ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 745 (เล่ม 10)

[๑,๑๕๔] ม. การเดาะกฐินมีความ
สิ้นหวังเป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็น
เผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว
ก็ข้าพเจ้าขอถามท่าน ถึงการเดาะกฐินนั่น
ปลิโพธอย่างไหนขาดก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีความสิ้นหวังเป็น
ที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่ง
พระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อภิกษุ
หลีกไปด้วยคิดว่า จักทิ้งอาวาสนี้เสียละ
ปลิโพธในอาวาสขาดก่อน ปลิโพธในจีวร
ขาดต่อเมื่อสิ้นความหวังในจีวรแล้ว.
[๑,๑๕๕] ม. การเดาะกฐินมีการก้าว
ล่วงสีมาเป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็น
เผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว
ก็ข้าพเจ้าขอถามท่าน ถึงการเดาะกฐินนั่น
ปลิโพธอย่างไหนดูก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีการก้าวล่วงสีมา
เป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อ
ภิกษุหลีกไปด้วยคิดว่า จักทั้งอาวาสนี้เสียละ
ปลิโพธในจีวรขาดก่อน ปลิโพธในอาวาส
ขาดเมื่อภิกษุนั้นไปนอกสีมา.

745
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 746 (เล่ม 10)

[๑,๑๕๖] ม. การเดาะกฐินมีการเดาะ
พร้อมกัน อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็ข้าพเจ้า
ขอถามท่าน ถึงการเดาะกฐินนั่น ปลิโพธ
อย่างไหนขาดก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีการเดาะพร้อมกัน
อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ แห่งพระ-
ราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อภิกษุหลีกไป
ด้วยคิดว่าจักทิ้งอาวาสนี้เสียละ ปลิโพธทั้ง ๒
ขาดพร้อมกัน.
การเดาะกฐิน
[๑,๑๕๗] ถามว่า การเดาะกฐินที่
สงฆ์เป็นใหญ่มีเท่าไร การเดาะกฐินที่บุคคล
เป็นใหญ่มีเท่าไร การเดาะกฐินที่สงฆ์ไม่
เป็นใหญ่ บุคคลไม่เป็นใหญ่มีเท่าไร
ตอบว่า การเดาะกฐินที่สงฆ์เป็น
ใหญ่มีอย่างเดียว คือ การเดาะในระหว่าง
การเดาะกฐินที่บุคคลเป็นใหญ่มี ๔
อย่าง คือ เดาะกฐินมีการหลีกไปเป็นที่สุด ๑
มีการทำเสร็จเป็นที่สุด ๑ มีความตกลงใจ
เป็นที่สุด ๑ มีความก้าวล่วงสีมาเป็นที่สุด ๑

746
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 747 (เล่ม 10)

การเดาะกฐินที่สงฆ์ไม่เป็นใหญ่ ที่
บุคคลไม่เป็นใหญ่มี ๔ อย่าง คือ การเดาะ
กฐินมีการเสียเป็นที่สุด ๑ มีการฟังเป็นที่
สุด ๑ มีความสิ้นหวังเป็นที่สุด ๑ มีการ
เดาะกฐินพร้อมกัน ๑.
การเดาะกฐินภายในสีมาเป็นต้น
[๑,๑๕๘] ถามว่า การเดาะกฐินเท่าไร เดาะภายในสีมา การเดาะ
กฐินเท่าไร เดาะภายนอกสีมา การเดาะกฐินเท่าไร บางอย่างเดาะภายในสีมา
บางอย่างเดาะภายนอกสีมา
ตอบว่า การเดาะกฐิน ๒ อย่าง เดาะภายในสีมา คือ เดาะในระหว่าง
๑ เดาะพร้อมกัน ๑
การเดาะกฐิน ๓ อย่าง เดาะภายนอกสีมา คือ การเดาะกฐินมีความ
หลีกไปเป็นที่สุด ๑ มีความฟังเป็นที่สุด ๑ มีความก้าวล่วงสีมาเป็นที่สุด ๑
การเดาะกฐิน ๔ อย่าง บางอย่างเดาะภายในสีมา บางอย่างเดาะ
ภายนอกสีมา คือ การเดาะกฐินมีการทำเสร็จเป็นที่สุด ๑ มีความตกลงใจเป็น
ที่สุด ๑ มีความเสียเป็นที่สุด ๑ มีความสิ้นหวังเป็นที่สุด ๑.
การเดาะกฐินเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น
[๑,๑๕๙] ถามว่า การเดาะกฐินเท่าไร เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน การ
เดาะกฐินเท่าไร เกิดด้วยกัน ดับต่างกัน

