ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 855 (เล่ม 10)

๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ไม่รู้จักสามเณรที่ใช้แล้ว และยังไม่ได้ใช้
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเถร ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บ
ของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์
ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์ องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ :-
๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. รู้จักสามเณรที่ใช้แล้วและยัง ไม่ได้ใช้
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บ
ของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์.
อาวาสิกวรรค ที่ ๑๓ จบ
หัวข้อประจำวรรค
[๑,๒๒๒] ภิกษุเจ้าอาวาส ๑ ชี้แจงวินัย ๑ ภิกษุผู้แจกภัตร ๑ ภิกษุ
ผู้แต่งตั้งเสนาสนะ ๑ ภิกษุรักษาคลังเก็บพัสดุ ๑ ภิกษุผู้รับจีวร ๑ ภิกษุผู้

855
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 856 (เล่ม 10)

แจกจีวร ๑ แจกยาคู ๑ แจกผลไม้ ๑ แจกของเคี้ยว ๑ แจกของเล็กน้อย ๑
ภิกษุผู้ให้รับผ้าสาฎก ๑ ให้รับบาตร ๑ ภิกษุผู้ใช้คนทำงานวัด ๑ ภิกษุผู้ใช้
สามเณร.
หัวข้อประจำวรรค จบ
กฐินัตถารวรรคที่ ๑๔
อานิสงส์กรานกฐิน
[๑,๒๒๓] อุ. การกรานกฐิน มีอานิสงส์เท่าไรหนอแล พุทธเจ้าข้า
พ. ดูก่อนอุบาลี การกรานกฐิน มีอานิสงส์ ๕ นี้ อานิสงส์ ๕ อะไร
บ้าง คือ :-
๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา
๒. เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณะโภชน์ได้
๔. เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้นจักเป็นของพวกเธอ
ดูก่อนอุบาลี การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ นี้แล.
โทษของการนอนลืมสติ
[๑,๒๒๔] อุ. บุคคลผู้นอนลืมสติไม่รู้ตัว นอนหลับ มีโทษเท่าไร
หนอแล พระพุทธเจ้าข้า

856
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 857 (เล่ม 10)

พ. ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ลืมสติไม่รู้สึกตัว นอนหลับ มีโทษ ๕ นี้
โทษ ๕ อะไรบ้าง คือ :-
๑. หลับไม่สบาย
๒. ตื่นขึ้นไม่สบาย
๓. ฝันเห็นสิ่งเลวทราม
๔. เทวดาไม่รักษา
๕. น้ำอสุจิเคลื่อน
ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ลืมสติไม่รู้สึกตัวนอนหลับมีโทษ ๕ นี้แล
อานิสงส์ของการนอนมีสติ
ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ตั้งสติ รู้สึกตัวอยู่ นอนหลับ มีอานิสงส์ ๕ นี้
อานิสงส์ ๕ อะไรบ้าง คือ :-
๑. หลับสบาย
๒. ตื่นขึ้นสบาย
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งเลวทราม
๔. เทวดารักษา
๕. น้ำอสุจิไม่เคลื่อน
ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ตั้งสติ รู้สึกตัวอยู่ นอนหลับ มีอานิสงส์ ๕ นี้แล.
บุคคลไม่ควรไหว้
[๑,๒๒๕] อุ. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ มีเท่าไรหนอแล
พระพุทธเจ้าข้า

857
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 858 (เล่ม 10)

พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้นี้มี ๕ ๕ อะไร
บ้าง คือ:-
๑. ภิกษุผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้าน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๒. ภิกษุผู้เข้าไปสู่ถนน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุผู้อยู่ในที่มืด อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุผู้ไม่เอาใจใส่ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุผู้หลับ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้มี ๕ นี้แล
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕ ๕
อะไรบ้าง คือ :-
๑. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้เวลาดื่มยาคู
๒. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ในโรงภัตร
๓. ภิกษุผู้เป็นศัตรู อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุผู้กำลังคิดเรื่องอื่น อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุกำลังเปลือยกาย อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕ ๕
อะไรบ้าง คือ :-
๑. ภิกษุกำลังเคี้ยว อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๒. ภิกษุกำลังฉัน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุกำลังถ่ายอุจจาระ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้

858
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 859 (เล่ม 10)

๔. ภิกษุกำลังถ่ายปัสสาวะ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุถูกสงฆ์ยกวัตร อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล
ดูก่อนอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕ ๕
อะไรบ้าง คือ :-
๑. ภิกษุผู้อุปสมบททีหลัง อันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้
๒. อนุปสัมบัน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุมีสังวาสต่างกัน มีพรรษาแก่กว่า เป็นอธรรมวาที อัน
ภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. สตรี อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. บัณเฑาะก์ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูก่อนอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล
ดูก่อนอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕ ๕
อะไรบ้าง คือ :-
๑. ภิกษุอยู่ปริวาส อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๒. ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุผู้ควรมานัต อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุประพฤติมานัต อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุผู้ควรอัพภาน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูก่อนอุบายลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล.

