ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 975 (เล่ม 10)

พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันโทษอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดโทษ
อันจักบังเกิดในอนาคต ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันภัยอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดภัยอันจัก
บังเกิดในอนาคต ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัด
อกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการ คือ เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๑ เพื่อตัดฝักฝ่ายของผู้ปรารถนาลามก ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้

975
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 976 (เล่ม 10)

พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการ คือ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการ คือ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์
๒ ประการนี้.
ปัญญัติวรรค ที่ ๔ จบ
นวสังคหวรรค ที่ ๕
สังคหะ ๙ อย่าง
[๑,๓๖๒] สังคหะมี ๙ อย่าง คือ วัตถุสังคหะ ๑ วิบัติสังคหะ ๑
อาบัติสังคหะ ๑ นิทานสังคหะ ๑ บุคคลสังคหะ ๑ ขันธสังคหะ ๑ สมุฏฐาน-
สังคหะ ๑ อธิกรณสังคหะ ๑ สมถสังคหะ ๑.
ให้บอกเรื่อง
[๑,๓๖๓] เมื่ออธิกรณ์เกิดขึ้นแล้ว ถ้าคู่ความทั้งสองมาถึง สงฆ์พึง
ให้ทั้งสองบอกเรื่อง ครั้นแล้วพึงฟังปฏิญญาทั้งสอง แล้วพึงพูดกะคู่ความทั้ง
สองว่า เมื่อพวกเราระงับอธิกรณ์นี้แล้ว ท่านทั้งสองจักยินดี หรือ ถ้าทั้งสอง

976
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 977 (เล่ม 10)

รับว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจักยินดี สงฆ์พึงรับอธิกรณ์นั้นไว้ ถ้าบริษัทมีอลัชชีมาก
สงฆ์พึงระงับด้วยอุพพาหิกา ถ้าบริษัทมีคนพาลมาก สงฆ์พึงแสวงหาพระวินัย-
ธร อธิกรณ์นั้นจะระงับ โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ใด สงฆ์พึง
ระงับอธิกรณ์นั้น โดยอย่างนั้น.
พึงรู้วัตถุเป็นต้น
[๑,๓๖๔] พึงรู้วัตถุ พึงรู้โคตร พึงรู้ชื่อ พึงรู้อาบัติ
คำว่า เมถุนธรรม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า อทินนาทาน เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า มนุสสวิคคหะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า อุตริมนุสธรรม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า สุกกวิสัฏฐิ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า กายสังสัคคะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า ทุฏฐุลลวาจา เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ

977
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 978 (เล่ม 10)

คำว่า อัตตกาม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า สัญจริตตะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า ให้ทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า ให้ทำวิหารใหญ่ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิกไม่มีมูล เป็น
ทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า ถือเอาเอกเทศบางอย่างแห่งอธิกรณ์อันเป็นเรื่องอื่นให้
เป็นเพียงเลศ แล้วตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิก เป็นทั้ง
วัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า การที่ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุ-
ภาสน์ครบ ๓ จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า การที่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์
ไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็น
ทั้งโคตร

978
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 979 (เล่ม 10)

คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า การที่ภิกษุผู้ว่ายากไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุภาสน์
ครบ ๓ จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า การที่ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลไม่สละกรรม เพราะสวด
สมนุภาสน์ครบ ๓ จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
คำว่า การอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อถ่ายอุจจาระปัสสาวะหรือ
บ้วนเขฬะลงในน้ำ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
คำว่า ทุกกฏ เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติแล.
นวสังคหวรรค ที่ ๕ จบ
หัวข้อประจำวรรค
[๑,๓๖๕] อปโลกนกรรม ๑ ญัตติ-
กรรม ๑ ญัตติทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม
๑ วัตถุ ๑ ญัตติ ๑ อนุสาวนา ๑ สีมา ๑
บริษัท ๑ พร้อมหน้า ๑ สอบถาม ๑ ปฏิญญา
๑ ควรสติวินัย ๑ วัตถุ ๑ สงฆ์ ๑ บุคคล ๑
ญัตติ ๑ ตั้งญัตติภายหลัง ๑ วัตถุ ๑ สงฆ์ ๑
บุคคล ๑ สวดประกาศ ๑ สวดในกาลไม่ควร
๑ สีมาเล็กเกิน ๑ สีมาใหญ่เกิน ๑ สีมามี

979
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 980 (เล่ม 10)

