัยของสังขาร ๑ เป็นที่ตั้งแห่งเหตุของสังขาร ๑ เป็นที่
ตั้งแห่งปัจจัยของสังขาร ๑ อวิชชาเป็นปัจจัยโดยอาการ ๙ อย่างนี้ สังขาร
เป็นธรรมที่อาศัยกันเกิดขั้น ธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นปัจจัยและเกิด
แต่ปัจจัย ปัญญาในการกำหนดปัจจัยดังกล่าวนี้ ชื่อธัมมัฏฐิติญาณ
ทั้งอดีตกาล ทั้งอนาคตกาล อวิชชาเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดขึ้นของสังขาร ๑
เป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของสังขาร ๑ อวิชชาเป็นปัจจัยโดยอาการ ๙ อย่างนี้
สังขารเป็นธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นปัจจัยและ
เกิดแต่ปัจจัย ปัญญาในการกำหนดปัจจัยดังกล่าวนี้ ชื่อธัมมัฏฐิติญาณ
ชาติเป็นที่ตั้งแห่งความเกิดของชรามรณะ ๑ และเป็นที่ตั้งแห่งปัจจัยของ
ชรามรณะ ๑ ชาติเป็นปัจจัยโดยอาการ ๙ อย่างนี้ ชรามรณะเกิดแต่ปัจจัย
ธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นปัจจัยและเกิดแต่ปัจจัย ปัญญาในการกำหนด
ปัจจัยดังกล่าวนี้ ชื่อธัมมัฏฐิติญาณ ดังนี้. คนเหล่าอื่นไม่มีปรีชาสามารถ
ที่จะกล่าวจำแนกปฏิจจสมุปบาทอันมีวัฏฏะ ๓ มีกาล ๓ มีสนธิ ๓ มี

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 238 (เล่ม 11)

สังเขป ๔ มีอาการ ๒๐ ซึ่งเป็นไปโดยความเป็นปัจจัย โดยประการนั้น ๆ
แก่ธรรมนั้น ๆ ดังพรรณนามาฉะนี้ได้ นี้มิใช่วิสัยของผู้อื่น เป็นวิสัย
ของพระตถาคตเท่านั้น. ดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงถึงฐานะคือ
ปัจจยาการ ทรงบันลือจึงเป็นการยิ่งใหญ่ พระปรีชาญาณก็ติดตามมา
ประกอบด้วยสุญญตา ดังนี้แล.
อนึ่ง คนพวกที่ชื่อว่า สัสสตวาทะ มี ๔
คนพวกที่ชื่อว่า เอกัจจสัสสตวาทะ มี ๔
คนพวกที่ชื่อว่า อันตาอันติกะ มี ๔
คนพวกที่ชื่อว่า อมราวิกเขปะ มี ๔
คนพวกที่ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนิกะ มี ๒
คนพวกที่ชื่อว่า สัญญีวาทะ มี ๑๖
คนพวกที่ชื่อว่า อสัญญีวาทะ มี ๘
คนพวกที่ชื่อว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ มี ๘
คนพวกที่ชื่อว่า อุจเฉทวาทะ มี ๗
คนพวกที่ชื่อว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ มี ๕
คนเหล่านั้นอาศัยทิฏฐินี้แล้ว ยึดถือทิฏฐินี้ ฉะนั้น จึงรวมเป็น
ทิฏฐิ ๖๒ คนเหล่าอื่นไม่มีปรีชาสามารถที่จะกล่าวทำลายทิฏฐิเหล่านั้น
สะสางไม่ให้รกได้ นี้มิใช่วิสัยของผู้อื่น เป็นวิสัยของพระตถาคตเท่านั้น
ดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงรู้ถึงฐานะข้อที่เป็นลัทธิอื่น ดังนี้แล้ว
ทรงบันลือจึงเป็นการยิ่งใหญ่ จัดเข้าเป็นพระปรีชาญาณย่อมติดตามมา
ความที่พระพุทธญาณยิ่งใหญ่ก็ปรากฏ เทศนาย่อมลึกซึ้ง ตรึงตราไว้ด้วย
ลักษณะ ๓ ประกอบด้วยสุญญตา ดังนี้แล.

