ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 213 (เล่ม 11)

แม้ในการเล่นหมากรุกแถวละ ๑๐ ตา ก็มีนัยดังนี้เหมือนกัน.
บทว่า อากาสํ ได้แก่การเล่นหมากเก็บ เหมือนในการเล่น
หมากรุก แถวละ ๘ ตา แถวละ ๑๐ ตา.
บทว่า ปริหารปถํ ได้แก่การเล่นของคนที่ทำเป็นวงกลมไว้หลาย
แนวด้วยกัน บนพื้นดิน เดินเลี่ยงกันไปในวงกลมนั้น ๆ.
บทว่า สนฺติกํ ได้แก่เล่นใกล้ ๆ กัน ( เล่นอีขีดอีเขียน) โดยเอา
เบี้ยหรือก้อนกรวดกองรวมกันไว้ ไม่ให้เคลื่อน เอาเล็บเขี่ยออกไปและ
เขี่ยเข้ามา ถ้าไหวบางเม็ดในนั้น เป็นอันแพ้ นี้เป็นชื่อของการเล่น
แบบนั้น.
บทว่า ขลิกํ ได้แก่ การเล่นสะกาบนกระดานสะกา.
เล่นเอาไม้ท่อนยาวตีไม้ท่อนสั้น เรียกว่า เล่นไม้หึ่ง.
บทว่า สลากหตฺถํ ได้แก่การเล่นโดยเอาครั่งหรือฝาง หรือ
แป้งเปียก ชุบมือที่กำซี่ไม้ไว้ทายว่า จะเป็นรูปอะไร ดีดไปที่พื้นดินหรือ
ที่ฝา แสดงรูปช้างม้าเป็นต้น.
บทว่า อกฺขํ ได้แก่เล่นขลุบ. เล่นเป่าหลอดที่ทำด้วยใบไม้นั้น
เรียกว่า เล่นเป่าใบไม้.
บทว่า วงฺกกํ ได้แก่ไถเล็ก ๆ เป็นเครื่องเล่นของเด็กชาวบ้าน.
บทว่า โมกฺขจิกํ ได้แก่เล่นพลิกกลับตัวไปมา (ตีลังกา) มีอธิบาย
ว่า จับท่อนไม้ไว้ในอากาศ หรือวางศีรษะไว้บนพื้น เล่นพลิกตัวโดยเอา
ข้างล่างไว้ข้างบน เอาข้างบนไว้ข้างล่าง.
ที่เรียกว่า เล่นกังหัน ได้แก่เล่นจักรที่หมุนได้ด้วยลมพัด ที่ทำด้วย
ใบตาลเป็นต้น.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 214 (เล่ม 11)

ที่เรียกว่า เล่นตวงทราย ได้แก่เอาทะนานที่ทำด้วยใบไม้ เล่น
ตวงทรายเป็นต้น.
บทว่า รถกํ ความว่า เล่นรถเล็ก ๆ.
บทว่า ธนุกํ ความว่า เล่นธนูเล็ก ๆ นั่นเอง.
ที่เรียกว่า เล่นทายอักษร ได้แก่เล่นให้รู้อักษร ในอากาศ หรือ
บนหลัง.
ที่ชื่อว่า เล่นทายใจ ได้แก่เล่นให้รู้เรื่องที่คิดด้วยใจ.
ที่ชื่อว่า เล่นเลียนคนพิการ ได้แก่เล่นโดยแสดงเลียนแบบ โทษ
ของคนพิการ มีคนตาบอด คนง่อย และคนค่อมเป็นต้น.
บทว่า อาสนฺทึ ได้แก่อาสนะที่เกินประมาณ. ก็ที่ทำเป็นทุติยา-
วิภัตติทุกบท เล็งถึงคำว่า อนุยุตฺตา วิหรนฺติ นี้.
บทว่า ปลฺลงฺโก ได้แก่เตียงที่ทำรูปสัตว์ร้ายไว้ที่เท้า.
บทว่า โคณโก ได้แก่ผ้าโกเชาว์ผืนใหญ่มีขนยาว. ได้ยินว่า ผ้า
โกเชาว์ผืนใหญ่นั้น มีขนยาวเกิน ๔ องคุลี.
บทว่า จิตตฺกํ ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ วิจิตรด้วยเครื่อง
ร้อยรัดชนิดหนึ่ง.
บทว่า ปฏิกา ได้แก่เครื่องลาดสีขาวทำด้วยขนแกะ.
บทว่า ปฏลิกา ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยชนแกะ เป็นรูปดอกไม้ทึบ
ซึ่งบางคนเรียกว่ามีทรงเป็นใบมะขามป้อม ดังนี้ก็มี.
บทว่า ตูลิกา ได้แก่เครื่องลาดยัดนุ่น เต็มไปด้วยนุ่น ๓ ชนิด
ชนิดใดชนิดหนึ่ง.
บทว่า วิกติกา ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ วิจิตรด้วยรูปสีหะ

