ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 705 (เล่ม 10)

ข้อว่า พึงรู้จักสงฆ์โดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักสงฆ์โดยอาการ
อย่างนี้ว่า สงฆ์หมู่นี้จะสามารถระงับอธิกรณ์นี้ได้โดยธรรม โดยวินัย โดย
สัตถุศาสน์ หรือไม่หนอ
ข้อว่า พึงรู้จักคณะโดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักคณะโดยอาการ
อย่างนี้ว่า คณะนี้จะสามารถระงับอธิกรณ์นี้ได้โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุ-
ศาสน์หรือไม่หนอ
ข้อว่า พึงรู้จักบุคคลโดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักบุคคลโดย
อาการ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้นี้จะสามารถระงับอธิกรณ์นี้ได้โดยธรรม โดยวินัย
โดยสัตถุศาสน์ หรือไม่หนอ
ข้อว่า พึงรู้จักโจทก์โดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักโจทก์โดยอาการ
อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้จักตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ แล้วโจทก์ผู้อื่น หรือไม่หนอ
ข้อว่า พึงรู้จักจำเลยโดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักจำเลยโดยอาการ
อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ตั้งอยู่ในธรรม ๒ ข้อ คือ ให้การตามจริงและไม่โกรธ
หรือไม่หนอ.
ว่าด้วยรู้คำต้นและคำหลัง
[๑,๐๙๓] คำว่า พึงรู้คำต้นและคำหลัง นั้น คือ พึงรู้คำต้น
และคำหลังอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ย้ายวัตถุจากวัตถุ ย้ายวิบัติจากวิบัติ ย้ายอาบัติจาก
อาบัติ ปฏิเสธแล้วกลับปฏิญาณ ปฏิญาณแล้วกลับปฏิเสธ หรือสับเรื่องอื่นด้วย
เรื่องอื่นหรือไม่หนอ.

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 706 (เล่ม 10)

ว่าด้วยรู้สิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ
[๑,๐๙๔] คำว่า พึงรู้สิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ นั้น คือ พึง
รู้เมถุนธรรม พึงรู้อนุโลมแก่เมถุธรรม พึงรู้บุพภาคแห่งเมถุน
ข้อว่า พึงรู้เมถุนธรรม นั้น คือ พึงรู้ความร่วมกันเป็นคู่ ๆ
ข้อว่า พึงรู้อนุโลมแก่เมถุนธรรม นั้น คือ ภิกษุอมองค์กำเนิด
ของภิกษุอื่น ด้วยปากของตน
ข้อว่า พึงรู้บุพภาคแห่งเมถุนธรรม นั้น คือ สี สิ่งมิใช่สี
การเคล้าคลึงด้วยกาย วาจาชั่วหยาบ การบำเรอตนด้วยกาม การยังวรรณะ
ให้เกิด.
ว่าด้วยรู้กรรม
[๑,๐๙๕] คำว่า พึงรู้กรรม นั้น ได้แก่ พึงรู้กรรม ๑๖ อย่าง คือ
พึงรู้อปโลกนกรรม ๔ อย่าง พึงรู้ญัตติกรรม ๔ อย่าง พึงรู้ญัตติทุติยกรรม
๔ อย่าง พึงรู้ญัตติจตุตถกรรม ๔ อย่าง.
ว่าด้วยรู้อธิกรณ์
[๑,๐๙๖] คำว่า พึงรู้อธิกรณ์ นั้น ได้แก่ พึงรู้อธิกรณ์ ๔ คือ
พึงรู้วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์.
ว่าด้วยรู้สมถะ
[๑,๐๙๗] คำว่า พึงรู้สมถะ นั้น ได้แก่ พึงรู้สมถะ ๗ คือ พึง
รู้สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ เยภุยยสิกา ตัสสปาปิย-
สิกา ติณวัตถารกะ.

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 707 (เล่ม 10)

ว่าด้วยไม่ถึงฉันทาคติ
[๑,๐๙๘] คำว่า ไม่พึงถึงฉันทาคติ นั้น ความว่า เมื่อถึงฉัน-
ทาคติ ถึงอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ คิดว่า ท่านผู้นี้เป็นอุปัชฌาย์ของ
เรา เป็นอาจารย์ของเรา เป็นสัทธิวิหาริกของเรา เป็นอันเตวาสิกของเรา
เป็นผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของเรา เป็นผู้ร่วมอาจารย์ของเรา เป็นผู้เคยเห็นกันมากับ
เรา เป็นผู้เคยร่วมคบกันมากับเรา หรือท่านผู้นี้เป็นญาติสาโลหิตของเรา ดังนี้
เพื่ออนุเคราะห์ผู้นั้น เพื่อตามรักษาท่านผู้นั้น จึงแสดงอธรรมว่าธรรม
แสดงธรรมว่าอธรรม แสดงอวินัยว่าวินัย แสดงวินัยว่าอวินัย แสดงสิ่งที่พระ-
ตถาคตไม่ได้ตรัสภาษิต ว่าพระตถาคตตรัสภาษิตแล้ว แสดงสิ่งที่พระตถาคต
ตรัสภาษิตแล้ว ว่าพระตถาคตไม่ได้ตรัสภาษิต แสดงสิ่งที่พระตถาคตไม่ได้
ทรงประพฤติมา ว่าพระตถาคตทรงประพฤติมาแล้ว แสดงสิ่งที่พระตถาคตทรง
ประพฤติมาแล้ว ว่าพระตถาคตไม่ได้ทรงประพฤติมา แสดงสิ่งที่พระตถาคต
ไม่ได้ทรงบัญญัติ ว่าพระตถาคตทรงบัญญัติเเล้ว แสดงสิ่งที่พระตถาคตทรง
บัญญัติแล้ว ว่าพระตถาคตไม่ได้ทรงบัญญัติ แสดงอนาบัติว่าอาบัติ แสดง
อาบัติว่าอนาบัติ แสดงอาบัติเบาว่าอาบัติหนัก แสดงอาบัติหนักว่าอาบัติเบา
แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าอาบัติไม่มีส่วนเหลือ แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า
อาบัติมีส่วนเหลือ แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่
ชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุถึงฉันทาคติด้วยวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ ย่อมปฏิบัติ
เพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อความ
พินาศแก่ชนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ภิกษุผู้ถึงฉันทาคติด้วยวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ ย่อมบริหารตนให้ถูกขุดถูกกำจัด เป็น