859
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 860 (เล่ม 10)

บุคคลควรไหว้
[๑,๒๒๖] อุ. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้ มีเท่าไรหนอแล
พระพุทธเจ้าข้า
พ. ดูก่อนอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้นี้ มี ๕ ๕ อะไร
บ้าง คือ :-
๑. ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน อันภิกษุผู้อุปสมบททีหลังควรไหว้
๒. ภิกษุผู้มีสังวาสต่างกัน มีพรรษาแก่กว่า แต่เป็นธรรมวาที อัน
ภิกษุทั้งหลายควรไหว้
๓. พระอาจารย์ อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้
๔. พระอุปัชฌาย์ อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้
๕. พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันประชา ทั้งสมณะและ
พราหมณ์ ทั้งเทพดามนุษย์ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ควรไหว้
ดูก่อนอุบาลี บุคคลอันภิกษุควรไหว้ ๕ นี้แล
ธรรมของภิกษุอ่อนกว่ากับภิกษุแก่กว่า
[๑,๒๒๗] อุ. พระพุทธเจ้าข้า อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าของ
ภิกษุผู้แก่กว่า พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วไหว้เท้า
พ. ดูก่อนอุบาลี อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า พึง
ตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วไหว้เท้า ธรรม ๕ อะไรบ้าง
ดูก่อนอุบาลี อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า
๑. พึงห่มผ้าเฉวียงบ่า
๒. ประคองอัญชลี

860
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 861 (เล่ม 10)

๓. นวดเท้าด้วยฝ่ามือทั้งสอง
๔. มีความรัก
๕. มีความเคารพ แล้วไหว้เท้า
ดูก่อนอุบาลี อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมือไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า พึงเข้า
ไปตั้งธรรม ๕ นี้ไว้ในตน แล้วไหว้เท้า.
กฐินนัตถารวรรค ที่ ๑๔ จบ
หัวข้อประจำวรรค
[๑,๒๒๘] กรานกฐิน ๑ หลับ ๑ ละแวกบ้าน ๑ ดื่มยาคู ๑ เคี้ยว ๑
อุปสมบทก่อน ๑ อยู่ปริวาส ๑ บุคคลควรไหว้ ๑ ภิกษุอ่อนกว่าไหว้ภิกษุ
แก่กว่า ๑.
อุปาลิปัญจกะ จบ
หัวข้อบอกวรรคเหล่านั้น
[๑,๒๒๙] อนิสสิตวรรค ๑ กรรมวรรค๑ ๑ โวหารวรรค ๑ ทิฏฐา-
วิกัมมวรรค ๑ โจทนาวรรค๒ ๑ ธุตังควรรค ๑ มุสาวาทวรรค ๑ ภิกขุนี
โอวาทวรรค ๑ อุพพาหิกวรรค ๑ อธิกรณวูปสมวรรค ๑ สังฆเภทวรรค ๑
สังฆเภท ๕ อย่างเหมือนก่อน๓๑ อาวาสิกวรรค ๑ กฐินัตถารวรรค ๑ รวม
๑๔ วรรค ท่านประกาศไว้ดีแล้วแล.
๑. นัปปฏิปัสสัมภนวรรค ๒. อัตตาทานวรรค ๓. ทุติสังเภทวรรค.

861
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 862 (เล่ม 10)

อุปาลิปัญจก วัณณนา
[ว่าด้วยองค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ถือนิสัย]
วินิจฉัยในอุบายลิปัญหา พึงทราบดังนี้:-
คำถามที่ว่า กตีหิ นุ โข ภนฺเต มีสัมพันธ์ ดังนี้:-
ได้ยินว่า พระเถระอยู่ในที่ลับ มานึกถึงหมวด ๕ เหล่านี้ ทั้งหมด จึง
เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคิดว่า บัดนี้เราจักทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ให้พระองค์ทรงวางแบบแผน เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุเหล่านี้ มีภิกษุผู้ถือนิสัย
อยู่เป็นต้น แล้วทูลถามปัญหา โดยนัยมีคำว่า กตีหิ นุ โข ภนฺเต
เป็นอาทิ.
วินิจฉัยในคำวิสัชนาปัญหาเหล่านั้น พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า อุโปสถํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักอุโบสถ ๙ อย่าง.
สองบทว่า อุโปสถกมฺมํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักอุโบสถ-
กรรม ๔ อย่าง ต่างโดยกรรมเป็นวรรคโดยอธรรมเป็นต้น.
สองบทว่า ปาฏิโมกฺขํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักมาติกา ๒.
สองบทว่า ปาฏิโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักปาฏิ-
โมกขุทเทส ๙ อย่าง คือ ของภิกษุ ๕ อย่าง ของภิกษุณี ๔ อย่าง.
สองบทว่า ปวารณํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักปวารณา ๙ อย่าง.
สองบทว่า ปวารณากมฺมํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักปวารณา-
กรรม ๘ อย่าง ต่างโดยชนิดมีกรรมเป็นวรรคโดยอธรรมเป็นต้น.