747
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 748 (เล่ม 10)

ตอบว่า การเดาะกฐิน ๒ อย่างที่เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน คือ เดาะใน
ระหว่าง ๑ เดาะพร้อมกัน ๑
การเดาะกฐินนอกนั้น เกิดด้วยกัน ดับต่างกัน.
กฐินเภท จบ
หัวข้อประจำเรื่อง
[๑,๑๖๐] ใคร ด้วยอย่างไร ธรรม ๑๕ อย่าง นิทาน เหตุ ปัจจัย
สงเคราะห์ มูล เบื้องต้น ประเภท บุคคล บุคคล ๓ การเดาะกฐิน ๓
พึงรู้ การกราน การสวด ปลิโพธ เป็นใหญ่ สีมา เกิดขึ้นและดับ.
ปริวาร จบ
กฐินเภท วัณณนา
[ธรรมที่เกิดพร้อมกับกรานกฐิน]
วินิจฉัยในกฐิน พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า อฏฺฐ มาติกา ได้แก่ มาติกา ๘ มีปักกมนันติกา
(กำหนดด้วยการหลีกไปเป็นที่สุด) เป็นต้น ที่ตรัสไว้ในขันธกะ. แม้ปลิโพธ
และอานิสงส์ก็ได้ตรัสไว้ในหนหลังแล้วแล.
[ว่าด้วยอนันตรปัจจัยเป็นอาทิ]
บทว่า ปโยคสฺส ได้แก่ ประโยคมีการหาน้ำมาเป็นต้น ที่ภิกษุ
กระทำเพื่อประโยชน์แก่บุพกรณ์ ๗ อย่าง มีซักจีวรเป็นต้น.

748
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 749 (เล่ม 10)

หลายบทว่า กตเม ธมฺมา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย มีความว่า
ธรรมเหล่าไหนเป็นธรรมสืบลำดับ โดยเนื่องด้วยประโยคที่ยังไม่มา ย่อมเป็น
ปัจจัย.
บทว่า สมนนฺตรปจฺจเยน มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม
ถึงธรรมที่สืบลำดับกันเป็นปัจจัย ด้วยธรรมที่สืบลำดับกันเป็นปัจจัยโดยตรง
นั่นเอง แต่ทำให้ใกล้ชิดกว่า.
บทว่า นิสฺสยปจฺจเยน มีความว่า ธรรมเหล่าไหนเป็นเหมือนเข้า
ใกล้ความเป็นธรรมเป็นที่อาศัย คือความเป็นธรรมเป็นที่รองรับแห่งประโยค
ที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นปัจจัย.
บทว่า อุปนิสฺสยปจฺจเยน มีความว่า ตรัสถามถึงธรรมที่อาศัย
เป็นปัจจัย ด้วยธรรมเป็นที่อาศัยเป็นปัจจัย ซึ่งใกล้ชิดกันนั่นเอง แต่ทำให้
ใกล้ชิดกว่า.
ตรัสถามถึงภาวะแห่งธรรมที่เกิดก่อนเป็นปัจจัย ด้วยบทว่า ปุเรชาต-
ปจฺจเยน นี้.
ตรัสถามถึงภาวะแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ก่อนไม่หลัง เป็น
ปัจจัย ด้วยบทว่า สหชาตปจฺจเยน นี้.
บทว่า ปุพฺพกรณสฺส ได้แก่ บุพกรณ์ มีการซักจีวรเป็นต้นด้วย.
บทว่า ปจฺจุทฺธรสฺส ได้แก่ การถอนไตรจีวรมีสังฆาฏิผืนเก่า
เป็นต้น.
บทว่า อธิฏฺฐานสฺส ได้แก่ อธิษฐานจีวรกฐิน.
บทว่า อตฺถารสฺส ได้แก่ การกรานกฐิน.

