ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 735 (เล่ม 10)

มาติกาและปลิโพธ. . .
วัตถุ. . .
ความหวังและหมดหวัง มีเหตุเป็นนิทาน มีเหตุเป็นสมุทัย มีเหตุ
เป็นชาติ มีเหตุเป็นแดนเกิดก่อน มีเหตุเป็นองค์ มีเหตุเป็นสมุฏฐาน
ถ. ประโยค มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ
มีอะไรเป็นแดนเกิดก่อน มีอะไรเป็นองค์ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน
บุพกรณ์. . .
การถอนผ้า. . .
การอธิษฐานผ้า. . .
การกราน. . .
มาติกาและปลิโพธ. . .
วัตถุ. . .
ความหวังและหมดหวัง มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไร
เป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิดก่อน มีอะไรเป็นองค์ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน
ต. ประโยค มีปัจจัยเป็นนิทาน มีปัจจัยเป็นสมุทัย มีปัจจัยเป็นชาติ
มีปัจจัยเป็นแดนเกิดก่อน มีปัจจัยเป็นองค์ มีปัจจัยเป็นสมุฏฐาน
บุพกรณ์. . .
การถอนผ้า. . .
การอธิษฐานผ้า. . .
การกราน. . .
มาติกาและปลิโพธ. . .
วัตถุ. . .

735
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 736 (เล่ม 10)

ความหวังและหมดหวัง มีปัจจัยเป็นนิทาน มีปัจจัยเป็นสมุทัย มีปัจจัย
เป็นชาติ มีปัจจัยเป็นแดนเกิดก่อน มีปัจจัยเป็นองค์ มีปัจจัยเป็นสมุฏฐาน.
สงเคราะห์ธรรม
[๑,๑๓๙] ถามว่า บุพกรณ์ สงเคราะห์ด้วยธรรมเท่าไร
ตอบว่า บุพกรณ์ สงเคราะห์ด้วยธรรม ๗ อย่าง คือ ซักผ้า ๑
กะผ้า ๑ ตัดผ้า ๑ เนาผ้า ๑ เย็บผ้า ๑ ย้อมผ้า ๑ ทำกัปปะพินทุ ๑ บุพกรณ์
สงเคราะห์ด้วยธรรม ๗ นี้
ถ. การถอนผ้า สงเคราะห์ด้วยธรรมเท่าไร
ต. การถอนผ้า สงเคราะห์ด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ผ้าสังฆาฏิ ๑ ผ้า
อุตราสงค์ ๑ ผ้าอันตรวาสก ๑
ถ. การอธิษฐานผ้า สงเคราะห์ด้วยธรรมเท่าไร
ต. การอธิษฐานผ้า สงเคราะห์ด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ผ้าสังฆาฏิ ๑
ผ้าอุตราสงค์ ๑ ผ้าอันตรวาสก ๑
ถ. การกราน สงเคราะห์ด้วยธรรมเท่าไร
ต. การกราน สงเคราะห์ด้วยธรรมอย่างเดียว คือ เปล่งวาจา.
มูลเหตุแห่งกฐินเป็นต้น
[๑,๑๔๐] ถามว่า กฐินมีมูลเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร
ตอบว่า กฐิน มีมูลอย่างเดียว คือ สงฆ์ มีวัตถุ ๓ คือ ผ้าสังฆาฏิ ๑
ผ้าอุตราสงค์ ๑ ผ้าอันตรวาสก ๑ มีภูมิ ๖ คือ ผ้าทำด้วยเปลือกไม้ ๑ ผ้า

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 737 (เล่ม 10)

ทำด้วยฝ้าย ๑ ผ้าทำด้วยไหม ๑ ผ้าทำด้วยขนสัตว์ ๑ ผ้าทำด้วยป่าน ๑ ผ้าทำ
ด้วยสัมภาระเจือกัน ๑.
เบื้องต้นแห่งกฐินเป็นต้น
[๑,๑๔๑] ถามว่า กฐิน มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง
มีอะไรเป็นที่สุด
ตอบว่า กฐิน มีบุพกรณ์เป็นเบื้องต้น มีการทำเป็นท่ามกลาง มี
การกรานเป็นที่สุด.
องค์ของภิกษุผู้ กรานกฐิน
[๑,๑๔๒] ถามว่า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไร ไม่ควรกรานกฐิน
ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไร ควรกรานกฐิน
ตอบว่า ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ ไม่ควรกรานกฐิน ภิกษุประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ควรกรานกฐิน
ถ. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน ไม่ควรกรานกฐิน
ต. ภิกษุไม่รู้บุพกรณ์ ๑ ไม่รู้การถอนผ้า ๑ ไม่รู้การอธิษฐานผ้า ๑
ไม่รู้การกราน ๑ ไม่รู้มาติกา ๑ ไม่รู้ปลิโพธ ๑ ไม่รู้การเคาะกฐิน ๑ ไม่รู้
อานิสงส์ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ไม่ควรกรานกฐิน
ถ. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน ควรกรานกฐิน
ต. ภิกษุรู้บุพกรณ์ ๑ รู้การถอนผ้า ๑ รู้การอธิษฐานผ้า ๑ รู้การ
กราน ๑ รู้มาติกา ๑ รู้ปลิโพธ ๑ รู้การเดาะกฐิน ๑ รู้อานิสงส์ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ควรกรานกฐิน.

