ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 935 (เล่ม 10)

สองบทว่า ฉ กมฺมานิ มีความว่า กรรม ๖ อย่าง ที่ตรัสไว้อย่างนี้
คือ กรรมไม่เป็นธรรม กรรมเป็นวรรค กรรมพร้อมเพรียง กรรมเป็นวรรค
โดยอาการเทียมธรรม กรรมพร้อมเพรียงโดยอาการเทียมธรรม กรรมพร้อม-
เพรียง โดยธรรม.
หลายบทว่า เอเกตฺถ ธมฺมิกา กตา มีความว่า ในกรรม ๖
อย่างนี้ กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ตรัสเป็นกรรมที่ชอบ
ธรรม.
แม้ในคำตอบในคาถาที่ ๒ กรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมนั่นแล ก็
เป็นกรรมชอบธรรม (เหมือนกัน).
[ว่าด้วยอาบัติระงับและไม่ระงับ]
สองบทว่า ยํ เทสิตํ มีความว่า กองอาบัติเหล่าใด อันพระอนัน-
ตชินเจ้าทรงแสดงแล้วตรัสแล้ว คือประกาศแล้ว.
วินิจฉัยในคำว่า อนนฺตชิเนน เป็นต้น พึงทราบดังนี้ :-
นิพพานเรียกว่า อนันตะ เพราะเว้นจากความเป็นธรรมมีที่สุดรอบที่
บัณฑิตจะกำหนดได้. นิพพานนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปราบปรามกอง
กิเลส ชำนะแล้ว ชำนะเด็ดขาดแล้ว คือ บรรลุแล้ว ถึงพร้อมแล้ว เปรียบ
เหมือนราชสมบัติอันพระราชาทรงปราบปรามหมู่ข้าศึกได้แล้วฉะนั้น. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อนันตชินะ.
พระอนันตชินะนั้นแล ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้ไม่มีวิการ ในเพราะ
อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. พระองค์ทรงเห็นวิเวก ๔ กล่าวคือ ตทังควิเวก
วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก และนิสสรณวิเวก เพราะ

935
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 936 (เล่ม 10)

ฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้เห็นวิเวก. กองอาบัติเหล่าใด อันพระอนันตชินะ ผู้คงที่
ผู้เห็นวิเวกนั้นทรงแสดงแล้ว.
ในคำว่า เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ นี้ มีบทสัมพันธ์ดังนี้ :-
กองอาบัติ ๗ เหล่าใด อันพระศาสดาทรงแสดงแล้ว ในกองอาบัติ ๗
นั้น อาบัติแม้กองหนึ่ง เว้นจากสมถะทั้งหลายเสีย หาระงับไม่. โดยที่แท้
ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมด คือ สมถะ ๖ อธิกรณ์ ๔ ย่อมระงับ คือย่อมถึง
ความประกอบโดยชอบ ด้วยสัมมุขาวินัย. แต่ในธรรมเหล่านี้ สัมมุขาวินัย
อย่างเดียวแล เว้นสมถะทั้งหลายเสียย่อมระงับ คือ ย่อมถึงความเป็นสมถะได้.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าความเว้นจากสมถะอื่นเสีย สำเร็จไม่ได้ แห่งสัมมุขาวินัยนั้น
หามีไม่ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในอาบัติ ๗ กองนี้ อาบัติกองหนึ่ง
เว้นสมถะเสียก็ระงับได้. เนื้อความนี้ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายโดย
อธิบายนี้ก่อน. แต่ข้าพเจ้าถือเอาเนื้อความเพียงปฏิเสธแห่งนิบาต คือวินา ชอบ
ใจเนื้อความนี้ที่ว่า ข้อว่า เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ มีความว่า
ในอาบัติ ๗ กองนั่น กองอาบัติปาราชิกกองเดียว เว้นสมถะเสีย ก็ระงับได้
คือ ย่อมระงับด้วยสมถะทั้งหลายหามิได้. จริงอยู่ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้
ตรัสคำนี้ว่า อาบัติใดไม่มีส่วนเหลือ อาบัตินั้น ย่อมระงับด้วยอธิกรณ์ไหน
หามิได้ ย่อมระงับในสถานไหน หามิได้ ย่อมระงับด้วยสมถะไหน หามิได้.
[ผู้ทำลายสงฆ์ไปสู่อบาย]
บทว่า ฉอูนทิยฑฺฒสตา มีความว่า พึงทราบบุคคลผู้ทำลายสงฆ์
ต้องไปสู่อบาย ๑๔๔ พวก ด้วยอำนาจหมวดแปด ๑๘ หมวดเนื่องด้วยเภทกร-
วัตถุ ๑๘ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังฆเภทขันธกะอย่างนี้ว่า อุบาลี

