ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 985 (เล่ม 10)

ญัตติจตุตถกรรม ต้องทำทั้งสวดญัตติและกรรมวาจา ๓ ไม่พึงทำด้วย
อำนาจกรรมอื่น มีอปโลกนกรรมเป็นต้น
หลายบทว่า ปญฺจหากาเรหิ วิปชฺชนฺติ มีความว่า กรรม ๔ นี้
ย่อมวิบัติโดยเหตุ ๕ ประการ.
[กรรมวิบัติโดยวัตถุ]
ในข้อว่า กรรมที่ควรทำพร้อมหน้า สงฆ์ทำไม่พร้อมหน้า กรรมไม่
เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ นี้ กรรมที่ควรทำพร้อมหน้าก็มี กรรมที่ควรทำ
ไม่พร้อมหน้าก็มี. ใน ๒ อย่างนั้น ขึ้นชื่อว่ากรรมที่ควรทำไม่พร้อมหน้ามี ๘
อย่าง คือ อุปสมบทด้วยทูต คว่ำบาตร หงายบาตร อุมมัตตกสมมติ ที่
สงฆ์พึงทำแก่ภิกษุบ้า เสขสมมติแก่สกุลพระเสขะ พรหมทัณฑ์แก่พระฉันน
ภิกษุ ปกาสนียกรรมให้แก่พระเทวทัตต์ อวันทิยกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุ
ผู้แสดงอาการไม่น่าเลื่อมใส. กรรมทั้งปวงนั้น พึงทราบตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าว
แล้วในที่มานั้น ๆ แล. กรรมทั้ง ๘ อย่างนี้ อันสงฆ์ทำแล้วไม่พร้อมหน้า
ย่อมเป็นอันทำด้วยดี ไม่กำเริบ.
กรรมทั้งปวงที่เหลือ ควรทำพร้อมหน้าเท่านั้น, คือ พึงทำให้อิงสัม-
มุขาวินัย ๔ อย่างนี้ คือ ความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม
ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล.
อันกรรมทั้งปวงที่ทำแล้วด้วยประการอย่างนั้น ย่อมเป็นอันทำดีแล้ว.
แต่กรรมเหล่านั้น ที่ไม่ทำอย่างนั้น ย่อมจัดเป็นกรรมวิบัติโดยวัตถุ เพราะ

985
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 986 (เล่ม 10)

ทำเว้นวัตถุ กล่าวคือสัมมุขาวินัยนี้เสีย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กรรม
ที่ควรทำพร้อมหน้า สงฆ์ทำไม่พร้อมหน้า กรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ.
แม้ในกรรมทั้งหลาย มีกรรมที่ควรทำด้วยสอบถามเป็นต้น การทำ
กิจมีสอบถามเป็นต้นนั่นแล จัดเป็นวัตถุ. พึงทราบความที่กรรมแม้เหล่านั้น
วิบัติโดยวัตถุ เพราะกระทำเว้นวัตถุนั้นเสีย. แต่ข้อนี้ เป็นเพียงเนื้อความ
เฉพาะคำ ในคำที่ว่า ปฏิปุจฺฉากรณียํ เป็นต้น
หลายบทว่า ปฏิปุจฺฉากรณียํ อปฺปฏิปุจฺฉา กโรติ มีความว่า
กรรมที่ควรถามแล้วจึงโจท แล้วให้จำเลยให้การกระทำ สงฆ์กระทำไม่ถาม
ไม่โจท ไม่ให้จำเลยให้การเสียเลย.
หลายบทว่า ปฏิญฺญาย กรณียํ อปฺปฏิญฺญาย กโรติ มีความว่า
ว่า กรรมที่ควรยกปฏิญญาเป็นหลัก ทำตามปฏิญญาซึ่งจำเลยให้อย่างไร, สงฆ์
กระทำโดยหักโหม แก่ภิกษุผู้คร่ำคราญบ่นเพ้ออยู่ด้วย ไม่ยอมปฏิญญา
บทว่า สติวินยารหสฺส ได้แก่ พระขีณาสพ เช่นพระทัพพมัลล-
บุตรเถระ.
บทว่า อมูฬฺหวินยารหสฺส ได้แก่ ภิกษุบ้า เช่นคัคคภิกษุ.
บทว่า ตสฺสปาปิยสกากมฺมารหสฺส ได้แก่ ภิกษุผู้มีบาปหนาแน่น
เช่นอุปวาฬภิกษุ.
นัยในบททั้งปวง ก็เช่นนี้แล.
หลายบทว่า อนฺโปสเถ อุโปสถํ กโรติ มีความว่า ทำอุโบสถ
ในวันที่มิใช่วันอุโบสถ.