749
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 750 (เล่ม 10)

หลายบทว่า มาติกานญฺจ ปลิโพธานญฺจ ได้แก่ มาติกา ๘ และ
ปลิโพธ ๒.
บทว่า วตฺถุสฺส ได้แก่ วัตถุควรแก่กฐิน มีสังฆาฏิเป็นต้น.
คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
[ว่าด้วยปัจจัยประโยคเป็นอาทิ]
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสถามถึงบุพกรณ์เป็นต้น ซึ่งได้โดย
ความเป็นปัจจัย และประโยคเป็นต้น ซึ่งไม่ได้โดยความเป็นปัจจัย อย่างนั้น
ทั้งหมดแล้ว บัดนี้ จะแสดงบุพกรณ์ เป็นต้น ซึ่งได้โดยความเป็นปัจจัย
แห่งประโยคเป็นต้นนั่นแล แล้วจึงตรัสคำวิสัชนา โดยนัยมีคำว่า ปุพฺพกรณํ
ปโยคสฺส เป็นต้น.
เนื้อความแห่งคำวิสัชนา พึงทราบดังนี้:-
ข้าพเจ้าจะกล่าวเฉลยในคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปโยคสฺส
กตเม ธมฺมา เป็นต้น, บุพกรณ์เป็นปัจจัย โดยอนันตรปัจจัยแห่งประโยค
เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัย นิสสยปัจจัย และอุปนิสสปัจจัยแห่งประโยค.
จริงอยู่ บุพกรณ์แม้ทั้ง ๗ อย่าง ย่อมเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๔ เหล่า-
นี้แห่งประโยค เพราะเหตุที่ประโยคนั้น อันภิกษุย่อมกระทำเพื่อประโยชน์แก่
บุพกรณ์ อันตนพึงให้สำเร็จด้วยประโยคนั้น. แต่ประโยคนั้น ย่อมไม่ได้แม้
ซึ่งธรรมอันหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายที่ได้อุทเทสแล้ว ในความเป็นปุเรชาตปัจจัย
ประโยคนั้น ชื่อว่าเป็นปุเรชาตปัจจัยเองแห่งบุพกรณ์โดยแท้ เพราะเมื่อ
ประโยคมี บุพกรณ์จึงสำเร็จ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ประโยคเป็นปัจจัยแห่งบุพกรณ์ โดยเป็นปุเรชาตปัจจัย.

750
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 751 (เล่ม 10)

อนึ่ง ประโยคย่อมได้ปัจฉาชาตปัจจัย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าจึงตรัสว่า บุพกรณ์เป็นปัจจัยแห่งประโยค โดยเป็นปัจฉาชาตปัจจัย.
จริงอยู่ ประโยคนั้น อันภิกษุย่อมทำ เพื่อประโยชน์แก่บุพกรณ์ ซึ่งเกิด
ภายหลัง. แต่เว้นธรรม ๑๕ กล่าวคือ มาติกาปลิโพธและอานิสงส์เสียแล้ว
ในบรรดาธรรมมีประโยคเป็นอาทิ ธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่ได้สหชาต-
ปัจจัย. เพราะว่า ธรรม ๑๕ นั้นเท่านั้น ย่อมสำเร็จพร้อมกันกับการกราน
กฐิน เพราะฉะนั้น จึงเป็นสหชาตปัจจัยอาศัยกันและกันได้. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธรรม ๑๕ เป็นปัจจัย โดยเป็นสหชาตปัจจัย.
วิสัชนาบททั้งปวง พึงทราบโดยอุบายนี้.
ปุจฉาวิสัชนามีอาทิว่า บุพกรณ์มีอะไรเป็นนิทาน ตื้นทั้งนั้น.
[ว่าด้วยนิทานแห่งประโยคเป็นอาทิ]
วินิจฉัยในวิสัชนาสองปัญหาว่า ประโยคมีอะไรเป็นนิทาน เป็นอาทิ
พึงทราบดังนี้ :-
ในคำว่า ประโยคมีเหตุเป็นนิทาน มีปัจจัยเป็นนิทาน นี้ จีวร ๖ ชนิด
พึงทราบว่า เป็นเหตุและเป็นปัจจัย. จริงอยู่ จีวรเหล่านั้นแลเป็นเหตุ จีวร
เหล่านั้นเป็นปัจจัยแห่งธรรมทั้งปวงมีบุพประโยคเป็นต้น. เมื่อจีวร ๖ ชนิด
ไม่มี ประโยคก็หามีไม่ บุพกรณ์เป็นต้นก็หามีไม่แล เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ประโยคมีเหตุเป็นนิทาน เป็นต้น.
วินิจฉัยในสังคหวาร พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า วจีเภเทน ได้แก่ การลั่นวาจานี้ว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วย
สังฆาฏินี้, ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยอุตราสงค์นี้ ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยอันตรวา-
สกนี้.