936
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 937 (เล่ม 10)

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเห็นในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น ว่า ไม่เป็น
ธรรม มีความเห็นในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น ว่า เป็นธรรม มีความ
สงสัยในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น มีความเห็นในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้นว่า
เป็นอธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้น มีความเห็นในประเภท
แห่งผู้มีความสงสัยนั้น ว่า เป็นอธรรม มีความเห็นในประเภท แห่งผู้มีความ
สงสัยนั้น ว่า เป็นธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งผู้มีความสงสัยนั้น ย่อม
แสดงอธรรม ว่าเป็นธรรม.
สองบทว่า อฏฺฐารส นาปายิกา ได้แก่ ชน ๑๘ พวก ที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัส ในที่สุดแห่งสังฆเภทขันธกะ นับหมวดละพวกอย่างนี้ว่า
อุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเห็นในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้น ว่า
เป็นธรรม ไม่ยืนยันความเห็น ไม่อิงความพอใจ ไม่อิงความชอบใจ ย่อม
แสดงธรรม ว่า เป็นธรรม ย่อมสวดประกาศ ให้จับสลาก ด้วยคำว่า นี้
เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุศาสนา ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้ จงชอบ
ใจสลากนี้ อุบาลี ภิกษุแม้นี้แลเป็นผู้ทำลายสงฆ์ แต่หาไปสู่อบายไม่ หาไป
สู่นรกไม่ หาตั้งอยู่ตลอดกัลป์ไม่ มิใช่ผู้เยียวยาไม่ได้.
หมวดแปด ๑๘ หมวด ได้กล่าวเสร็จแล้วในคำวิสัชนาด้วยบุคคลผู้ทำ
ลายสงฆ์ ๑๔๔ พวก.
วิสัชนาคาถาทั้งปวง มีว่า กติ กมฺมานิ เป็นต้น ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.
อปรทุติยคาถาสังคณิก วัณณนา จบ

937
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 938 (เล่ม 10)

เสทโมจนคาถา
[๑,๒๙๖] บุคคลไม่มีสังวาสกับภิกษุ
และภิกษุณี การสมโภคบางอย่าง อันภิกษุ
และภิกษุณีย่อมไม่ได้ในบุคคลนั้น ไม่ต้อง
อาบัติเพราะไม่อยู่ปราศ ปัญหาข้อนี้ ท่าน
ผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๒๙๗] ครุภัณฑ์ ๕ อย่าง อัน
พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสว่า
ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้จำหน่าย ผู้ใช้สอย
ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย คิดกันแล้ว.
[๑,๒๙๘] ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึง บุคคล
๑๐ จำพวก เว้นบุคคล ๑๑ จำพวกเสีย ภิกษุ
ไหว้ผู้แก่กว่าต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่าน
ผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๒๙๙] ภิกษุไม่ใช่ผู้ถูกยกวัตร ไม่
ใช่ผู้อยู่ปริวาส ไม่ใช่ผู้ทำลายสงฆ์และไม่
ใช่ผู้หลีกไปเข้ารีตตั้งอยู่ในภูมิของภิกษุผู้มี
สังวาสเสมอกัน ไฉนจงไม่ทั่วไปแก่สิกขา
ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย คิดกันแล้ว.

