ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 223 (เล่ม 11)

บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ตำราทายนิมิต.
ได้ยินว่า พระเจ้าปัณฑุราช ทรงกำแก้วมุกดาไว้ ๓ ดวง แล้ว
ตรัสถามหมอดูนิมิตว่า อะไรอยู่ในกำมือของฉัน ? หมอดูนิมิตผู้นั้น
เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ และในเวลานั้น แมลงวันถูกจิ้งจกคาบแล้วหลุดไป
เขาจึงกราบทูลว่า แก้วมุกดา ตรัสถามต่อไปว่า กี่ดวง ? เขาได้ยินเสียง
ไก่ขัน ๓ ครั้ง จึงกราบทูลว่า ๓ ดวง. สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวก
ทายนิมิตอ้างตำราทายนิมิตนั้น ๆ อยู่อย่างนี้.
บทว่า อุปฺปาตํ ได้แก่ทายวัตถุใหญ่ ๆ เช่น อสนีบาต เป็นต้น
ตกลงมา. ก็สมณพราหมณ์บางพวกเห็นดังนั้นแล้ว ทำนายอ้างว่า จักมี
เรื่องนี้ จักเป็นอย่างนี้.
บทว่า สุปินํ ได้แก่สมณพราหมณ์บางพวกประกอบเนือง ๆ ซึ่ง
การทำนายฝันโดยนัยมีอาทิว่า ผู้ฝันเวลาเช้า จะมีผลอย่างนี้ ผู้ฝันดังนี้
จะมีเรื่องชื่อนี้ ดังนี้อยู่.
บทว่า ลกฺขณํ ได้แก่ตำราทายลักษณะมีอาทิว่า ผู้ที่ประกอบด้วย
ลักษณะนี้ จะเป็นพระราชา ด้วยลักษณะนี้ จะเป็นอุปราช.
บทว่า มูสิกจฺฉินฺนํ ได้แก่ตำราทำนายหนูกัดผ้า. ก็เมื่อผ้าแม้ถูก
หนูนั้นคาบมาหรือไม่คาบมาก็ตาม กัดอย่างนี้ตั้งแต่ที่นี้ไป สมณพราหณ์
บางพวกก็ทำนายอ้างว่า จะมีเรื่องชื่อนี้.
บทว่า อคฺคิโหมํ ได้แก่พิธีบูชาไฟว่า เมื่อใช้ฟืนอย่างนี้ บูชาไฟ
อย่างนี้ จะมีผลชื่อนี้.
แม้พิธีเบิกแว่นเวียนเทียนเป็นต้น ก็คือ พิธีบูชาไฟนั่นเอง ตรัส
ไว้แผนกหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งความเป็นไปอย่างนี้ว่า เมื่อใช้แว่นเวียน

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 224 (เล่ม 11)

เทียนเห็นปานนี้ ใช้วัตถุมีรำเป็นต้นเช่นนี้บูชาไฟ จะมีผลชื่อนี้.
บทว่า กโณ ในพิธีนั้น ได้แก่รำข้าว.
บทว่า ตณฺฑุล ได้แก่ข้าวสารแห่งข้าวสาลีเป็นต้น และแห่ง
ติณชาติทั้งหลาย.
บทว่า สปฺปิ ได้แก่เนยโคเป็นต้น.
บทว่า เตลํ ได้แก่น้ำมันงาเป็นต้น.
ก็การอมเมล็ดพันธุ์ผักกาดเป็นต้น พ่นเข้าในไฟ หรือการร่ายเวท
เป่าเข้าในไฟ ชื่อว่าทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ.
การบูชายัญด้วยโลหิตแห่งรากขวัญและเข่าเบื้องขวาเป็นต้น ชื่อว่า
บูชาด้วยโลหิต.
บทว่า องฺควิชฺชา ได้แก่ข้อแรก พูดถึงอวัยวะโดยได้เห็นอวัยวะ
ก่อน แล้วจึงพยากรณ์ ในที่นี้ตรัสถึงวิชาดูอวัยวะ โดยได้เห็นกระดูก
นิ้วมือ แล้วร่ายเวทพยากรณ์ว่า กุลบุตรนี้มีทรัพย์หรือไม่ หรือมีสิริหรือไม่
ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า วตฺถุวิชฺชา ได้แก่วิชาหมอดู กำหนดคุณและโทษแห่ง
ปลูกเรือนและพื้นที่สวนเป็นต้น. แม้ได้เห็นความต่างแห่งดินเป็นต้น ก็
ร่ายเวทเห็นคุณและโทษ ในใต้พื้นปฐพี ในอากาศ ประมาณ ๓๐ ศอก
และในพื้นที่ประมาณ ๘๐ ศอก.
บทว่า เขตฺตวิชฺชา ได้แก่วิชานิติศาสตร์ มีอัพเภยยศาสตร์
มาสุรักขศาสตร์และราชศาสตร์เป็นต้น.
บทว่า สิววิชฺชา ได้แก่วิชาว่าด้วยการเข้าไปทำความสงบในป่าช้า
อาจารย์บางท่านกล่าวว่า เป็นวิชารู้เสียงหอนของสุนัขจิ้งจอกก็มี.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 225 (เล่ม 11)