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 215 (เล่ม 11)

และเสือเป็นต้น.
บทว่า อุทฺธโลมึ ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยขนแกะมีชาย ๒ ข้าง.
อาจารย์บางท่านกล่าวว่า เป็นรูปดอกไม้ชูขึ้นข้างเดียวกัน
บทว่า เอกนฺตโลมึ ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยขนแกะมีชายข้างเดียว.
บางท่านกล่าวว่า เป็นรูปดอกไม้ชูขึ้น ๒ ข้าง ดังนี้ก็มี.
บทว่า กฏฺฐิสฺสํ ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยใยไหม ขลิบแก้ว.
บทว่า โกเสยฺยํ ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยเส้นไหม ขลิบแก้วเหมือน
กัน. ส่วนผ้าไหมล้วน ตรัสไว้ในพระวินัยว่าควร. แต่ในอรรถกถาทีฆนิกาย
กล่าวว่า เว้นเครื่องสาดยัดนุ่น เครื่องลาดที่ทอด้วยรัตนะมีพรมที่ทำด้วย
ขนสัตว์เป็นต้น ทุกอย่างเลย ไม่ควร.
บทว่า กุตฺตกํ ได้แก่เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ พอที่นางฟ้อน
๑๖ นางยืนฟ้อนได้.
บทว่า หตฺถตฺถรํ อสฺสตฺถรํ ได้แก่เครื่องลาดที่ใช้ลาดบนหลัง
ช้างหลังม้านั่นเอง. แม้ในเครื่องลาดในรถ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อชินปฺปเวณึ ได้แก่เครื่องลาดเย็บด้วยหนังเสือพอขนาดเตียง.
บทว่า กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณํ ได้แก่เครื่องลาดอย่างดีที่ทำด้วย
หนังชะมด. อธิบายว่า เป็นเครื่องชั้นสูงสุด. ได้ยินว่า เครื่องลาดนั้น
เขาลาดเย็บทำหนังชะหมดบนผ้าขาว.
บทว่า สอุตฺตรฺจฺฉทํ ได้แก่เครื่องลาดพร้อมเพดานบน คือพร้อม
กับเพดานสีแดงที่ติดไว้เบื้องบน. แม้เพดานสีขาว เมื่อมีเครื่องลาดเป็น
อกัปปิยะอยู่ภายใต้ ไม่ควร แต่เมื่อไม่มี ควรอยู่.
บทว่า อุภโตโลหิตกุปธานํ ได้แก่เครื่องลาดมีหมอนสีแดงอยู่

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 216 (เล่ม 11)