986
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 987 (เล่ม 10)

วันสามัคคีของสงฆ์ผู้แตกกันและวันที่ ๑๔ และวันที่ ๑๕ ค่ำ (ตามนัย)
ที่กล่าวแล้ว ใน ๑๑ เดือนที่เหลือ เว้นเดือนกัตติกาเสีย ชื่อว่าวันอุโบสถ.
เมื่อทำอุโบสถในวันอื่น เว้นวันอุโบสถทั้ง ๓ ประการอย่างนั้นเสีย
ชื่อว่าท่าอุโบสถในวันมิใช่วันอุโบสถ.
ก็ในวัดใด ภิกษุทั้งหลายวิวาทกันเพราะเหตุเล็กน้อย เพื่อประโยชน์
แก่บริขารมีบาตรและจีวรเป็นต้น จึงงดอุโบสถหรือปวารณาเสีย. เมื่ออธิกรณ์
นั้นวินิจฉัยแล้ว ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นย่อมไม่ได้เพื่อกล่าวว่า พวกเราเป็นผู้
พร้อมเพรียงกัน แล้วทำสามัคคีอุโบสถในวันอันเป็นระหว่าง. เมื่อกระทำ
อุโบสถ ชื่อว่าเป็นอันกระทำในวันมิใช่วันอุโบสถ.
สองบทว่า อปวารณาย ปวาเรติ มีความว่า สงฆ์ปวารณาในวัน
มิใช่วันปวารณา.
วันสามัคคีของสงฆ์ผู้แตกกัน ๑ วันที่สงฆ์เลื่อนไปตั้งไว้ ๑ ในเดือน
กัตติกาเตือนเดียว และวันกลางเดือน ๒ ครั้ง ชื่อว่าวันปวารณา.
เมื่อปวารณาในวันอื่น เว้นวันปวารณาทั้ง ๔ ประการอย่างนี้เสีย
ชื่อว่าปวารณาในวันมิใช่วันปวารณา. แม้ในการปวารณานี้ ภิกษุทั้งหลายย่อม
ไม่ได้เพื่อทำสามัคคีปวารณา ในเพราะวิวาทมีประมาณน้อยระงับลง. เมื่อทำ
ปวารณา ย่อมเป็นอันกระทำในวันมิใช่วันปวารณา.
อีกอย่างหนึ่ง แม้เมื่อสงฆ์ให้อุปสมบทบุคคลผู้มีปีหย่อน ๒๐ หรือ
บุคคลผู้เคยต้องอันติมวัตถุ หรืออภัพบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ในอภัพบุคคล ๑๑
ย่อมเป็นกรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ.
กรรมทั้งหลายย่อมวิบัติโดยวัตถุ ด้วยประการฉะนี้.

987
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 988 (เล่ม 10)

