ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 885 (เล่ม 10)

ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ให้ทำกุฎี ด้วยอาการขอเอาเอง เกิดด้วย
สมุฏฐาน ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่วาจา
มิใช่กาย มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กาย
กับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย
วาจาและจิต ๑
ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ให้ทำกุฎีใหญ่ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ให้ทำกุฎีใหญ่ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ คือ
บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต
๑ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑
บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑
ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิกอัน
หามูลมิได้ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิก
อันหามูลมิได้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑
บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑
ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ถือเอาเอกเทศบางอย่าง แห่งอธิกรณ์อันเป็น
เรื่องอื่น ให้เป็นเพียงเลศ ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรม อันมีโทษถึงปาราชิก
เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ถือเอาเอกเทศบางอย่าง แห่งอธิกรณ์อัน
เป็นเรื่องอื่น ให้เป็นเพียงเลศ ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรม อันมีโทษถึงปาราชิก
เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่
วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑

885
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 886 (เล่ม 10)

ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ไม่สละกรรม เมื่อสวดประกาศ
ครบ ๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ไม่สละกรรมเมื่อสวดประกาศ
ครบ ๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย วาจา และจิต
ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุรู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลาย ไม่สละกรรม
เมื่อสวดประกาศครบ ๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลาย ไม่สละกรรม
เมื่อสวดประกาศครบ ๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือเกิดแต่กาย วาจา
และจิต
ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ว่ายาก ไม่สละกรรมเมื่อสวดประกาศครบ
๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ว่าอยาก ไม่สละกรรมเมื่อสวดประกาศครบ
๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย วาจาและจิต
ถ. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล ไม่สละกรรมเมื่อสวดประ-
กาศครบ ๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. สังฆาทิเสสของภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล ไม่สละกรรมเมื่อสวดประ-
กาศครบ ๓ จบ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย วาจา และจิต.
สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท จบ
เสขิยวัตร
[๑,๒๓๓] . . .ถามว่า ทุกกฏของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อถ่ายอุจ-
จาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะ ลงในน้ำ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร

886
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 887 (เล่ม 10)

ตอบว่า ทุกกฏของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย กับจิต
มิใช่วาจา.
เสขิตวัตร จบ
ปาราชิก ๔
[๑,๒๓๔] ถามว่า ปาราชิก ๔ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า ปาราชิก ๔ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับ
จิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย
วาจา และจิต ๑.
สังฆาทิเสส ๑๓
[๑,๒๓๕] ถามว่า สังฆาทิเสส ๑๓ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า สังฆาทิเสส ๑๓ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย
มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใชจิต ๑ บางทีเกิดแต่
กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่
วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑.
อนิยต ๒
[๑,๒๓๖] ถามว่า อนิยต ๒ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า อนิยต ๒ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต
มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย ๑ วาจา
และจิต ๑.

887
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 888 (เล่ม 10)

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐
[๑,๒๓๗] ถามว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ คือ บางทีเกิด
แต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต ๑ บาง
ทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑ บาง
ทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑.
ปาจิตตีย์ ๙๒
[๑,๒๓๘] ถามว่า ปาจิตตีย์ ๙๒ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า ปาจิตตีย์ ๙๒ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย
มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่
กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิด
แต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑.
ปาฏิเทสนียะ ๔
[๑,๒๓๙] ถามว่า ปาฏิเทสนียะ ๔ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า ปาฏิเทสนียะ ๔ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ คือ บางทีเกิดแต่
กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิด
แต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑.

888
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 889 (เล่ม 10)

เสขิยะ ๗๕
[๑,๒๔๐] ถามว่า เสขิยะ ๗๕ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบว่า เสขิยะ ๗๕ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับ
จิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย
วาจา และจิต ๑.
สมุฏฐาน จบ
หัวข้อประจำเรื่อง
[๑,๒๔๑] ไม่มีความจงใจ ๑ มีจิตเป็นกุศล ๑ สมุฏฐานทุกสิกขาบท
๑ ขอท่านทั้งหลายจงรู้สมุฏฐาน โดยรู้ตามธรรมเทอญ.
สมุฏฐาน วัณณนา
วินิจฉัยในคำว่า อจิตฺตโก อาปชฺชติ เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุผู้ไม่แกล้ง แต่ต้องโทษตามพระบัญญัติ มีสหไสยเป็นต้น ชื่อ
ว่าไม่มีความจงใจต้อง, เมื่อแสดงเสีย ชื่อว่ามีความจงใจออก
ภิกษุผู้แกล้งต้องโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีความจงใจต้อง, เมื่อ
ออกด้วยติณวัตถารกวินัย ชื่อว่าไม่มีความจงใจออก.
เมื่อออกอาบัติที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ด้วยติณวัตถารกวินัย ชื่อ
ว่าไม่มีความจงใจต้อง ไม่มีความจงใจออก.
เมื่อแสดงอาบัตินอกนี้ ชื่อว่ามีความจงใจต้อง มีความจงใจออก.