บทว่า ภูตวิชฺชา ได้แก่มนต์ของหมอผี.
บทว่า ภูริวิชฺชา ได้แก่มนต์ที่คนอยู่ในบ้านเรือนจะต้องเรียนไว้.
บทว่า อหิวิชฺชา ได้แก่วิชารักษาคนถูกงูกัด และวิชาเรียกงู.
บทว่า วิสวิชฺชา ได้แก่วิชาที่ใช้รักษาพิษเก่าหรือรักษาพิษใหม่
หรือใช้ทำพิษอย่างอื่น.
บทว่า วิจฺฉิกวิชฺชา ได้แก่วิชารักษาแมลงป่องต่อย.
แม้ในวิชาว่าด้วยหนู ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า สกุณวิชฺชา ได้แก่รู้เสียงนก โดยรู้เสียงร้องและการไป
เป็นต้น ของสัตว์มีปีกและไม่มีปีก และสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า.
บทว่า วายสวิชฺชา ได้แก่รู้เสียงร้องของกา. ความรู้นั้น เป็น
ตำราแผนกหนึ่งทีเดียว ฉะนั้น จึงได้ตรัสไว้แผนกหนึ่ง.
บทว่า ปกฺกชฺฌานํ ได้แก่วิชาแก่คิด อธิบายว่า เป็นความรู้
ในสิ่งที่ตนไม่เห็น ในบัดนี้ เป็นไปอย่างนี้ว่า คนนี้จักเป็นอยู่ได้เท่านี้
คนนี้เท่านี้.
บทว่า สวปริตฺตานํ ได้แก่วิชาแคล้วคลาด คือ เป็นวิชาทำให้
ลูกศรไม่มาถูกตนได้.
บทว่า มิคจกฺกํ นี้ ตรัสรวมสัตว์ทุกชนิด โดยที่รู้เสียงร้องของ
นกและสัตว์ ๔ เท้าทั้งหมด.
ในการทายลักษณะแก้วมณีเป็นต้น มีอธิบายดังนี้
สมณพราหมณ์บางพวกประกอบเนือง ๆ ซึ่งการทายลักษณะแก้วมณี
เป็นต้น ด้วยอำนาจสีและสัณฐานเป็นต้น อย่างนี้ว่า แก้วมณีอย่างนี้ดี

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 226 (เล่ม 11)