938
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 939 (เล่ม 10)

[๑,๓๐๐] บุคคลเข้าถึงธรรม ไต่ถาม
กุศลที่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ผู้เป็นอยู่
ไม่ใช่ผู้ตาย ไม่ใช่ผู้นิพพาน ท่านผู้รู้ทั้ง-
หลายเรียกบุคคลนั้นว่าอย่างไร ปัญหาข้อนี้
ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายติดกันแล้ว.
[๑,๓๐๑] ไม่พูดถึงอวัยวะเหนือราก-
ขวัญขึ้นไป เว้นอวัยวะใต้สะดือลงมา ภิกษุ
พึงต้องอาบัติปาราชิกเพราะเมถุนธรรมเป็น
ปัจจัยได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๒] ภิกษุทำกุฎีด้วยอาการขอ
เอาเอง ไม่ได้ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกินประ-
มาณ มีผู้จองไว้ หาชานรอบมิได้ ไม่ต้อง
อาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๓] ภิกษุทำกุฎีด้วยอาการขอ
เอาเอง ให้สงฆ์แสดงฟื้นที่แล้วได้ประมาณ
ไม่มีผู้จอง มีชานรอบ แต่ต้องอาบัติ ปัญหา
ข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย คิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๔] ไม่ประพฤติประโยคอะไร
ทางกาย และไม่พูดคนอื่น ๆ ด้วยวาจา

939
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 940 (เล่ม 10)

แต่ต้องอาบัติหนักซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความขาด
ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๕] สัตบุรุษ ไม่ทำความชั่ว
อะไรทางกายและทางวาจา แม้ทางใจผู้นั้น
ถูกสงฆ์นาสนะแล้วชื่อว่าถูกนาสนะด้วยดี
เพราะเหตุใด ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้ง-
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๖] ภิกษุไม่เจรจากับมนุษย์
ไร ๆ ด้วยวาจา และไม่กล่าวถ้อยคำกะผู้อื่น
แต่ต้องอาบัติทางวาจา มิใช่ทางกาย ปัญหา
ข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๗] สิกขาบท อันพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐพรรณนาไว้แล้วสังฆาทิเลส ๔
สิกขาบท ภิกษุณีต้องทั้งหมด ด้วยประโยค
เดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๐๘] ภิกษุณี ๒ รูป อุปสมบท
แต่สงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุรับจีวรแต่มือของ
ภิกษุณี ๒ รูป ต้องอาบัติต่างกัน ปัญหา
ข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.

940
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 941 (เล่ม 10)

[๑,๓๐๙] ภิกษุ ๔ รูป ชวนกันไป
ลักครุภัณฑ์ ๓ รูปเป็นปาราชิก รูป ๑ ไม่เป็น
ปาราชิก ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๐] สตรีอยู่ข้างใน ภิกษุอยู่
ข้างนอก ช่องไม่มีในเรือนนั้น ภิกษุจะพึง
ต้องอาบัติปาราชิกเพราะเมถุนธรรมเป็น
ปัจจัยได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านทั้งหลาย
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๑] ภิกษุรับประเคนน้ำมัน น้ำ
ผึ้ง น้ำอ้อย และเนยใสด้วยตนเองแล้วเก็บ
ไว้ เมื่อยังไม่ล่วงสัปดาห์ เมื่อปัจจัยมีอยู่
ฉัน ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๒] อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
อาบัติสุทธิกปาจิตตีย์ ภิกษุต้องพร้อมกัน
ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๓] ภิกษุ ๒๐ รูป มาประชุม
กันสำคัญว่าพร้อมเพรียงจึงทำกรรม ภิกษุ
อยู่ในที่ ๒ โยชน์ พึงยังกรรมนั้นให้เสียได้
เพราะปัจจัยคือเป็นวรรค ปัญหาข้อนี้ ท่าน
ผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.