๒ ข้างเตียง คือหมอนหนุนศีรษะและหมอนหนุนเท้า นั่นไม่ควร. ส่วน
หมอนใบเดียวเท่านั้น ทั้ง ๒ ข้างมีสีแดงก็ดี มีสีดอกปทุมก็ดี มีลวดลาย
วิจิตรก็ดี ถ้าได้ขนาด ก็ควร แต่หมอนใหญ่ท่านห้าม. หมอนที่สีไม่แดง
แม้ ๒ ใบก็ควรเหมือนกัน. ได้เกินกว่า ๒ ใบนั้น ควรให้แก่ภิกษุรูป
อื่น ๆ. เมื่อไม่อาจจะให้ได้ แม้จะลาดขวางไว้บนเตียง ปูเครื่องลาดไว้
ข้างบนแล้วนอน ก็ย่อมได้. และพึงปฏิบัติตามนัยที่ตรัสไว้ในเรื่องเตียง
ที่มีเท้าเกินประมาณเป็นต้นนั่นเทียว. ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตให้ตัดเท้าเตียงที่มีเท้าเกินประมาณแล้วใช้สอยได้ อนุญาตให้
ทำลายรูปสัตว์ร้ายของเตียง มีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้ายแล้วใช้สอยได้ อนุญาต
ให้แหวะเครื่องลาดที่ยัดนุ่น ทำเป็นหมอนได้ อนุญาตให้ทำเครื่องลาดฟื้น
ที่เหลือได้ ดังนี้.
ในเรื่องอบตัวเป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
กลิ่นกายของทารกที่คลอดจากครรภ์มารดา จะหมดไปในเวลาที่มี
อายุประมาณ ๑๒ ปี คนทั้งหลายจึงอบตัวด้วยจุณของหอมเป็นต้น เพื่อ
กำจัดกลิ่นเหม็นของกายทารกเหล่านั้น การอบตัวอย่างนี้ไม่ควร.
อนึ่ง หากทารกที่มีบุญ เขาให้นอนบนระหว่างขาทั้ง ๒ เอา
น้ำมันทาไคลอวัยวะเพื่อให้มือ เท้า ขา ท้องเป็นต้น ได้สัดส่วน. การ
ไคลตัวอย่างนี้ไม่ควร.
บทว่า นฺหาปนํ ได้เเก่การอาบ เหมือนอาบน้ำหอมเป็นต้น ให้
ทารกเหล่านั้นแหละ.
บทว่า สมฺพาหนํ ได้แก่นวด เหมือนพวกนักมวยรุ่นใหญ่ ใช้

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 217 (เล่ม 11)

ค้อนเป็นต้น ตีมือเท้า ทำให้แขนโตขึ้น.
บทว่า อาทาสํ ได้แก่ไม่ควรใช้กระจกอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า อญฺชนํ ได้แก่แต้มตาทำให้งามนั่นเอง.
บทว่า มาลา ได้แก่ดอกไม้ที่ร้อยบ้าง ดอกไม้ที่ไม่ได้ร้อยบ้าง.
บทว่า วิเลปนํ ได้แก่ทำการประเทืองผิวอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ด้วยบทว่า มุขจุณฺณกํ มุขาเลปนํ คนทั้งหลายใส่ตะกอนดินเพื่อ
ต้องการกำจัดไฝและตุ่มเป็นต้นที่หน้า เมื่อโลหิตเดินไปด้วยตะกอนดินนั้น
ก็ใส่ตะกอนเมล็ดพันธุ์ผักกาด เมื่อตะกอนเมล็ดพันธุ์ผักกาดกัดส่วนที่เสีย
หมดแล้ว ก็ใส่ตะกอนงา เมื่อโลหิตหยุดด้วยตะกอนงานั้น เขาก็ใส่
ตะกอนขมิ้นนั้น เมื่อผิวพรรณผุดผาดด้วยตะกอนขมิ้นแล้ว ก็ผัดหน้าด้วย
แป้งผัดหน้า การกระทำทั้งหมดนั้น ไม่ควร ฉะนี้แล.
ในเรื่องประดับข้อมือเป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
คนบางพวกเอาสังข์และกระเบื้องเป็นต้นที่วิจิตรผูกที่มือเที่ยวไป.
เครื่องประดับมืออย่างนั้นก็ดี อย่างอื่นก็ดี ทั้งหมด ไม่ควร. คนอีกพวก
หนึ่ง ผูกปลายผมเที่ยวไป และเอาเส้นทอง และเถามุกดาเป็นต้น ล้อม
ปลายผมนั้น. ทั้งหมดนั้น ไม่ควร.
คนอีกพวกหนึ่ง ถือไม้เท้ายาว ๔ ศอก หรือไม้เท้าอย่างอื่น มี
ด้ามประดับสวยงาม เที่ยวไป. กล้องยาที่วิจิตรด้วยรูปหญิงชายเป็นต้น
วงรอบเป็นอย่างดี คล้องไว้ข้างซ้าย.
แม้ดาบคมกริบ มีฝักล้อมด้วยรัตนะเป็นรูปดอกกรรณิการ์ ร่ม
อันวิจิตรด้วยฟันมังกรเป็นต้น เย็บด้วยด้าย ๕ สี.