อย่างนี้ไม่ดี เป็นเหตุ ไม่เป็นเหตุ ให้เจ้าของปราศจากโรคและมีความ
ยิงใหญ่เป็นต้น.
ในการทายลักษณะนั้น คำว่า อาวุธํ ได้แก่เว้นของมีคมมีดาบ
เป็นต้น นอกนั้นชื่อว่าอาวุธ.
แม้การทายลักษณะหญิงเป็นต้น ก็พึงทราบโดยความเจริญและความ
เสื่อมของตระกูลที่หญิงชายเป็นต้นเหล่านั้นอยู่.
ส่วนในการทายลักษณะแพะเป็นต้น พึงทราบความต่างกันดังนี้ว่า
เนื้อของสัตว์มีแพะเป็นต้น อย่างนี้ควรกิน อย่างนี้ไม่ควรกิน.
อนึ่ง ในการทายลักษณะเหี้ยนี้ พึงทราบความต่างกันแม้ในภาพ
จิตรกรรมและเครื่องประดับเป็นต้น แม้ดังนี้ว่า เมื่อมีเหี้ยอย่างนี้ จะ
มีผลอันนี้.
และในข้อนี้ มีเรื่องดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ที่วัดแห่งหนึ่ง เขาเขียนภาพจิตรกรรม เป็นรูปเหี้ย
กำลังพ่นไฟ ตั้งแต่นั้นมาภิกษุทั้งหลายเกิดทะเลาะกันใหญ่. ภิกษุอาคันตุกะ
รูปหนึ่ง เห็นภาพนั้นเข้า จึงลบเสีย ตั้งแต่นั้นมา การทะเลาะก็เบาลง.
การทายลักษณะช่อฟ้า พึงทราบโดยเป็นช่อฟ้าเครื่องประดับบ้าง
ช่อฟ้าเรือนบ้าง.
การทายลักษณะเต่า ก็เช่นเดียวกับการทายลักษณะเหี้ยนั่นเอง.
การทายลักษณะเนื้อ ตรัสรวมสัตว์ทุกชนิดโดยลักษณะของสัตว์
๔ เท้าทั้งหมด.
คำว่า รญฺญํ นิยฺยานํ ภวิสฺสติ ได้แก่พยากรณ์การเสด็จประพาส
ของพระราชาทั้งหลายอย่างนี้ว่า พระราชาพระองค์โน้นจักเสด็จออกโดย

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 227 (เล่ม 11)

วันโน้น โดยฤกษ์โน้น. ทุกบทมีนัยดังนี้ จึงอธิบายในบทนี้บทเดียว.
ส่วนบทว่า อนิยฺยานํ ในที่นี้อย่างเดียว ได้แก่การที่พระราชา
เสด็จไปพักแรมแล้วกลับมา.
คำว่า พระราชาภายในจักเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย
ความว่า พยากรณ์การเข้าประชิดและการถอยของพระราชาทั้งหลายอย่างนี้
ว่า พระราชาของพวกเราภายในพระนครจักเข้าประชิดพระราชาภายนอก
ผู้เป็นข้าศึก ลำดับนั้น พระราชาภายนอกพระองค์นั้นจักถอย. แม้ใน
บทที่สอง ก็นัยนี้แหละ. ความชนะและความแพ้ปรากฏแล้วเทียว.
เรื่องจันทรคราสเป็นต้น พึงทราบโดยพยากรณ์ว่า ราหูจักถึงจันทร์
ในวันโน้น. อนึ่ง แม้ดาวนักษัตรร่วมจับดาวอังคารเป็นต้น ก็ชื่อ
นักษัตรคราสนั่นเอง.
บทว่า อุกฺกาปาโต ได้แก่คบไฟตกจากอากาศ.
บทว่า ทิสาฑาโห ได้แก่ทิศมืดคลุ้มราวกะอากูลด้วยเปลวไฟและ
เปลวควันเป็นต้น.
บทว่า เทวทุนฺทุภิ ได้แก่เมฆคำรามหน้าแล้ง.
บทว่า อุคฺคมนํ ได้แก่ขึ้น.
บทว่า โอคฺคมนํ ได้แก่ตก.
บทว่า สงฺกิเลสํ แปลว่า ไม่บริสุทธิ์.
บทว่า โวหานํ แปลว่า บริสุทธิ์.
บทว่า เอวํ วิปาโก ความว่า จักนำสุขและทุกข์ต่าง ๆ อย่างนี้มา
ให้แก่โลก.
บทว่า สุวุฏฺฐิกา ความว่า ฝนตกต้องตามฤดูกาล.