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 239 (เล่ม 11)

แต่ในที่นี้ ได้ฐานะคือลัทธิอื่น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
ธรรมราชา เมื่อทรงติดตามฐานะคือลัทธิอื่น เพื่อทรงแสดงความที่พระ
สัพพัญญุตญาณยิ่งใหญ่ และเพื่อทรงประกอบสุญญตาด้วยพระธรรมเทศนา
จึงทรงเริ่มคำถามและตอบอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์
พวกหนึ่ง ดังนี้.
ในพระบาลีนั้น บทว่า สนฺติ ความว่า มีปรากฏเกิดขึ้น.
บทว่า ภิกฺขเว เป็นคำอาลปนะ.
บทว่า เอเก ก็คือ บางพวก.
บทว่า สมณพฺราหฺมณา ความว่า ที่ชื่อว่า สมณะ. เพราะความ
เข้าบวช ที่ชื่อว่า พราหมณ์ โดยกำเนิด. อีกอย่างหนึ่ง โลกสมมติ
อย่างนี้ว่า สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง.
สมณพราหมณ์ ชื่อว่า ปุพฺพนฺตกปฺปิกา เพราะกำหนด คือ แยก
ขันธ์ส่วนอดีตแล้วยึดถือ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุพฺพนฺตกปฺปิกา เพราะ
การกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีอยู่แก่สมณพราหมณ์เหล่านั้น.
ศัพท์ว่า อนฺโต นี้ในพระบาลีนั้น ใช้ในอรรถ คือ ลำไส้ใหญ่
ภายใน ขอบเขต เลว สุด ส่วน.
จริงอยู่ อนฺต ศัพท์ ใช้ในอรรถว่า ลำไส้ใหญ่ เช่นในประโยค
มีอาทิว่า อนฺตปูโร อุทรปูโร เต็มไส้ เต็มท้อง.
ใช้ในอรรถว่า ภายใน เช่นในประโยคมีอาทิว่า
จรนฺติ โลเก ปริวารฉนฺนา
อนฺโต อสุทฺธา พหิ โสภมานา
คนผู้ไม่สำรวม ภายในไม่บริสุทธิ์

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 240 (เล่ม 11)

งามแต่ภายนอก แวดล้อมด้วยบริวาร
เที่ยวไปในโลก.
ใช้ในอรรถว่า ขอบเขต เช่นในประโยคมีอาทิว่า
กายพนฺธนสฺส อนฺโต ชิรติ สา หริตนฺตํ วา ปถนฺตํ วา
ขอบประคดเอวเก่า ไฟนั้น มาถึงเขตของเขียวก็ดี เขตทางก็ดี.
ใช้ในอรรถว่า เลว เช่นในประโยคมีอาทิว่า
อนฺตมิทํ ภิกฺขเว ชีวิกานํ ยทิทํ ปิณฺโฑลฺยํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาการเลี้ยงชีพทั้งหลาย
การเลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนี้เลว.
ใช้ในอรรถว่า สุด เช่นในประโยคมีอาทิว่า เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส
นี้แหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์.
จริงอยู่ ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งปวง เป็นส่วนสุด ท่านเรียกว่า
ที่สุดแห่งทุกข์.
ใช้ในอรรถว่า ส่วนอื่น เช่นในประโยคมีอาทิว่า
เอเสวฺโต ทุกฺขสฺส นี่เป็นส่วนอื่นของทุกข์. อนึ่ง ส่วนอื่น
ของทุกข์ที่นับว่าเป็นปัจจัยทุกอย่างเรียกว่า ส่วนสุด. ใช้ในอรรถว่า ส่วน
เช่นในประโยคมีอาทิว่า
สกฺกาโย โข อาวุโส เอโก อนฺโต
ดูก่อนอาวุโส สักกายะแล เป็นส่วนหนึ่ง.
แม้ในที่นี้ อนฺต ศัพท์ นี้นั้น ก็เป็นไปในอรรถว่า ส่วน.
แม้ กปฺป ศัพท์ ก็เป็นไปในอรรถหลายอย่าง เช่น อายุกัป

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 241 (เล่ม 11)