[กรรมวิบัติโดยญัตติ]
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในวิบัติโดยญัตติ ดังต่อไปนี้ :-
สองบทว่า วตฺถุํ น ปรามสติ มีความว่า สงฆ์ทำกรรมมีอุปสมบท
เป็นต้นแก่บุคคลเหล่าใด ไม่ระบุบุคคลนั้น คือไม่ระบุชื่อบุคคลนั้น ได้แก่
สวดว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า อุปสัมปทาเปกขะของท่านพุทธ-
รักขิต ในเมื่อควรสวดว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ธัมมรักขิตนี้
เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านพุทธรักขิต ไม่ระบุวัตถุอย่างนี้.
สองบทว่า สงฺฆํ น ปรามสติ มีความว่า ไม่ระบุชื่อสงฆ์ คือ
สวดว่า ท่านผู้เจริญ ขอจงฟังข้าพเจ้า ธัมมรักขิตนี้ ดังนี้ ในเมื่อควรสวดว่า
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ธัมมรักขิตนี้ ไม่ระบุสงฆ์อย่างนี้.
สองบทว่า ปุคฺคลํ น ปรามสติ มีความว่า ภิกษุใด เป็น อุปัชฌาย์
ของอุปสัมปทาเปกขะ ไม่ระบุภิกษุนั้น คือ ไม่ระบุชื่อของภิกษุนั้น ได้แก่
สวดว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ธัมมรักขิตนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะ
ดังนี้ ในเมื่อควรสวดว่า ท่านผู้เจริญ ของสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ธัมมรักขิตนี้
เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านพุทธรักขิต ไม่ระบุบุคคลอย่างนี้.
สองบทว่า ญตฺตึ น ปรามสติ มีความว่า ไม่ระบุญัตติโดย
ประการทั้งปวง คือ ในญัตติทุติยกรรม ไม่ตั้งญัตติ กระทำอนุสาวนากรรม
ด้วยกรรมวาจาเท่านั้น. แม้ในญัตติจตุตถกรรม ก็ไม่ตั้งญัตติ กระทำอนุสาวนา-
กรรม ด้วยกรรมวาจาเท่านั้น ๔ ครั้ง ไม่ระบุญัตติอย่างนี้.
หลายบทว่า ปจฺฉา วา ญตฺตึ ฐเปตึ มีความว่า กระทำอนุ-
สาวนากรรม ด้วยกรรมวาจาก่อน แล้วจึงกล่าวว่า เอสา ญตฺติ แล้วกล่าว

988
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 989 (เล่ม 10)

ว่า ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี เอวเมตํ ธารยามิ. ตั้งญัตติภายหลัง
อย่างนี้. กรรมวิบัติโดยญัตติ ด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
[กรรมวิบัติโดยอนุสาวนา]
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในวิบัติโดยอนุสาวนา ดังต่อไปนี้ :-
วัตถุเป็นต้น พึงทราบก่อนตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. ก็การไม่ระบุ
วัตถุเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมมีอย่างนี้ :-
ในอนุสาวนาที่ ๑ ว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ก็ดี ในอนุสาวนา
ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ว่า ทุติยมฺปิ เอตมตฺถิ วทามิ, ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ก็ดี เมื่อควรจะสวดต่อว่า อยํ ธมฺมรกฺขิโต
อายสฺมโต พุทธฺรกฺขิตสฺส อุปสมฺปทาเปกฺโข ภิกษุสวดเสียว่า สุณาตุ
เม ภนฺเต สงฺโฆ, อายสฺมโต พุทธฺรกฺขิตสฺส ดังนี้ ชื่อว่าไม่ระบุวัตถุ.
เมื่อควรจะสวดว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อยํ ธมฺมรกฺขิโต
สวดเสียว่า สุณาตุ เม ภนฺเต อยํ ธมฺมรกฺขิโต ดังนี้ ชื่อว่าไม่ระบุสงฆ์
เมื่อควรจะสวดว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อยํ ธมฺมรกฺขิโต
อายสฺมโต พุทธฺรกฺขิตสฺส สวดเสียว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อยํ
ธมฺมรกฺขิโต อุปสมฺปทาเปกฺโข ดังนี้ ชื่อว่าไม่ระบุบุคคล
สองบทว่า สาวนํ หาเปติ มีความว่า ไม่กระทำการสวดประกาศ
ด้วยกรรมวาจาโดยประการทั้งปวง. คือ ตั้งญัตติเท่านั้น ๒ ครั้ง ในญัตติทุติย-
กรรม ตั้งญัตติเท่านั้น ๔ ครั้ง ในญัตติจตุตถกรรม. ทิ้งวาจาประกาศเสียอย่างนี้.