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 228 (เล่ม 11)

บทว่า ทุพฺพุฏฺฐิกา ความว่า ฝนตกเป็นครั้งคราว อธิบายว่า
ฝนน้อย.
บทว่า มุทฺธา ท่านกล่าวถึงการนับด้วยหัวแม่มือ.
บทว่า คณนา ได้แก่การนับไม่ขาดสาย.
บทว่า สงฺขานํ ได้แก่การนับรวมโดยการบวกและการคูณเป็นต้น.
ผู้ที่ชำนาญการนับรวมนั้น พอเห็นต้นไม้ ก็รู้ได้ว่า ในต้นนี้มีใบเท่านี้.
บทว่า กาเวยฺยํ ความว่า กิริยาที่กวีทั้ง ๔ พวก ดังที่ตรัสไว้
ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กวีมี ๔ พวกเหล่านี้ คือ จินตากวี สุตกวี
อรรถกวี ปฏิภาณกวี ดังนี้ แต่งกาพย์เพื่อเลี้ยงชีพ โดยความคิดของ
ตนบ้าง โดยสดับเพราะได้ฟังเรื่องมีอาทิว่า ได้มีพระราชาพระนาม
เวสสันดร ดังนี้บ้าง โดยเนื้อความอย่างนี้ว่า เรื่องนี้มีเนื้อความอย่างนี้
เราจักแต่งเรื่องนั้นอย่างนี้ ดังนี้บ้าง โดยปฏิภาณที่เกิดขึ้นตามเหตุการณ์
อย่างนี้ว่า เราได้เห็นเหตุการณ์บางอย่าง จักแต่งกาพย์ให้เข้ากันได้กับ
เรื่องนั้นบ้าง. เรื่องที่เกี่ยวกับโลกข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วเทียว.
ที่ชื่อว่า ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ได้แก่ให้ฤกษ์ทำพิธีอาวาหมงคลว่า
ท่านทั้งหลายจงนำเจ้าสาวจากตระกูลโน้นมาให้เจ้าบ่าวผู้นี้โดยฤกษ์โน้น.
บทว่า วิวาหํ ความว่า ให้ฤกษ์ทำพิธีวิวาหมงคลว่า ท่านทั้งหลาย
จงนำเจ้าสาวนี้ไปให้เจ้าบ่าวโน้นโดยฤกษ์โน้น เขาจักมีความเจริญ.
บทว่า สํวทนํ ความว่า ที่ชื่อว่าฤกษ์ส่งตัว ได้แก่พิธีทำให้
คู่บ่าวสาวปรองดองกันอย่างนี้ว่า วันนี้ฤกษ์ดี เธอทั้ง ๒ จงปรองดองกัน
ในวันนี้แหละ เธอทั้ง ๒ จักไม่หย่าร้างกัน ด้วยประการฉะนี้.
ที่ชื่อว่า วิวทนํ ได้แก่ถ้าสามีภรรยาประสงค์จะหย่าร้างกัน ก็ดูฤกษ์

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 229 (เล่ม 11)