889
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 890 (เล่ม 10)

เมื่อคิดว่า เราจะทำธรรมทาน กระทำธรรมเป็นต้นโดยบท ชื่อว่ามี
จิตเป็นกุศลต้อง.
เมื่อมีจิตเบิกบานว่า เราทำตามคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า แสดง
(อาบัติ) ชื่อว่ามีจิตเป็นกุศลออก.
เมื่อเป็นผู้ถึงความเสียใจแสดง ชื่อว่ามีจิตเป็นอกุศลออก.
เมื่อหลับเสีย ออกด้วยติณวัตถารกวินัย ชื่อว่ามีจิตเป็นอัพยากฤตออก.
เมื่อทำความละเมิดมีหลอนให้กลัวเป็นต้น แล้วถึงความดีใจว่า เรา
ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แสดง (อาบัติ) ชื่อว่ามีจิตเป็นอกุศลต้อง มี
จิตเป็นกุศลออก.
ถึงความเสียใจเทียวแสดง ชื่อว่ามีจิตเป็นอกุศลออก.
เมื่อออกด้วยติณวัตถารกวินัย ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่ามีจิต
เป็นอัพยากฤตออก.
เมื่อต้องอาบัติเพราะนอนร่วมเรือน ในสมัยที่หยั่งลงสู่ความลับ ชื่อ
ว่ามีจิตเป็นอัพยากฤตต้อง.
ส่วนคำว่า มีจิตเป็นกุศลออก เป็นอาทิ พึงทราบในอาบัติที่ต้อง
เพราะนอนร่วมเรือนนี้ ตามนัยที่กล่าวนั่นแล.
คำว่า ปฐมํ ปาราชิกํ กตีหิ สมุฏฺฐาเนหิ เป็นอาทิ นับว่าตื้น
ทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหลัง.
สมุฏฐานใด ๆ ได้แก่อาบัติใด ๆ, สมุฏฐานและอาบัตินั้น ๆ ทั้งมวล
เป็นอันได้กล่าวเสร็จแล้ว โดยกำหนดอย่างสูง ในคำว่า ปาราชิก ๔ ย่อมเกิด
ด้วยสมุฏฐาน ๓ เป็นอาทิ.
สมุฏฐาน วัณณนา จบ

890
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 891 (เล่ม 10)

ทุติยคาถาสังคณิกะ
อาบัติทางกายเป็นต้น
[๑,๒๔๒] ถามว่า อาบัติทางกายจัด
ไว้เท่าไร ทางวาจาจัดไว้เท่าไร เมื่อปกปิด
ต้องอาบัติเท่าไร อาบัติมีการเคล้าคลึงเป็น
ปัจจัยมีเท่าไร
ตอบว่า อาบัติทางกายจัดไว้ ๖ ทาง
วาจาจัดไว้ ๖ เมื่อปกปิดต้องอาบัติ ๓ อาบัติ
มีการเคล้าคลึงเป็นปัจจัยมี ๕.
ต้องอาบัติเมื่ออรุณขึ้นเป็นต้น
[๑,๒๔๓] ถามว่า อาบัติเพราะอรุณ
ขึ้นมีเท่าไร อาบัติชื่อยาวตติยกา มีเท่าไร
อาบัติชื่ออัตถวัตถุกาในศาสนานี้ มีเท่าไร
สงเคราะห์สิกขาบทและปาติโมกขุทเทศทั้ง
มวลด้วยอุเทศเท่าไร
ตอบว่า อาบัติเพราะอรุณขึ้น มี ๓
อาบัติชื่อยาวตติยกามี ๓ อาบัติชื่ออัตถวัตถุ-
กา ในศาสนานี้มี ๑ สงเคราะห์สิกขาบท
และปาติโมกขุทเทศทั้งมวล ด้วยนิทานุเทศ
อย่างเดียว.