989
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 990 (เล่ม 10)

แม้ภิกษุใด เมื่อตั้งญัตติหนหนึ่งแล้วสวดกรรมวาจาหนหนึ่งทิ้งอักขระ
หรือบทเสีย หรือว่าผิดในญัตติทุติยกรรม แม้ภิกษุนี้ชื่อว่าทิ้งวาจาประกาศเสีย
เหมือนกัน.
ส่วนในญัตติจตุตถกรรม เมื่อตั้งญัตติหนหนึ่งแล้ว สวดประกาศด้วย
กรรมวาจา เพียงครั้งเดียวหรือ ๒ ครั้งก็ดี เมื่อทิ้งอักขระหรือบทเสียก็ดี เมื่อ
ว่าผิดก็ดี พึงทราบว่า ทิ้งอนุสาวนาเสียแท้.
ก็วินิจฉัยในคำว่า ทุรุตฺตํ กโรติ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
อันภิกษุใด ว่าอักขระอื่นในเมื่อตนควรว่าอักขระอื่น ภิกษุนี้ ชื่อว่า
ว่าผิด. เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้จะสวดกรรมวาจาพึงสนใจให้ดี ซึ่งประเภทแห่ง
พยัญชนะ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความแตกฉานด้วยปัญญาเครื่องรู้พยัญชนะ ๑๐
อย่าง คือ สิถิล ธนิต ทีฆะ รัสสะ ครุ ลหุ นิคหิต สัมพันธ์ ววัตถิตะ
วิมุตต์.
ก็ในประเภทแห่งพยัญชนะ ๑๐ ตัวนี้ พยัญชนะที่ ๑ และที่ ๓ ใน
วรรคทั้ง ๕ ชื่อว่าสิถิล (เสียงเพลา). พยัญชนะที่ ๒ และที่ ๔ ในวรรค
เหล่านั้นแล ชื่อว่าธนิต (เสียงแข็ง)
สระที่จะพึงว่าโดยระยะยาว ได้แก่ สระ อา เป็นต้น ชื่อว่าทีฆะ.
สระที่จะพึงว่าโดยระยะสั้นกึ่งระยะยาวนั้น ได้แก่สระ อะ เป็นต้น
ชื่อว่ารัสสะ.
ทีฆะนั่นเองชื่อว่าครุ อีกอย่างหนึ่ง สระที่สั้นกล่าวไว้มีพยัญชนะสะกด
ข้างหลังอย่างนี้ว่า อายสฺมโต พุทฺธรกฺขิตตฺเถรสฺส ยสฺส นกฺขมติ
จัดเป็นครุ. รัสสะนั่นเอง ชื่อว่าลหุ อีกอย่างหนึ่ง สระที่กล่าวไม่ให้มีพยัญชนะ

990
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 991 (เล่ม 10)

สะกดข้างหลังอย่างนี้ว่า อายสฺมโต พุทฺธรกฺขิตเถรสฺส ยสฺส น ขมติ
ก็จัดเป็นลหุ.
อักขระที่ว่าหุบปากกดกรณ์ไว้ไม่ปล่อย ทำเสียงให้ขึ้นจมูกชื่อว่า
นิคหิต.
บทที่ว่าเชื่อมกับบทอื่น เช่น ตุณฺหสฺส หรือว่า ตุณฺหิสฺส ชื่อว่า
สัมพันธ์.
บทที่แยกว่า ไม่เชื่อมกับบทอื่น เช่น ตุณฺหิ อสฺส ชื่อว่าววัตถิตะ.
อักขระที่ว่าเปิดปาก ไม่ทำเสียงให้ขึ้นจมูก ปล่อยเสียง ไม่กดกรณ์ไว้
ชื่อว่าวิมุตต์.
ในพยัญชนะประเภทมีสิถิลเป็นต้นนั้น บทที่จะพึงว่า สุณาตุ เม
ภนฺเต ว่า ต เป็น ถ เสีย สุณาถุ เม ชื่อว่าทำสิถิลให้เป็นธนิต
และบทอันจะพึงว่า ปตฺตกลฺลํ เอสา ญตฺติ ว่า ต เป็น ถ เสีย ว่า
ปตฺถกลฺลํ เอสา ญตฺถิ เป็นต้น ก็เหมือนกัน.
บทอันจะพึงว่า ภนฺเต สงฺโฆ ว่า ภ เป็น พ ว่า ฆ เป็น
ค เสียว่า พนฺเต สงฺโค ชื่อว่าทำธนิตให้เป็นสิถิล.
ส่วนบทอันจะพึงเปิดปากว่า สุณาตุ เม ว่าหุบปากให้เสียงขึ้นจมูก
เป็น สุณนฺตุ เม ก็ดี บทอันจะพึงเปิดปากว่า เอสา ญตฺติ ว่าหุบปาก
ให้เสียงขึ้นจมูกเป็น เอสํ ญตฺติ ก็ดี ชื่อว่า ว่าวิมุตต์ให้เป็นนิคหิต.
คำอันจะพึงหุบปากให้เสียงขึ้นจมูกว่า ปตฺตกลฺลํ ว่าเปิดปากไม่ทำ
ให้เสียงขึ้นจมูกว่า ปตฺตกลฺลา ชื่อว่า วินิคหิตให้เป็นวิมุตต์.

