จริงอยู่ ความตามเดือดร้อนในภายหลังนั้น ท่านเรียกว่า กุกกุจจะ
(ความรำคาญ) โดยความเป็นกิริยาที่บัณฑิตพึงเกลียด เพราะความเป็นกรรม
อันผู้รู้ทั้งหลายไม่พึงทำ, ท่านเรียกว่า วิปฏิสาร (ความเดือดร้อน) โดย
เป็นความระลึกผิดรูปไป เพราะอาศัยอัชฌาจารนั้น เพราะไม่สามารถจะห้าม
อัชฌาจารที่ตนทำแล้วได้.
หลายบทว่า อลาภา วต เม ความว่า ไม่ใช่ลาภของเราหนอ.
มีอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า ความไม่ได้คุณทั้งหลาย มีฌานเป็นต้นเหล่านั้น ไม่ใช่
ลาภของเรา ทั้งไม่ใช่ลาภของผู้อื่น.
หลายบทว่า น วต เม ลาภา ความว่า คุณคือบรรพชา สรณคมน์
และการสมาทานสิกขาแม้เหล่าใด ที่เราได้เฉพาะแล้ว, คุณคือบรรพชาเป็นต้น
แม้เหล่านั้น ชื่อว่าไม่ใช่ลาภของเราเลย เพราะมีอัชฌาจารเศร้าหมอง.
หลายบทว่า ทุลฺลทฺธํ วต เม ความว่า พระศาสนานี้ แม้ที่เรา
ได้แล้ว ก็ชื่อว่าเราได้ชั่ว.
หลายบทว่า น วต เม สุลทฺธํ ความว่า พระศาสนานี้ เราได้
ไม่ดีเหมือนอย่างกุลบุตรอื่นเขาได้กันหนอ. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุ
เราบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้วอย่างนี้ ยังไม่
สามารถจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้จนตลอดชีวิตแล.
บทว่า พฺรหมฺจริยํ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์ ที่ท่านสงเคราะห์ด้วย
ไตรสิกขา.
สองบทว่า กิโส อโหสิ ความว่า ท่านพระสุทินน์นั้น เมื่อไม่สามารถ
จะเคี้ยวกินหรือฉันอาหาร จึงได้เป็นผู้ซูบผอม คือมีเนื้อและโลหิตน้อย.
บทว่า อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ได้แก่ ความเป็นผู้มีผิวเหลือง ๆ
เกิดขึ้น คือเป็นผู้มีส่วนเปรียบดุจใบไม้เหลือง.