737
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 738 (เล่ม 10)

การกรานกฐิน
[๑,๑๔๓] ถามว่า บุคคลพวกไหนกรานกฐินไม่ขึ้น บุคคลพวกไหน
กรานกฐินขึ้น
ตอบว่า บุคคล ๓ พวกกรานกฐินไม่ขึ้น บุคคล ๓ พวกกรานกฐินขึ้น
ถ. บุคคล ๓ พวกเหล่าไหน กรานกฐินไม่ขึ้น
ต. บุคคลอยู่นอกสีมาอนุโมทนา ๑ เมื่ออนุโมทนาไม่เปล่งวาจา ๑
เมื่อเปล่งวาจาไม่ให้ผู้อื่นรู้ ๑ บุคคล ๓ พวกเหล่านี้ กรานกฐินไม่ขึ้น
ถ. บุคคล ๓ พวกเหล่าไหน กรานกฐินขึ้น
ต. บุคคลอยู่ในสีมาอนุโมทนา ๑ เมื่ออนุโมทนาเปล่งวาจา ๑ เมื่อ
เปล่งวาจาให้ผู้อื่นรู้ ๑ บุคคล ๓ พวกนี้กรานกฐินขึ้น.
วัตถุวิบัติเป็นต้น
[๑,๑๔๔] ถามว่า การกรานกฐินเท่าไรไม่ขึ้น การกรานกฐินเท่าไรขึ้น
ตอบว่า การกรานกฐิน ๓ อย่าง ไม่ขึ้น การกรานกฐิน ๓ อย่าง ขึ้น
ถ. การกรานกฐิน ๓ อย่างเหล่าไหน ไม่ขึ้น
ต. ผ้าเป็นของวิบัติโดยวัตถุ ๑ วิบัติโดยกาล ๑ วิบัติโดยการกระทำ ๑
การกรานกฐิน ๓ อย่างนี้ ไม่ขึ้น
ถ. การกรานกฐิน ๓ อย่างเหล่าไหน ขึ้น
ต. ผ้าเป็นของถึงพร้อมด้วยวัตถุ ๑ ถึงพร้อมด้วยกาล ๑ ถึงพร้อม
ด้วยการกระทำ ๑ การกรานกฐิน ๓ อย่างนี้ ขึ้น.

738
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 739 (เล่ม 10)

ควรรู้ กฐินเป็นต้น
[๑,๑๔๕] พึงรู้จักกฐิน พึงรู้จักการกรานกฐิน พึงรู้จักเดือนที่กราน
กฐิน พึงรู้จักวิบัติแห่งการกรานกฐิน พึงรู้จักสมบตแห่งการกรานกฐิน พึงรู้
จักการทำนิมิต พึงรู้จักการพูดเลียบเคียง พึงรู้จักผ้าทียืมเขามา พึงรู้จักผ้า
ที่เก็บไว้ค้างคืน พึงรู้จักผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์.
วิภาคคำว่าพึงรู้ จักกฐินเป็นต้น
[๑,๑๔๖] คำว่า พึงรู้จักกฐิน นั้น ความว่า การรวบรวม การ
ประชุมชื่อ การตั้งชื่อ การเรียกชื่อ ภาษา พยัญชนะ การกล่าวธรรมเหล่า
นั้น รวมเรียกว่า กฐิน
คำว่า พึงรู้จักเดือนที่กรานกฐิน คือ พึงรู้จักเดือนท้ายแห่งฤดูฝน
คำว่า พึงรู้จักวิบัติแห่งการกรานกฐิน ได้แก่ พึงรู้จักวิบัติแห่ง
การกรานกฐิน ด้วยอาการ ๒๔ อย่าง
คำว่า พึงรู้จักสมบัติแห่งการกรานกฐิน ได้แก่ พึงรู้จักสมบัติ
แห่งการกรานกฐิน ด้วยอาการ ๑๗ อย่าง
คำว่า พึงรู้จักการทำนิมิต คือ ท่านิมิตว่า จักกรานกฐิน ด้วย
ผ้าผืนนี้
คำว่า พึงรู้จักการพูดเลียบเคียง คือ ทำการพูดเลียบเคียงด้วยคิด
ว่าจักยังผ้ากฐินให้เกิด ด้วยการพูดเลียบเคียงนี้
คำว่า พึงรู้จักผ้าที่ยืมเขามา คือ รู้จักผ้าที่ทายกมิได้หยิบยกให้
คำว่า พึงรู้จักผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน คือ พึงรู้จักผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน
๒ อย่าง คือ ทำค้างคืน ๑ เก็บไว้ค้างคืน ๑