941
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 942 (เล่ม 10)

[๑,๓๑๔] ภิกษุต้องครุกาบัติล้วน ๖๔
ที่ทำคืนได้ ด้วยอาการเพียงย่างเท้า และด้วย
กล่าววาจาคราวเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ท่านผู้
ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๕] ภิกษุนุ่งผ้าอันตรวาสก
ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าทั้งหมดนั้นเป็น
นิสสัคคีย์ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๖] ญัตติก็ไม่ใช่ กรรมวาจา
ก็ไม่เชิง และพระชินเจ้า ก็ไม่ได้ตรัสว่า
เอหิภิกขุ แม้สรณคมน์ก็ไม่มีแก่เธอ แต่
อุปสัมปทาของเธอไม่เสีย ปัญหาข้อนี้ ท่าน
ผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๗] บุคคลผู้โฉดเขลา ฆ่า
สตรีซึ่งมิใช่มารดา และฆ่าบุรุษซึ่งมิใช่บิดา
ฆ่าบุคคลผู้มิใช่อริยะ แต่ต้องอนันตริยกรรม
เพราะเหตุนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๘] บุคคลผู้โฉดเขลา ฆ่าสตรี
ผู้เป็นมารดา ฆ่าบุรุษผู้เป็นบิดาครั้นฆ่าบิดา
มารดาแล้ว แต่ไม่ต้องอนันตริยกรรมเพราะ

942
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 943 (เล่ม 10)

โทษนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย
คิดกันแล้ว.
[๑,๓๑๙] ภิกษุไม่โจท ไม่สอบสวน
แล้วทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ลับหลัง และ
กรรมที่ทำแล้วเป็นอันทำชอบแล้ว ทั้งการก
สงฆ์ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๒๐] ภิกษุโจท สอบสวนแล้ว
ทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ต่อหน้า และกรรมที่
ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ทั้งการกสงฆ์ก็ต้อง
อาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิด
กันแล้ว.
[๑,๓๒๑] ภิกษุตัด ต้องอาบัติก็มี
ไม่ต้องอาบัติก็มี ภิกษุปกปิดต้องอาบัติก็มี ไม่
ต้องอาบัติก็มี ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทั้งหลายคิดกันแล้ว
[๑,๓๒๒] ภิกษุพูดจริง ต้องอาบัติ
หนัก พูดเท็จต้องอาบัติเบา พูดเท็จต้อง
อาบัติหนัก และพูดจริงต้องอาบัติเบา ปัญหา
ข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.

943
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 944 (เล่ม 10)

[๑,๓๒๓] ภิกษุบริโภคจีวรที่อธิษฐาน
แล้ว ย้อมด้วยน้ำย้อมแล้ว แม้กัปปะก็ทำ
แล้ว ยังต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๒๔] เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว
ภิกษุฉันเนื้อ เธอไม่ใช่ผู้วิกลจริต ไม่ใช่ผู้
มีจิตฟุ้งซ่าน และไม่ใช่ผู้กระสับกระส่าย
เพราะเวทนา แต่เธอไม่ต้องอาบัติ ก็ธรรม
ข้อนั้น อันพระสุคตทรงแสดงแล้ว ปัญหา
ข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๒๕] เธอไม่ใช่ผู้มีจิตกำหนัด
และไม่ใช่ผู้มีไถยจิต และแม้ผู้อื่นเธอก็ไม่
ได้คิดจะฆ่า ความขาดย่อมมีแก่เธอผู้ให้จับ
สลาก เป็นอาบัติถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้จับ
ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
[๑,๓๒๖] ไม่ใช่เสนาสนะป่าที่รู้กัน
ว่ามีความรังเกียจ และไม่ใช่สงฆ์ให้สมมติ
ทั้งกฐินเธอไม่ได้กราน เธอเก็บจีวรไว้ ณ
ที่นั้นเอง แล้วไปตั้งกึ่งโยชน์เมื่ออรุณขึ้น
เธอนั่นแหละไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่าน
ผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.

944