นิมิตขาด ๑ สีมาใช้เงาเป็นนิมิต ๑ สีมาไม่มี
นิมิต ๑ อยู่นอกสีมาสมมติสีมา ๑ สมมติสีมา
ในนที ๑ ในสมุทร ๑ ในชาตสระ ๑ คาบ
เกี่ยวสีมา ๑ ทับสีมาด้วยสีมา ๑ กรรมอันสงฆ์
จตุวรรคพึงทำ ๑ กรรมอันสงฆ์ปัญจวรรค
พึงทำ ๑ กรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ๑
กรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ๑ ไม่นำฉันทะ
มา ๑ นำฉันทะมา ๑ บุคคลผู้เข้ากรรม ๑
ผู้ควรฉันทะ ๑ ผู้ควรธรรม ๑ อปโลกน-
กรรม ๕ สถาน ๑ ญัตติกรรม ๙ สถาน ๑
ญัตติทุติยกรรม ๗ สถาน ๑ ญัตติจตุตถ-
กรรม ๗ สถาน ๑ ความรับว่าดี ๑ ความ
ผาสุก ๑ บุคคลผู้เก้อยาก ๑ ภิกษุมีศีลเป็น
ที่รัก ๑ อาสวะ ๑ เวร ๑ โทษ ๑ ภัย ๑
อกุศลธรรม ๑ คฤหัสถ์ ๑ บุคคลผู้ปรารถ-
นาลามก ๑ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ ชุมชน
ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ ความตั้งอยู่แห่งพระสัท-
ธรรม ๑ อนุเคราะห์พระวินัย ๑ ปาติโมกขุ-
เทศ ๑ งดปาติโมกข์ ๑ งดปวารณา ๑
ตัชชนียกรรม ๑ นิยสกรรม ๑ ปัพพาชนิย-
กรรม ๑ ปฏิสารณียกรรม ๑ อุกเขปนียกรรม

980
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 981 (เล่ม 10)

๑ ปริวาส ๑ อาบัติเดิม ๑ มานัต ๑ อัพภาน
๑ โอสารณา ๑ นิสสารณา ๑ อุปสมบท ๑
อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ ญัตติทุติย-
กรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑ ยังมิได้ทรง
บัญญัติ ๑ ทรงบัญญัติซ้ำ ๑ สัมมุขาวินัย ๑
สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑
เยภุยยสิกา ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถา-
รกะ ๑ วัตถุ ๑ วิบัติ ๑ อาบัติ ๑ นิทาน ๑
บุคคล ๑ ขันธ์ ๑ สมุฏฐาน ๑ อธิกรณ์ ๑
สมถะ ๑ สังคหะ ๑ ชื่อ ๑ และอาบัติ ๑
ดังนี้แล.
คัมภีร์ปริวาร จบ
คาถาส่งท้าย
[๑,๓๖๖] ก็พระวินัยธร ผู้เรืองนาม
มีปัญญามาก ทรงสุตะ มีวิจารณญาณ สอบ
สวนแนวทางของท่านบุรพาจารย์ในที่นั้น ๆ
แล้วคิดเขียนข้อพิสดาร และสังเขปนี้ในสาย
กลาง ตามแนวทางที่วางไว้ ซึ่งจะนำความ
สะดวกมาให้แก่เหล่าศิษย์ คัมภีร์นี้เรียกว่า
ปริวาร มีทุกเรื่องพร้อมทั้งลักษณะ มีอรรถ

981
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 982 (เล่ม 10)

โดยอรรถในสัทธรรม มีธรรมโดยธรรมใน
บัญญัติ ห้อมล้อมพระศาสนาดุจสาครล้อม
รอบชมพูทวีป ฉะนั้น
พระวินัยธรเมื่อไม่รู้คัมภีร์ปริวาร
ไฉนจะวินิจฉัยโดยธรรมได้ ความเคลือบ-
แคลงของพระวินัยธรใดที่เกิดในวิบัติ วัตถุ
บัญญัติ อนุบัญญัติ บุคคล เอกโตบัญญัติ
อุภโตบัญญัติ โลกวัชชะ และปัณณัตติวัชชะ
ย่อมขาดสิ้นไปด้วยคัมภีร์ปริวาส พระเจ้า
จักรพรรดิ สง่างามในกองทัพใหญ่ฉันใด
ไกรสรสง่างามในท่ามกลางฝูงมฤคฉันใด
พระอาทิตย์แผ่ซ่านด้วยรัศมี ย่อมสง่างาม
ฉันใด พระจันทร์สง่างามในหมู่ดาราฉันใด
พระพรหมสง่างามในหมู่พรหมฉันใด ท่านผู้
นำสง่างามในท่ามกลางหมู่ชนฉันใด พระ-
สัทธรรมวินัยย่อมงามสง่าด้วยคัมภีร์ปริวาร
ฉันนั้นแล.
พระวินัยปิฎก จบบริบูรณ์