739
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 740 (เล่ม 10)

คำว่า พึงรู้จักผ้าเป็นนิสสัคคีย์ นั้น คือ เมื่อภิกษุกำลังทำผ้าอยู่
อรุณขึ้นมา.
อธิบายการกรานกฐิน
[๑,๑๔๗] คำว่า พึงรู้จักการกรานกฐิน นั้น มีอธิบาย ถ้าผ้า
กฐินบังเกิดแก่สงฆ์ สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างไร ภิกษุผู้กรานพึงปฏิบัติอย่างไร ภิกษุ
ผู้อนุโมทนาพึงปฏิบัติอย่างไร
สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินแก่ภิกษุผู้กราน กฐินด้วยญัตติทุติยกรรม
ภิกษุผู้กรานกฐินนั้น พึงซักขยำให้สะอาดแล้ว กะ ตัด เย็บ ย้อม
ทำพินทุกัปปะแล้วกรานกฐินในวันนั้นเทียว ถ้าประสงค์จะกรานกฐินด้วยผ้า
สังฆาฏิ พึงถอนผ้าสังฆาฏิผืนเก่าเสีย พึงอธิษฐานผ้าสังฆาฏิผืนใหม่ เปล่งวาจา
ว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสังฆาฏิผืนนี้ ถ้าประสงค์จะกรานกฐินด้วยผ้า
อุตราสงค์ พึงถอนผ้าอุตราสงค์ผืนเก่าเสีย พึงอธิษฐานผ้าอุตราสงค์ผืนใหม่
เปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอุตราสงค์ผืนนี้ ถ้าประสงค์จะกรานกฐิน
ด้วยผ้าอันตวาสก พึงถอนผ้าอันตวาสกผืนเก่าเสีย พึงอธิษฐานผ้าอันตรวาสก
ผืนใหม่ เปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอันตรวาสกผืนนี้
อันภิกษุผู้กรานกฐินนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า
ประคองอัญชลีกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกราน
กฐินเป็นธรรม ขอท่านทั้งหลายอนุโมทนาเถิด
ภิกษุผู้อันโมทนาเหล่านั้น พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ประคอง
อัญชลีกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็น
ธรรม เราทั้งหลายอนุโมทนา

740
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 741 (เล่ม 10)

ภิกษุผู้กรานกฐินนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์
เฉวียงบ่า ประคองอัญชลีกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า กฐินของสงฆ์กรานแล้ว
การกรานกฐินเป็นธรรม ขอท่านทั้งหลายอนุโมทนาเถิด
ภิกษุผู้อนุโมทนาเหล่านั้น พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ประคอง
อัญชลีกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็น
ธรรม เราทั้งหลายอนุโมทนา
ภิกษุผู้กรานกฐินนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียง
บ่า ประคองอัญชลีกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การ
กรานกฐินเป็นธรรม ขอท่านอนุโมทนาเถิด
ภิกษุผู้อนุโมทนานั้น พึงห่มผ้าอุคราสงค์เฉวียงบ่า ประคองอัญชลี
กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม
ข้าพเจ้าอนุโมทนา.
กรานกฐิน
[๑,๑๔๘] ถามว่า สงฆ์กรานกฐิน คณะกรานกฐิน บุคคลกราน
กฐิน หรือ
ตอบว่า สงฆ์หาได้กรานกฐินไม่ คณะหาได้กรานกฐินไม่ แต่บุคคล
กรานกฐิน ถ้าสงฆ์หาได้กรานกฐินไม่ คณะหาได้กรานกฐินไม่ แต่บุคคล
กรานกฐิน ได้ชื่อว่า สงฆ์ไม่ได้กรานกฐิน คณะไม่ได้กรานกฐิน แต่บุคคล
กรานกฐิน
ถ. สงฆ์สวดปาติโมกข์ คณะสวดปาติโมกข์ บุคคลสวดปาติโมกข์
หรือ