ทำพิธีหย่าร้างอย่างนี้ว่า ท่านจงหย่าขาดกันในวันนี้แหละ ท่านจักไม่ร่วม
กันอีก ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สงฺกิรณํ ความว่า ดูฤกษ์ให้รวบรวมทรัพย์อย่างนี้ว่า
ทรัพย์ที่ให้กู้ยืมก็ดี เป็นหนี้ก็ดี ท่านจงเรียกเก็บเสียในวันนี้ เพราะ
ทรัพย์ที่เรียกเก็บในวันนี้นั้นจักถาวร.
บทว่า วิกิรณํ ความว่า ดูฤกษ์หาประโยชน์เองหรือให้คนอื่นหา
ประโยชน์อย่างนี้ว่า ถ้าท่านต้องการจะหาประโยชน์ด้วยการลงทุนและให้
กู้ยืมเป็นต้น ทรัพย์ที่หาประโยชน์ในวันนี้จะเพิ่มเป็น ๒ เท่า ๔ เท่า.
บทว่า สุภคกรณํ ความว่า ดูฤกษ์ทำให้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ
หรือทำให้มีสิริ.
บทว่า ทุพฺภคกรณํ ความตรงกันข้ามกับบท สุภคกรณํ นั้น.
บทว่า วิรุทฺธคพฺภกรณํ ความว่า กระทำครรภ์ที่ตก ที่ทำลาย
ที่แท้ง ที่ตาย อธิบายว่า ให้ยาเพื่อไม่ให้แม่เสียหายต่อไป.
ก็ครรภ์ย่อมพินาศด้วยเหตุ ๓ อย่าง คือ ลม เชื้อโรค กรรม.
ในครรภ์พินาศ ๓ อย่างนั้น เมื่อครรภ์พินาศด้วยลม ต้องให้ยาเย็น ๆ
สำหรับระงับ เมื่อพินาศด้วยเชื้อโรค ต้องต่อต้านเชื้อโรค แต่เมื่อพินาศ
ด้วยกรรม แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่อาจจะห้ามได้.
บทว่า ชิวฺหานิพนฺธนํ ได้แก่ร่ายมนต์ผูกลิ้นไว้.
บทว่า หนุสํหนนํ ได้แก่ร่ายมนต์ผูกปาก ผูกไว้อย่างที่ไม่สามารถ
จะให้คางเคลื่อนไหวได้.
บทว่า หตฺถาภิชปฺปนํ ได้แก่ร่ายมนต์ทำให้มือทั้ง ๒ สั่นรัว.
ได้ยินว่า เมื่อยืนอยู่ภายใน ๗ ก้าว ร่ายมนต์นั้นแล้ว อีกคนหนึ่งจะมือ

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 230 (เล่ม 11)

สั่นรัว พลิกไปมา.
บทว่า กณฺณชปฺปนํ ได้แก่ร่ายเวท ทำให้หูทั้ง ๒ ไม่ได้ยินเสียง.
ได้ยินว่า ร่ายมนต์นั้นแล้วกล่าวตามประสงค์ในโรงศาล ฝ่ายปรปักษ์
ไม่ได้ยินเสียงนั้น ดังนั้น จึงไม่อาจโต้ตอบได้เต็มที่.
บทว่า อาทาสปญฺหํ ได้แก่เชิญเทวดาลงในกระจก แล้วถาม
ปัญหา.
บทว่า กุมารีปญฺหํ ได้แก่เชิญเทวดาเข้าในร่างของเด็กสาว แล้ว
ถามปัญหา.
บทว่า เทวปญฺหํ ได้เเก่เชิญเทวดาเข้าในร่างของนางทาสี แล้ว
ถามปัญหา.
บทว่า อาทิจฺจุปฏฺฐานํ ได้แก่บำเรอพระอาทิตย์เพื่อประโยชน์
ในการดำรงชีพ.
บทว่า มหตุปฏฺฐานํ ได้แก่บำเรอท้าวมหาพรหมเพื่อประโยชน์
อย่างเดียวกัน.
บทว่า อพฺภุชฺชลนํ ได้แก่ร่ายมนต์พ่นเปลวไฟออกจากปาก.
บทว่า สิริวฺหายนํ ได้แก่เชิญขวัญเข้าตัวอย่างนี้ว่า ขวัญเอย
จงมาอยู่ในร่างเราเอย.
บทว่า สนฺติกมฺมํ ได้แก่ไปเทวสถานทำพิธีสัญญาบนบาน ซึ่ง
จะต้องทำในเวลาที่สำเร็จว่า ถ้าเรื่องนี้จักสำเร็จแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจัก
แก้บนแก่ท่าน ด้วยสิ่งนี้ ๆ. และเมื่อเรื่องนั้นสำเร็จแล้ว กระทำตามนั้น
ชื่อว่า ทำพิธีแก้บน.
บทว่า ภูริกมฺมํ ได้แก่สอนการใช้มนต์ที่ผู้อยู่ในบ้านเรือนจะ

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 231 (เล่ม 11)