891
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 892 (เล่ม 10)

มูลแห่งวินัยเป็นต้น
[๑,๒๔๔] ถามว่า มูลแห่งวินัยที่พระ-
พุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มีเท่าไร อาบัติหนักใน
ฝ่ายวินัยตรัสไว้เท่าไร อาบัติเพราะปิดอาบัติ
ชั่วหยาบมีเท่าไร
ตอบว่า มูลแต่งวินัยที่พระพุทธเจ้า
ทรงบัญญัติไว้มี ๒ อาบัติหนักในฝ่ายวินัย
ตรัสไว้ ๒ อาบัติเพราะปิดอาบัติชั่วหยาบ
มี ๒.
ต้องอาบัติในละแวกบ้านเป็นต้น
[๑,๒๔๕] ถามว่า อาบัติในละแวก
บ้านมีเท่าไร อาบัติมีฝั่งนทีเป็นปัจจัยมีเท่าไร
เป็นอาบัติถุลลัจจัย เพราะเนื้อกี่ชนิด เป็น
อาบัติทุกกฏเพราะเนื้อกี่ชนิด
ตอบว่า อาบัติในละแวกบ้านมี ๔
อาบัติมีฝั่งนทีเป็นปัจจัยมี ๔ เป็นอาบัติ
ถุลลัจจัย เพราะเนื้อชนิดเดียว เป็นอาบัติ
ทุกกฏเพราะเนื้อ ๙ ชนิด.

892
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 893 (เล่ม 10)

ต้องอาบัติทางวาจาในราตรีเป็นต้น
[๑,๒๔๖] ถามว่า อาบัติทางวาจาใน
กลางคืนมีเท่าไร อาบัติทางวาจาในกลางวัน
มีเท่าไร เมื่อไห้ ต้องอาบัติเท่าไร เมื่อรับ
ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า อาบัติทางวาจาในกลางคืน
มี ๒ อาบัติทางวาจาในกลางวันมี ๒ เมื่อให้
ต้องอาบัติ ๓ เพราะรับ ต้องอาบัติ ๔.
ต้องอาบัติเป็นเทสนาคามินีเป็นต้น
[๑,๒๔๗] ถามว่า อาบัติเป็นเทสนา-
คามินี มีเท่าไร อาบัติที่ทำคืนได้ จัดไว้
เท่าไร อาบัติที่ทำคืนไม่ได้ในศาสนานี้
พระพุทธเจ้าเป็นเผ่าแห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์
ตรัสไว้เท่าไร
ตอบว่า อาบัติเป็นเทสนาคามินีมี ๕
อาบัติที่ทำคืนได้จัดไว้ ๖ อาบัติที่ทำคืนไม่ได้
ในศาสนานี้ พระพุทธเจ้าเป็นเผ่าแห่งพระ-
ราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้อย่างเดียว.

893
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 894 (เล่ม 10)

ต้องอาบัติหนักในฝ่ายวินัยเป็นต้น
[๑,๒๔๘] ถามว่า อาบัติหนักใน
ฝ่ายวินัยเป็นไปทางกายและวาจา ตรัสไว้
เท่าไร ธัญรสในเวลาวิกาลมีเท่าไร สมมติ
ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจามีเท่าไร
ตอบว่า อาบัติหนักในฝ่ายวินัยเป็น
ไปทางกายและวาจาตรัสไว้ ๒ ธัญรสใน
เวลาวิกาลมีอย่างเดียว สมมติด้วยญัตติจตุต-
ถกรรมวาจามีอย่างเดียว.
อาบัติปาราชิกทางกายเป็นต้น
[๑,๒๔๙] ถามว่า อาบัติปาราชิกทาง
กายมีเท่าไร ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสเท่าไร
รัตติเฉทของภิกษุกี่พวก และพระบัญญัติ
เรื่องสองนิ้วมีเท่าไร
ตอบว่า อาบัติปาราชิกทางกายมี ๒
ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสมี ๒ รัตติเฉทของภิกษุ
๒ พวก และพระบัญญัติเรื่องสองนิ้วมี ๒.
ต้องอาบัติเพราะทำร้ายตัวเองเป็นต้น
[๑,๒๕๐] ถามว่า เพราะทำร้ายตัว
เอง ต้องอาบัติเท่าไร สงฆ์แตกกัน ด้วย

894