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 218 (เล่ม 11)

รองเท้าวงด้วยแววหางนกยูงเป็นต้น วิจิตรด้วยทองและเงินเป็นต้น.
บางพวกแสดงท้ายผมตกยาวประมาณศอกหนึ่ง กว้าง ๔ องคุลี
ติดแผ่นกรอบหน้าที่หน้าผากเหมือนฟ้าแลบในกลีบเมฆ ปักปิ่น ใช้พัด
จามรและพัดวาลวีชนี. ทั้งหมดนั้น ไม่ควร.
ที่ชื่อว่า ติรัจฉานกถา เพราะเป็นถ้อยคำที่ขวางทางสวรรค์และ
ทางนิพพาน เพราะไม่ใช่ธรรมที่เป็นเหตุให้ออกไปจากทุกข์.
บรรดาติรัจฉานกถาเหล่านั้น เรื่องที่พูดปรารภถึงพระราชา โดย
นัยมีอาทิว่า พระเจ้ามหาสมมตราช พระเจ้ามันธาตุราช พระเจ้า
ธรรมาโศกราช มีอานุภาพมากอย่างนี้ ชื่อว่า เรื่องพระราชา. ในเรื่อง
โจรเป็นต้น ก็นัยนี้.
ถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัว โดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาท่าน
เหล่านั้น พระราชาองค์โน้น มีรูปงามน่าชม ดังนี้แหละ ชื่อว่าเป็น
ติรัจฉานกถา. แต่เรื่องที่พูดอย่างนี้ว่า พระราชาพระนามแม้นั้น มี
อานุภาพมากอย่างนี้ สวรรคตแล้ว ดังนี้ ตั้งอยู่ในความเป็นกรรมฐาน.
แม้ในเรื่องโจร ถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัว ว่าโอ กล้าจริง
ดังนี้ อิงอาศัยการกระทำของโจรเหล่านั้นว่า โจรชื่อมูลเทพ มีอานุภาพมาก
อย่างนี้ โจรชื่อเมฆมาล มีอานุภาพมากอย่างนี้ ดังนี้ ชื่อว่าติรัจฉานกถา.
แม้ในเรื่องการรบ มีเรื่องภารตยุทธ์เป็นต้น ถ้อยคำที่เกี่ยวกับ
ความพอใจในเรื่องทายว่า คนโน้นถูกคนโน้นฆ่าอย่างนี้ แทงอย่างนี้
นั่นแหละ ชื่อว่าติรัจฉานกถา. แต่เรื่องที่พูดอย่างนี้ว่า แม้คนชื่อเหล่านั้น
ก็ถึงความสิ้นไป ดังนี้ ย่อมเป็นกรรมฐานทุกเรื่องทีเดียว.
อนึ่ง ในเรื่องข้าวเป็นต้น การพูดเกี่ยวกับความพอใจในสิ่งที่ชอบ

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 219 (เล่ม 11)