991
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 992 (เล่ม 10)

พยัญชนะ ๔ เหล่านี้ คือ เมื่อควรว่าให้เป็นสิถิล ว่าเป็นธนิต เมื่อ
ควรว่าให้เป็นธนิต ว่าเป็นสิถิล เมื่อควรว่าให้เป็นเป็นวิมุตต์ ว่าเป็นนิคหิต
เมื่อควรว่าให้เป็นนิคหิต ว่าเป็นวิมุตต์ ย่อมทำกรรมให้เสีย ในภายใน
กรรมวาจา ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ ภิกษุผู้สวดอย่างนั้น ว่าอักขระอื่น
ในเมื่ออักขระอื่นอันตนควรว่าท่านกล่าวว่า ว่าผิด.
อันภิกษุผู้สวดกรรมวาจา ควรว่าอักขระนั้น ๆ แล ให้ถูกต้องตาม
ฐานอย่างนี้ คือ ใน พยัญชนะ ๖ นอกนี้ มีทีฆะและรัสสะเป็นต้นว่าทีฆะให้คง
ในที่แห่งทีฆะ ว่ารัสสะให้คงในที่แห่งรัสสะ อย่าให้ประเพณีอันมาแล้วโดย
ลำดับสูญเสีย ทำกรรมวาจา.
แต่ถ้าภิกษุผู้สวดกรรมวาจาไม่ว่าอย่างนั้น เมื่อควรจะว่าให้เป็นทีฆะว่า
เป็นรัสสะเสีย หรือเมื่อควรจะว่าให้เป็นรัสสะ ว่าเป็นทีฆะเสียก็ดี เมื่อควรจะว่า
ให้เป็นครุ ว่าเป็นลหุเสีย หรือเมื่อควรจะว่าให้เป็นลหุ ว่าเป็นครุเสียก็ดี
อนึ่ง เมื่อควรจะว่าให้เชื่อมกัน ว่าแยกกันเสีย หรือเมื่อควรจะว่าให้แยกกัน
ว่าเชื่อมกันเสียก็ดี. แม้เมื่อว่าอย่างนี้ กรรมวาจาก็ไม่เสีย. จริงอยู่ พยัญชนะ
๖ นี้ ไม่ยังกรรมให้เสีย.
ก็คำใด ที่พระสุตตันติกเถระทั้งหลายกล่าวว่า ท กลายเป็น ต ได้
ต กลายเป็น ท ได้ จ กลายเป็น ช ได้ ช กลายเป็น จ ได้ ย
กลายเป็น ก ได้ ก กลายเป็น ย ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อควรจะว่า ท
เป็นต้น ว่าเป็น ต เป็นต้น เสีย ก็ไม่ผิด. คำนั้นถึงกรรมวาจาแล้วย่อมไม่
ควร. เพราะเหตุนั้น พระวินัยธร ไม่พึงว่า ท เป็น ต ฯ ลฯ ไม่พึงว่า

992
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 993 (เล่ม 10)