982
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 983 (เล่ม 10)

ปัญจวัคควัณณนา
วินิจฉัยในกัมมวรรค พึงทราบดังนี้ :-
ความแตกต่างกันแห่งกรรม ๔ อย่าง ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในสมถขันธ-
กะแล. แม้ได้กล่าวแล้วก็จริง ถึงกระนั้น กรรมวินิจฉัยนี้ เมื่อได้กล่าวมา
ตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นวินิจฉัยที่ชัดเจน, เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวข้อที่ควร
กล่าว ในกัมมวรรคนี้ จำเดิมแต่ต้นทีเดียว.
คำว่า จตฺตาริ นี้ เป็นคำบอกกำหนดจำนวนแห่งกรรมทั้งหลาย.
คำว่า กมฺมานิ เป็นคำชี้กรรมที่กำหนดไว้แล้ว.
[ความต่างแห่งกรรม ๔]
กรรมที่ต้องยังสงฆ์ผู้ตั้งอยู่ในสีมาให้หมดจด นำฉันทะของภิกษุผู้ควร
ฉันทะมา สวดประกาศ ๓ ครั้ง ทำตามอนุมัติของสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ชื่อว่า
อปโลกนกรรม.
กรรมที่ต้องทำด้วยญัตติอย่างเดียว ตามอนุมัติของสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง
ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่าญัตติกรรม.
กรรมที่ต้องทำด้วยอนุสาวนา มีญัตติเป็นที่ ๒ อย่างนี้ คือ ญัตติ ๑
อนุสาวนา ๑ ตามอนุมัติของสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล
ชื่อว่าญัตติทุติยกรรม.

983
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 984 (เล่ม 10)

กรรมที่ต้องทำด้วยอนุสาวนา ๓ มีญัตติเป็นที่ ๔ อย่างนี้ คือ ญัตติ ๑
อนุสาวนา ๓ ตามอนุมัติของสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล
ชื่อว่าญัตติจตุตถกรรม.
บรรดากรรมเหล่านั้น อปโลกนกรรม พึงทำเพียงอปโลกน์, ไม่
ต้องทำด้วยอำนาจญัตติกรรมเป็นต้น. อนึ่ง ญัตติกรรม พึงทำตั้งญัตติอย่าง
เดียว, ไม่ต้องทำด้วยอำนาจอปโลกนกรรมเป็นต้น.
ส่วนญัตติทุติยกรรม ที่ต้องอปโลกน์ทำก็มี ไม่ต้องอปโลกน์ทำก็มี.
ใน ๒ อย่างนั้น กรรมหนัก ๖ อย่างนี้ คือ สมมติสีมา ถอนสีมา ให้ผ้า-
กฐิน รื้อกฐิน แสดงที่สร้างกุฎี แสดงที่สร้างวิหาร ไม่ควรอปโลกน์ทำ; พึง
สวดญัตติทุติยกรรมวาจาทำเท่านั้น.
กรรมเบาเหล่านี้ คือ สมมติ ๑๓ ที่เหลือ และสมมติมีการให้ถือ
เสนาสนะและให้มฤดกจีวรเป็นต้น ควรเพื่อทำทั้งอปโลกน์.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า "แต่ญัตติทุติยกรรมนั้น ไม่ควรทำด้วยอำ-
นาจญัตติกรรมและญัตติจตุตถกรรมแท้. เมื่อทำด้วยอำอาจญัตติจตุตถกรรม
ย่อมเป็นกรรมมั่นคงกว่า; เพราะเหตุนั่น ควรทำ." คำของพระอาจารย์พวกนั้น
ได้ถูกค้านแล้วเสียว่า "ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสังกระแห่งกรรมย่อมมี เพราะ
เหตุนั้น จึงไม่ควรทำ."
ก็ถ้าว่า กรรมนั้นเสียโดยอักขระก็ดี เสียโดยบทก็ดี มีบทที่สวดไม่ชัด
ก็ดีไซร์, การที่สวดซ้ำ ๆ เพื่อชำระกรรมนั้นก็ควร. การสวดซ้ำ ๆ นี้ เป็น
ทัฬหีกรรมของกรรมที่ไม่กำเริบ, คงคืนเป็นกรรมในกรรมที่กำเริบ.

984