ว่า เราเคี้ยว เราบริโภคข้าวมีสีสวย มีกลิ่นหอม มีรสอร่อย นิ่มนวล
ดังนี้ ไม่ควร. แต่การพูดทำให้มีประโยชน์ว่า เมื่อก่อนเราได้ถวายข้าว
น้ำ ผ้า ที่นอน ดอกไม้ ของหอม อันถึงพร้อมด้วยสีเป็นต้น แก่ท่าน
ผู้มีศีล เราได้บูชาพระเจดีย์อย่างนี้ ดังนี้ ย่อมควร.
ก็ในเรื่องญาติเป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
การพูดเกี่ยวกับความพอใจว่า ญาติของพวกเรากล้า สามารถ
ดังนี้ก็ดี ว่าเมื่อก่อนเราเที่ยวไปด้วยยานอันสวยงามอย่างนี้ ดังนี้ก็ดี ไม่
ควร. แต่ควรจะพูดให้มีประโยชน์ว่า ญาติของพวกเราแม้เหล่านั้น ก็
ตายไปแล้ว หรือว่า เมื่อก่อนเราได้ถวายรองเท้าอย่างนี้แก่พระสงฆ์ ดังนี้.
ก็ในเรื่องบ้านเป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
แม้พูดเรื่องบ้านที่เกี่ยวกับเรื่องว่า อยู่อาศัยดี อยู่อาศัยไม่ดี ข้าว
ปลาหาได้ง่าย และข้าวยากหมากแพงเป็นต้น หรือที่เกี่ยวกับความพอใจ
อย่างนี้ว่า ชาวบ้านโน้นกล้า สามารถ ดังนี้ ไม่ควร แต่พูดให้มีประโยชน์
ว่า ชาวบ้านโน้มมีศรัทธาเลื่อมใส หรือว่า ถึงความสิ้นไปเสื่อมไป ดังนี้
ควรอยู่. แม้ในเรื่องนิคม นคร ชนบท ก็นัยนี้แหละ.
แม้เรื่องหญิงที่เกี่ยวกับความพอใจอาศัยผิวพรรณและทรวดทรง
เป็นต้น ไม่ควร. แต่พูดอย่างนี้ว่า หญิงคนโน้นมีศรัทธาเลื่อมใส ถึง
ความสิ้นไปเสื่อมไป ดังนี้แหละ ควรอยู่.
แม้เรื่องคนกล้าที่เกี่ยวกับความพอใจว่า ทหารชื่อนันทมิตเป็นคน
กล้า ดังนี้ ไม่ควร. แต่พูดอย่างนี้ว่า ทหารเป็นผู้มีศรัทธา ถึงความสิ้นไป
ดังนี้แหละ ควรอยู่.

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 220 (เล่ม 11)

แม้เรื่องตรอกที่เกี่ยวกับความพอใจว่า ตรอกโน้นอยู่ดี อยู่ไม่ดี มี
คนกล้า มีคนสามารถ ดังนี้ ไม่ควร. พูดอย่างนี้ว่า ตรอกโน้นมีคน
มีศรัทธาเลื่อมใส ถึงความสิ้นไปเสื่อมไป ดังนี้ ควรอยู่.
บทว่า กุมฺภฏฺฐานกถํ ได้แก่การพูดเรื่องที่ตั้งน้ำ การพูดเรื่อง
ท่าน้ำ ท่านเรียกว่ากุมภทาสีกถาก็มี. พูดเกี่ยวกับความพอใจว่า นาง
กุมภทาสีแม้นั้น น่าเลื่อมใส ฉลาดฟ้อนรำ ขับร้อง ดังนี้แหละ ไม่ควร.
แต่พูดโดยนัยเป็นต้นว่า เป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส ดังนี้แหละ ควรอยู่.
บทว่า ปุพฺพเปตกถํ ได้แก่พูดเรื่องญาติในอดีต. ข้อวินิจฉัยก็เหมือน
กับพูดเรื่องญาติปัจจุบันในที่นั้น ๆ.
บทว่า นานตฺตกถา ได้แก่พูดเรื่องไร้ประโยชน์ เป็นเรื่องต่าง ๆ
ที่เหลือพ้นจากคำต้นและคำปลาย.
บทว่า โลกกฺขายิกา ความว่า การพูดเล่นเกี่ยวกับโลก เป็นต้น
อย่างนี้ว่า โลกนี้ใครสร้าง คนโน้นสร้าง กาสีขาวเพราะกระดูกขาว
นกตะกรุมสีแดงเพราะเลือดแดง ดังนี้.
ที่ชื่อว่า พูดเรื่องทะเล ได้แก่ถ้อยคำที่กล่าวถึงทะเลอันไร้ประโยชน์
เป็นต้นอย่างนี้ว่า ทะเลชื่อว่าสาคร เพราะเหตุไร ? เพราะพระเจ้าสาครเทพ
ขุดไว้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า สาคร ที่ชื่อว่า สมุทร เพราะประกาศด้วยหัวแม่มือ
ว่า สาคร เราขุดไว้ ดังนี้.
บทว่า ภโว แปลว่า ความเจริญ.
บทว่า อภโว แปลว่า ความเสื่อม.
ถ้อยคำที่พูดกล่าวถึงเหตุไร้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เจริญ
เพราะเหตุนี้ เสื่อมเพราะเหตุนี้ ดังนี้ ชื่อว่า พูดเรื่องความเจริญความ