741
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 742 (เล่ม 10)

ต. สงฆ์หาได้สวดปาติโมกข์ไม่ คณะหาได้สวดปาติโมกข์ไม่ แต่
บุคคลสวดปาติโมกข์ สงฆ์หาได้สวดปาติโมกข์ไม่ คณะหาได้สวดปาติโมกข์ไม่
แต่บุคคลสวดปาติโมกข์ ได้ชื่อว่า สงฆ์ไม่ได้สวดปาติโมกข์ คณะไม่ได้สวด
ปาติโมกข์ แต่บุคคลสวดปาติโมกข์ หรือเพราะความสามัคคีแห่งสงฆ์ เพราะ
ความสามัคคีแห่งคณะ เพราะบุคคลสวด ได้ชื่อว่า สงฆ์สวดปาติโมกข์ คณะ
สวดปาติโมกข์ บุคคลสวดปาติโมกข์ ฉันใด สงฆ์หาได้กรานกฐินไม่ คณะ
หาได้กรานกฐินไม่ แต่บุคคลกรานกฐิน เพราะสงฆ์อนุโมทนา เพราะคณะ
อนุโมทนา เพราะบุคคลกราน ได้ชื่อว่า สงฆ์กรานกฐิน คณะกรานกฐิน
บุคคลกรานกฐิน ฉันนั้นเหมือนกัน.
แก้ปัญหาปลิโพธในมาติกา ๘
[๑,๑๔๙] ท่านมหากัสสปถามว่า การ
เดาะกฐินมีการหลีกไปเป็นที่สุด อันพระ-
สุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้
สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็ข้าพเจ้าขอถามท่านถึง
การเดาะกฐินนั้น ปลิโพธอย่างไหนขาดก่อน
ท่านพระอุบาลีตอบว่า การเดาะกฐิน
มีการหลีกไปเป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้
เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้
แล้ว ก็เมื่อภิกษุหลีกไปด้วยคิดว่า จักทิ้ง
อาวาสนี้เสียละ ปลิโพธในจีวรขาดก่อน

742
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 743 (เล่ม 10)

ปลิโพธในอาวาสขาดพร้อมกับภิกษุนั้น ไป
นอกสีมา.
[๑,๑๕๐] ม. การเดาะกฐินมีการทำ
เสร็จเป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็ข้าพเจ้า
ขอถามท่าน ถึงการเดาะกฐินนั่น ปลิโพธ
อย่างไหนดูก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีการทำเสร็จเป็น
ที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่ง
พระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อภิกษุ
หลีกไปด้วยคิดว่า จักทิ้งอาวาสนี้เสียสละ
ปลิโพธในอาวาสขาดก่อน เมื่อจีวรสำเร็จ
ปลิโพธในจีวรขาด.
[๑,๑๕๑] ม. การเดาะกฐินมีการตก-
ลงใจเป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็ข้าพเจ้า
ขอถามท่านถึงการเดาะกฐินนั่น ปลิโพธ
อย่างไหนขาดก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีการตกลงใจเป็น
ที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่ง
พระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อภิกษุ
หลีกไปด้วยคิดว่า จักทิ้งอาวาสนี้เสียละ
ปลิโพธ ๒ อย่าง ขาดพร้อมกัน.

743
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 744 (เล่ม 10)

[๑,๑๕๒] ม. การเดาะกฐินมีความ
เสียเป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็ข้าพเจ้า
ขอถามท่านถึงการเดาะกฐินนั่น ปลิโพธ
อย่างไหนขาดก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีการเสียเป็นที่สุด
อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระ-
ราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อภิกษุหลีกไป
ด้วยคิดว่าจักทิ้งอาวาสนี้เสียละ ปลิโพธใน
อาวาสขาดก่อน ปลิโพธในจีวรขาดเมื่อจีวร
เสียหาย.
[๑,๑๕๓] ม. การเดาะกฐินมีการฟัง
เป็นที่สุด อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็ข้าพเจ้า
ขอถามท่านถึงการเดาะกฐินนั่น ปลิโพธ
อย่างไหนขาดก่อน
อุ. การเดาะกฐินมีการฟังเป็นที่สุด
อันพระสุคตเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชา
ผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ก็เมื่อภิกษุหลีกไปด้วย
คิดว่าจักทิ้งอาวาสนี้เสียละ ปลิโพธในจีวร
ขาดก่อน ปลิโพธในอาวาสขาดพร้อมกับ
การฟังของภิกษุนั้น.

744