862
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 863 (เล่ม 10)

สองบทว่า อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้อาบัติ
และอนาบัติ ที่ทรงแสดงในสิกขาบทนั้น ๆ.
สองบทว่า อาปนฺโน กมฺมกโต มีความว่า ภิกษุต้องอาบัติแล้ว,
กรรมย่อมเป็นกิจอันสงฆ์ทำแล้ว เพราะการต้องนั้นเป็นปัจจัย.
[ว่าด้วยกรรมของภิกษุไม่ควรระงับ]
สองบทว่า กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ มีความว่า กรรม
ของภิกษุนั้น อันสงฆ์ไม่พึงให้ระงับ เพราะเหตุที่เธอประพฤติ โดยคล้อยตาม
พรรคพวก. อธิบายว่า เหมือนบุคคลที่ถูกล่ามไว้ด้วยเชือก อันตนจะพึงแก้
เสียฉะนั้น.
[ว่าด้วยองค์ ๕ ของภิกษุผู้เข้าสงคราม]
หลายบทว่า สเจ อุปาลิ สงฺโฆ สมคฺคกรณียานิ กมฺมานิ
กโรติ มีความว่า ถ้าว่าสงฆ์กระทำกรรมมีอุโบสถเป็นต้น อันภิกษุทั้งหลาย
ผู้พร้อมเพรียงกันพึงกระทำ, อันความอุดหนุน (แก่การทะเลาะ) อันภิกษุ
ไร ๆ ไม่พึงให้ ในเมื่อกรรมสามัคคีมีอุโบสถและปวารณาเป็นต้น ต้องงดไว้.
ก็ถ้าว่า สงฆ์ให้แสดงโทษล่วงเกินแล้วกระทำสังฆสามัคคีก็ดี กระทำการระงับ
อธิกรณ์ด้วยตินวัตถารกวินัย แล้วกระทำอุโบสถและปวารณาก็ดี, กรรมเห็น
ปานนี้ จัดเป็นกรรมที่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงพึงกระทำ.
บทว่า ตตฺเร เจ มีความว่า ถ้าว่าในกรรมเช่นนั้น ไม่ชอบใจแก่
ภิกษุไซร้, พึงกระทำความเห็นแย้งก็ได้ ควบคุมความพร้อมเพรียงเห็นปานนั้น

863
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 864 (เล่ม 10)

ไว้. ความถือผิดอย่างนั้น ไม่ควรถือไว้. ก็ในกรรมใด ภิกษุทั้งหลายแสดง
พระศาสนานอกธรรมนอกวินัย ในกรรมนั้นความเห็นแย้ง ใช้ไม่ได้ เพราะ
ฉะนั้น สงฆ์พึงห้ามเสียแล้วหลีกไป.
[ว่าด้วยองค์ ๕ ของภิกษุผู้กล่าวไม่เป็นที่รัก]
บทว่า อุสฺสิตมนฺตี จ มีความว่า ผู้มีความรู้มากมักกล่าววาจา ซึ่ง
หนาแน่นด้วยโลภะ โทสะ และมานะ มีวาจาโสมม ไม่แสดงประโยชน์.
บทว่า นิสฺสิตชปฺปิ มีความว่า ไม่สามารถจะกล่าวถ้อยคำให้สม
แก่ความมีความรู้มากโดยธรรมดาของตน. โดยที่แท้ย่อมอ้างผู้อื่นกล่าวอย่างนี้
ว่า พระราชาได้ตรัสกับเราอย่างนี้, มหาอำมาตย์โน้น กล่าวอย่างนี้, อาจารย์
หรืออุปัชฌาย์ของเราชื่อโน้น กล่าวอย่างนี้, พระเถระผู้ทรงไตรปิฎก พูดกับ
เราอย่างนี้.
บทว่า น จ ภาสานุสนฺธิกุสโล มีความว่า เป็นผู้ไม่ฉลาดใน
ถ้อยคำที่เป็นเงื่อนของเรื่องราว และในถ้อยคำที่เป็นเงื่อนของคำวินิจฉัย.
สองบทว่า น ยถาธมฺเม ยถาวินเย มีความว่า ไม่เป็นผู้โจท
เตือนให้ระลึกถึงอาบัติด้วยวัตถุที่เป็นจริง.
สองบทว่า อสฺสาเทตา โหติ ความว่า ย่อมยกบางคนขึ้นอ้าง
โดยนัยเป็นต้นว่า อาจารย์ของข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงไตรปิฎกอย่างใหญ่ เป็น
ธรรมกถึกอย่างเยี่ยม.
วินิจฉัยในทุติยบท พึงทราบดังนี้ :-
ย่อมรุกรานบางคน โดยนัยเป็นต้นว่า เขาจะรู้อะไร.

864