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 221 (เล่ม 11)

เสื่อม ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วิคฺคาหิกกถา ได้แก่การพูดแก่งแย่ง การพูดแข่งดี.
บทว่า สหิตํ เม ในอธิการนั้น ความว่า คำพูดของข้าพเจ้ามี
ประโยชน์ สละสลวย ประกอบด้วยผล ประกอบด้วยเหตุ.
บทว่า อสหิตนฺเต ได้แก่คำพูดของท่านไม่มีประโยชน์ ไม่สละ
สลวย.
บทว่า อธิจิณฺถเนเต วิปฺปราวตฺตํ ได้แก่ข้อที่ท่านคล่องแคล่ว
เป็นอย่างดี ด้วยอำนาจเคยสั่งสมมาเป็นเวลานานนั้น ได้ผันแปรไปแล้ว
คือบิดเบือนไปแล้ว ด้วยคำพูดคำเดียวเท่านั้นของเรา ท่านยังไม่รู้อะไร.
บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ได้แก่ความผิดในวาทะของท่าน
ข้าพเจ้าจับได้แล้ว.
บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า เพื่อเปลื้องความผิด ท่าน
จงเที่ยวไปเที่ยวมา จงไปศึกษาในข้อนั้น ๆ เสีย.
บทว่า นิพฺเพเฐหิ วา สเจ ปโหสิ ความว่า ถ้าท่านเองสามารถ
ก็จงแก้ไขเสียในบัดนี้ทีเดียว.
ในเรื่องการทำตัวเป็นทูต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า อิธ คจฺฉ ความว่า จงไปจากที่นี้สู่ที่ชื่อโน้น.
บทว่า อมุตร คจฺฉ ความว่า จงไปจากที่นั้นสู่ที่ชื่อโน้น.
บทว่า อิทํ หร ความว่า จงนำเรื่องนี้ไปจากที่นี้.
บทว่า อมุตฺร อิทํ อาหร ความว่า จงนำเรื่องนี้จากที่โน้นมา
ในที่นี้.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 222 (เล่ม 11)

ก็โดยสังเขป ขึ้นชื่อว่าการทำตัวเป็นทูตนี้ สำหรับสหธรรมิกทั้ง ๕
และข่าวสาสน์ ของคฤหัสถ์ที่เกี่ยวด้วยอุปการะพระรัตนตรัย ควร สำหรับ
คนเหล่าอื่น ไม่ควร.
ในบทว่า กุหกา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ที่ชื่อว่า พูดหลอกลวง เพราะหลอกลวงชาวโลก คือทำให้พิศวง
ด้วยเรื่องหลอกลวง ๓ อย่าง.
ที่ชื่อว่า พูดเลียบเคียง เพราะเป็นผู้พูดมีความต้องการลาภสักการะ.
ที่ชื่อว่า พูดหว่านล้อม เพราะเป็นคำพูดที่มีการหว่านล้อมเป็น
ปกติทีเดียว.
ที่ชื่อว่า พูดและเล็ม เพราะมีคำพูดและเล็มเป็นปกติทีเดียว.
ที่ชื่อว่า แสวงหาลาภด้วยลาภ เพราะแสวงหา คือค้นหา เสาะหา
ลาภด้วยลาภ.
นี้เป็นชื่อของบุคคลผู้ประกอบด้วยการหลอกลวงเหล่านี้ คือ พูด
หลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วย
ลาภ. นี้เป็นความย่อในที่นี้ แต่โดยพิสดาร เรื่องพูดมีพูดหลอกลวง
เป็นต้น ข้าพเจ้าได้นำพระบาลีและอรรถกถามาประกาศไว้ในสีลนิเทศ
ในวิสุทธิมรรค ดังนี้แล.
มัชฌิมศีลจบเพียงเท่านี้.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป เป็นมหาศีล
บทว่า องฺคํ ได้แก่ตำราทายอวัยวะที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ผู้ที่ประ-
กอบด้วยอวัยวะมีมือและเท้าเห็นปานนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง มีอายุยืน มียศ.

222