751
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 752 (เล่ม 10)

วินิจฉัยในกติมูลาทิปุจฉาวิสัชนา พึงทราบดังนี้:-
การถอนและการอฐิษฐาน ชื่อว่ากิริยาในท่ามกลาง.
[ว่าด้วยวิบัติแห่งกฐินเป็นอาทิ]
สองบทว่า วตฺถุวิปนฺนญฺจ โหติ ได้แก่ เป็นผ้าไม่ควร. ผ้าที่
พวกทายกถวายในวันนี้ สงฆ์ให้แก่ภิกษุผู้กรานกฐินในวันพรุ่งนี้ ชื่อว่าวิบัติ
โดยกาล. ผ้าที่ตัดแล้วไม่ทำให้เสร็จในวันนั้นนั่นเอง ชื่อว่าวิบัติ โดยการ
กระทำ.
วินิจฉัยในวิสัชนาคำถามที่ว่า กฐินํ ชานิตพฺพํ เป็นอาทิ พึง
ทราบดังนี้:-
สองบทว่า เตสํเยว ธมฺมานํ มีความว่า เมื่อธรรมทั้งหลายมีรูป
ธรรมเป็นต้น เหล่าใดมีอยู่ ชื่อกฐินจึงมี ความประสมคือประมวลรูปธรรม
เป็นต้นเหล่านั้น. ก็ด้วยคำว่า นามํ นามกมฺมํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงแสดงว่า คำว่า กฐินนี้ สักว่าเป็นนามในธรรมเป็นอันมาก โดย
ปรมัตถ์ ธรรมอันหนึ่งหามีไม่.
สองบทว่า จตุวีสติยา อากาเรหิ มีความว่า (พึงทราบวิบัติแห่ง
การกรานกฐิน) ด้วยเหตุที่กล่าวแล้วในหนหลัง มีคำว่า น อุลฺลิกฺขิตมตฺเตน
เป็นต้น.
สองบทว่า จตุวีสติยา อากาเรหิ มีความว่า (พึงทราบสมบัติแห่ง
การกรานกฐิน) ด้วยเหตุที่กล่าวแล้วในหนหลัง มีคำว่า กฐินเป็นอันกราน
แล้วด้วยผ้าใหม่ เป็นต้น.

752
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 753 (เล่ม 10)

คำใดอันพึงจะกล่าวในนิมิตกรรมเป็นอาทิ คำทั้งปวงนั้น ได้กล่าว
ไว้แล้วในวัณณนาแห่งกฐินขันธกะ.
[ว่าด้วยการรื้อแห่งกฐิน]
สองบทว่า เอกุปฺปาทา เอกนิโรธา มีความว่า การรื้อแห่งกฐิน
แม้เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยกัน แม้เมื่อดับ ย่อมดับด้วยกัน.
สองบทว่า เอกุปฺปาทา นานานิโรธา มีความว่า การรื้อแห่ง
กฐิน เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยกัน, เมื่อดับ ย่อมดับต่างคราวกัน.
มีคำอธิบายอย่างไร ? การรื้อแม้ทั้งปวง ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกันกับ
การกราน, จริงอยู่ เมื่อมีการกราน การรื้อย่อมมีเป็นธรรมดา
ในบรรดาการกรานกฐิน ๘ เหล่านี้ สองเบื้องต้น เมื่อจะดับย่อมดับ
คือถึงความรื้อ พร้อมกันกับการกราน. จริงอยู่ ความดับแห่งการกราน และ
ความเป็นแห่งการรื้อ แห่งกฐินุทธาร ๒ นั่น ย่อมมีในขณะเดียวกัน นอกนี้
ย่อมดับต่างคราวกัน. เมื่อกฐินุทธารมปักกมนันติกาเป็นต้นแม้เหล่านั้น ถึง
แล้วซึ่งความเป็นอาการรื้อ การกรานก็ยังคงอยู่.
คำที่เหลือในบททั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
กฐินเภท วัณณนา จบ
จบปัญญัตติวัคค วัณณนา
ในอรรถกถาวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา

753
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 754 (เล่ม 10)

อุปาลิปัญจกะ
อนิสสิตวรรคที่ ๑
ท่านพระอุบาลีเข้าเฝ้า
[๑,๑๖๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่าน
พระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้วทูลถามปัญหาว่า ดังนี้:-
องค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย
พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล จะไม่ถือนิสัย
อยู่ตลอดชีวิตไม่ได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕
จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:-
๑. ไม่รู้อุโบสถ
๒. ไม่รู้อุโบสถกรรม
๓. ไม่รู้ปาติโมกข์
๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ
๕. มีพรรษาหย่อนห้า
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอด
ชีวิตไม่ได้

754