เลสกัป และวินัยกัป เป็นต้น อย่างนี้ว่า ติฏฺฐตุ ภนฺเต ภควา กปฺปํ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป
เถิด อตฺถิ กปโป นิปชฺชิตุํ มีเลสเพื่อจะนอน กปฺปกเตน อกปฺปกตํ
สํสิพฺพิตํ โหติ จีวรที่ยังไม่ได้ทำเครื่องหมายไว้ เย็บกับจีวรที่ทำเครื่อง
หมายไว้แล้ว. ในที่นี้พึงทราบว่า เป็นไปในอรรถว่า ตัณหาและทิฏฐิ.
ข้อนี้แม้พระสารีบุตรก็ได้กล่าวไว้ว่า โดยอุทานว่า กปฺโป กัปปะ มี
๒ อย่าง คือ ตัณหากัปปะ ข้อกำหนดคือตัณหา และทิฏฐิกัปปะ
ข้อกำหนดคือทิฏฐิ ฉะนั้น พึงทราบความในคำว่า ปุพฺพนฺตกปฺปิกา นี้
อย่างนี้ว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด กำหนดขันธ์ส่วนอดีตโดยเป็นตัณหา
และทิฏฐิ ตั้งอยู่แล้ว เหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ปุพพนฺต-
กปฺปิกา ผู้กำหนดขันธ์ส่วนอดีต.
ที่ชื่อว่า ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิโน เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น ผู้
กำหนดขันธ์ส่วนอดีตตั้งอยู่อย่างนี้ มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีตนั่นเอง
โดยที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ. สมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ เมื่อมา
ปรารภอาศัย อ้างอิงขันธ์ส่วนอดีตนั้น ทำแม้คนอื่นให้เห็นไปด้วย
กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายอย่าง ด้วยเหตุ ๑๘ ประการ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกวิหิตานิ ได้แก่หลายอย่าง.
บทว่า อธิมุตติปพานิ ได้แก่บทที่เป็นชื่อ.
อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิ เรียกว่า อธิมุตติ เพราะเป็นไปครอบงำ
อรรถที่เป็นจริง ไม่ถือเอาตามสภาวะที่เป็นจริง. บทแห่งอธิมุตติทั้งหลาย
ชื่อว่า อธิมุตติปทานิ ได้แก่คำที่แสดงทิฏฐิ.
บทว่า อฏฺฐารสหิ วตฺถูหิ ได้แก่โดยเหตุ ๑๘ ประการ.

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 242 (เล่ม 11)

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า สนฺติ ภิกฺขเว เพื่อ
ตรัสถามโดยนัยมีอาทิว่า เต จ โภนฺโต แล้วจำแนกแสดงวัตถุเหล่านั้น
เพื่อประสงค์จะแสดงวัตถุ ๑๘ ที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวย้ำ.
ในพระบาลีนั้น ที่ชื่อว่า วาทะ เพราะเป็นเครื่องกล่าว. คำว่า
วาทะ นี้ เป็นชื่อแห่งทิฏฐิ.
ที่ชื่อว่า สัสสตวาทะ เพราะมีวาทะว่าเที่ยง. อธิบายว่า เป็นพวก
มีความเห็นว่าเที่ยง.
แม้บทอื่น ๆ นอกจากนี้ ที่มีรูปอย่างนี้ ก็พึงทราบความโดยนัย
นี้แหละ.
คำว่า สสฺสตํ อตฺตานญฺจ โลกญฺจ ความว่า ยึดขันธ์มีรูปเป็นต้น
อย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าเป็นอัตตาและว่าเป็นโลก แล้วบัญญัติอัตตาและโลก
นั้นว่ายั่งยืน ไม่ตาย เที่ยง มั่นคง ดังที่ตรัสไว้ว่า บัญญัติรูปว่าเป็น
อัตตาและโลก บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง อนึ่ง บัญญัติเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอัตตาและโลก บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.
ในคำมีอาทิว่า อาตปฺปมนฺวาย มีอธิบายว่า ความเพียรชื่อว่า
อาตัปปะ. โดยภาวะที่ยังกิเลสให้เร่าร้อน ความเพียรนั้นแหละ ชื่อว่า
ปธานะ โดยเป็นความตั้งมั่น ชื่อว่า อนุโยคะ โดยที่ประกอบอยู่บ่อย ๆ
ความว่า เป็นไปตาม คืออาศัย คือพึ่งพิงความเพียรทั้ง ๓ ประเภท
ดังพรรณนามาฉะนี้.
ความไม่อยู่ปราศแห่งสติ เรียกว่า ความไม่ประมาท
บทว่า สมฺมามนสิกาโร มีอธิบายว่า มนสิการโดยอุบาย คือ
มนสิการครั้งแรก โดยความได้แก่ปัญญา.

242