ก เป็น ย พึงสวดกรรมวาจา ชำระภาษาตามควรแก่บาลี หลีกโทษ ที่กล่าว
แล้ว แห่งภาษาคือพยัญชนะทั้ง ๑๐ อย่างเสีย. จริงอยู่ เมื่อว่าโดยประการนอกนี้
แล้ว ชื่อว่าทิ้งสาวนาเสีย.
สองบทว่า อกาเล วา สาเวติ มีความว่า งดญัตติไว้ ทำอนุ-
สาวนากรรมเสียก่อน ในสมัยมิใช่กาล คือ มิใช่โอกาสแห่งสาวนาแล้ว ตั้ง
ญัตติต่อภายหลัง
กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนา ด้วยอาการ ๕ นี้ ด้วยประการฉะนี้.
[กรรมวิบัติโดยสีมา]
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในวิบัติโดยสีมา ดังต่อไปนี้ :-
สีมาใด ไม่จุภิกษุได้ ๒๑ รูป สีมานั้น จัดว่าสีมาเล็กเกินไป.
แต่ในกุรุนทีว่า ภิกษุ ๒๑ รูป ไม่อาจเพื่อนั่งในสีมาใด สีมานั้น
จัดว่าเล็กเกินไป. เพราะเหตุนั้น สีมาเห็นปานนี้อันสงฆ์สมมติแล้วก็ตาม เป็น
อันไม่ได้สมมติ ย่อมต้องเป็นเช่นกับคามเขต. กรรมที่ทำในสีมานั้น ย่อมเสีย.
แม้ในสีมาที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้.
ก็นัยสีมาเหล่านี้ สีมาใด เป็นแดนอันสงฆ์สมมติเกิด ๓ โยชน์แม้
เพียงปลายเส้นผมเดียว สีมานั้น จัดว่าใหญ่เกินไป.
สีมามีนิมิตไม่ต่อกัน เรียกว่า สีมามีนิมิตขาด.
ภิกษุทักนิมิตในทิศตะวันออกแล้ว ทักในทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ
วนไปโดยลำดับกัน แล้วทักซ้ำนิมิตที่เคยทักแล้ว ในทิศตะวันออกอีก แล้ว
จึงหยุด จึงจะควร. สีมาย่อมเป็นแดนมีนิมิตไม่ขาดอย่างนี้. ก็ถ้าว่า ทักมา

993
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 994 (เล่ม 10)

ตามลำดับแล้ว ทักนิมิตในทิศเหนือแล้ว หยุดเสียแค่ทิศเหมือนนั่นเอง, สีมา
ย่อมมีนิมิตขาด.
สีมาใด ที่สงฆ์สมมติ จัดเอาต้นไม้มีเปลือกแข็งก็ดี ตอไม้ก็ดี กองดิน
กองทรายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ซึ่งไม่ควรเป็นนิมิต ให้เป็นนิมิตอันหนึ่งใน
ระหว่าง สีมานั้นจัดเป็นสีมามีนิมิตขาดอีกชนิดหนึ่ง.
สีมาใดที่สงฆ์สมมติ กะเอาเงาภูเขาเป็นต้นเงาอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้
เป็นนิมิต สีมานั้น ชื่อว่ามีฉายาเป็นนิมิต.
สีมาใด ที่สงฆ์สมมติ ไม่ทักนิมิตโดยประการทั้งปวง, สีมานั้น ชื่อว่า
หานิมิตมิได้.
ภิกษุทักนิมิตแล้ว ยืนอยู่ภายนอกนิมิตสมมติสีมา ชื่อว่ายืนอยู่นอกสีมา
สมมติสีมา.
ภิกษุสมมติสีมาในน่านน้ำมีแม่น้าเป็นต้นเหล่านี้ ชื่อว่าสมมติสีมาใ น
แม่น้ำ ในทะเล ในสระเกิดเอง. สีมานั้น แม้สงฆ์สมมติแล้วอย่างนั้น ย่อม
ไม่เป็นอันสมมติเลย เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำทั้งปวง ไม่ใช่สีมา
ทะเลทั้งปวง ไม่ใช่สีมา, สระเกิดเองทั้งปวง ไม่ใช่สีมา.
หลายบทว่า สีมาย สีมํ สมฺภินฺทติ มีความว่า คาบเกี่ยวสีมา
ของผู้อื่นด้วยสีมาของตน.
บทว่า อชฺโฌตฺถรติ ได้แก่ สมมติทับสีมาของผู้อื่น ด้วยสีมา
ของตน.

994