ต้องเรียน.
ในข้อว่า วสฺสกมฺมํ โวสฺสกมฺมํ นี้ บทว่า วสฺโส ได้แก่
ชาย บทว่า โวสฺโส ได้แก่บัณเฑาะก์. การทำบัณเฑาะก์ให้เป็นชาย
ชื่อ วัสสกรรม การทำชายให้เป็นบัณเฑาะก์ ชื่อ โวสสกรรม ด้วยประการ
ฉะนี้. ก็เมื่อทำดังนั้น ย่อมให้ถึงเพียงภาวะที่ตัดเท่านั้น ไม่อาจทำให้
เพศหายไปได้ บทว่า วตฺถุกมฺมํ ได้แก่ทำพิธีสร้างเรือนในพื้นที่ที่ยัง
มิได้ตกแต่ง.
บทว่า วตฺถุปริกรณํ ได้แก่กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำสิ่งนี้ ๆ มา
ดังนี้แล้ว ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่.
บทว่า อาจมนํ ได้แก่ใช้น้ำล้างปากให้สะอาด.
บทว่า นฺหาปนํ ได้แก่อาบน้ำมนต์ให้คนอื่น.
บทว่า ชูหนํ ได้แก่ทำพิธีบูชาไฟ เพื่อประโยชน์แก่พวกเขา.
บทว่า วมนํ ได้แก่ทำยาสำรอก.
แม้ในการปรุงยาถ่าย ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุทฺธวิเรจนํ ได้แก่ปรุงยาถ่ายโรคเบื้องบน.
บทว่า อโธวิเรจนํ ได้แก่ปรุงยาถ่ายโรคเบื้องล่าง.
บทว่า สีสวิเรจนํ ได้แก่ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ.
บทว่า กณฺณเตลํ ได้แก่หุงน้ำมันยาเพื่อสมานหู หรือเพื่อบำบัด
แผล.
บทว่า เนตฺตปฺปานํ ได้แก่น้ำมันหยอดตา.
บทว่า นตฺถุกมฺมํ ได้แก่ใช้น้ำมันปรุงเป็นยานัตถุ์.
บทว่า อญฺชนํ ได้แก่ปรุงยาทากัดเป็นด่างสามารถลอกได้ ๒

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 232 (เล่ม 11)

หรือ ๓ ชั้น.
บทว่า ปจฺจญฺชนํ ได้แก่ปรุงยาเย็นระงับ.
บทว่า สาลากิยํ ได้แก่เครื่องมือของจักษุแพทย์
บทว่า สลฺลกตฺติยํ ได้แก่เครื่องมือของศัลยแพทย์.
กิจกรรมของแพทย์รักษาโรคเด็ก เรียกว่า กุมารเวชกรรม.
ด้วยคำว่า มูลเภสชฺชานํ อนุปฺปทานํ (ใส่ยา) นี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงถึงกายบำบัด.
บทว่า โอสธีนํ ปฏิโมกฺโข ได้แก่ใส่ด่างเป็นต้น เมื่อแผลได้ที่
ควรแก่ด่างเป็นต้นนั้น ก็เอาต่างเป็นต้นนั้นออกไป.
จบมหาศีลเพียงเท่านี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ทรงพรรณนาศีล ๓ ประการโดยพิสดาร
โดยอนุสนธิ แห่งคำสรรเสริญที่พรหมทัตมาณพกล่าว ด้วยประการฉะนี้
แล้ว บัดนี้ ทรงเริ่มประกาศความว่างเปล่าโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ยังมีธรรมอื่น ๆ ที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ดังนี้
โดยอนุสนธิแห่งคำสรรเสริญที่ภิกษุสงฆ์กล่าว.
คำว่า ธรรม ในพระบาลีนั้น ความว่า ธรรมศัพท์ เป็นไปใน
อรรถทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ คุณธรรม เทศนาธรรม ปริยัติธรรม
นิสัตตธรรม.
จริงอยู่ ธรรมศัพท์เป็นไปในคุณธรรม เช่นในประโยคมีอาทิว่า
ธรรมแลอธรรมทั้ง ๒ หามีผลเสมอกันไม่ อธรรม
นำสัตว์ไปนรก ธรรมให้สัตว์ถึงสุคติ.

232