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 708 (เล่ม 10)

ผู้ประกอบด้วยโทษ อันวิญญูชนพึงติเตียน และย่อมประสบบาปมิใช่บุญมาก
ภิกษุเมื่อถึงฉันทาคติ ย่อมถึงอย่างนี้.
ว่าด้วยไม่ถึงโทสาคติ
[๑,๐๙๙] คำว่า ไม่พึงถึงโทสาคติ นั้น ความว่า เมื่อถึงโทสาคติ
ถึงอย่างไร ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ก่อความพินาศ
แก่เราแล้ว ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้กำลังก่อความพินาศแก่เรา ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้
จักก่อความพินาศแก่เรา ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ก่อความพินาศแก่เราผู้เป็นที่รัก
ที่พอใจ ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้กำลังก่อความพินาศแก่เราผู้เป็นที่รักที่พอใจ ผูก
อาฆาตว่า ผู้นี้จักก่อความพินาศแก่เราผู้เป็นที่รักที่พอใจ ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้ได้
ก่อประโยชน์แก่เราผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจ ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้กำลังก่อ
ประโยชน์แก่เราผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจ ผูกอาฆาตว่า ผู้นี้ก่อประโยชน์
แก่เราผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจ ภิกษุนั้นอาฆาต ปองร้าย ขุ่นเคือง อัน
ความโกรธครอบงำ เพราะอาฆาตวัตถุ ๙ อย่างนี้ ย่อมแสดงอธรรมว่าธรรม
แสดงธรรมว่าอธรรม. . . แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดง
อาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุผู้ถึงโทสาคติเพราะวัตถุ ๑๘ อย่างนี้
ย่อมปฏิบัติเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นสุขแก่ชนหมู่มาก
เพื่อความพินาศแก่ชนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและ
มนุษย์ ภิกษุผู้ถึงโทสาคติเพราะวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ ย่อมบริหารตนให้ถูกขุด
ถูกกำจัด เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ อันวิญญูชนติเตียน และย่อมประสบบาป
มิใช่บุญมาก ภิกษุเมื่อถึงโทสาคติ ย่อมถึงอย่างนี้.

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 709 (เล่ม 10)

ว่าด้วยไม่ถึงโมหาคติ
[๑,๑๐๐] คำว่า ไม่พึงถึงโมหาคติ นั้น ความว่า เมื่อถึงโมหาคติ
ถึงอย่างไร ภิกษุเป็นผู้กำหนัด ย่อมถึงด้วยอำนาจความกำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง
ย่อมถึงด้วยอำนาจความขัดเคือง เป็นผู้หลง ย่อมถึงด้วยอำนาจความหลง เป็นผู้
ลูบคลำ ย่อมถึงด้วยอำนาจทิฏฐิ ภิกษุเป็นผู้หลงงมงาย ถูกโมหะครอบงำ
ย่อมแสดงอธรรมว่าธรรม แสดงธรรมว่าอธรรม. . . แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า
อาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุผู้ถึงโมหาคติ
เพราะวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความ
ไม่เป็นสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อความพินาศแก่ชนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูล
เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ ภิกษุผู้ถึงโมหาคติเพราะวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ ย่อม
บริหารตนให้ถูกขุดถูกกำจัด เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ อันวิญญูชนพึงติเตียน
และย่อมประสบบาปมิใช่บุญมาก ภิกษุเมื่อถึงโมหาคติ ย่อมถึงอย่างนี้.
ว่าด้วยไม่ถึงภยาคติ
[๑,๑๐๑] คำว่า ไม่พึงถึงภยาคติ นั้น ความว่า เมื่อถึงภยาคต
ถึงอย่างไร ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ คิดว่า ผู้นี้อาศัยความประพฤติ
ไม่เรียบร้อย อาศัยความยึดถือ อาศัยพรรคพวกมีกำลัง เป็นผู้ร้ายกาจหยาบคาย
จักทำอันตรายแก่ชีวิต หรือทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ ดังนี้ จึงขลาด เพราะ
กลัวต่อผู้นั้น ย่อมแสดงอธรรมว่าธรรม แสดงธรรมว่าอธรรม. . . แสดงอาบัติ
ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุ
ผู้ถึงภยาคติเพราะวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 710 (เล่ม 10)

เพื่อความไม่เป็นสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อความพินาศแก่ชนหมู่มาก เพื่อความ
ไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ ภิกษุผู้ถึงภยาคติเพราะวัตถุ ๑๘
อย่างนี้ ย่อมบริหารตนให้ถูกขุดถูกกำจัด เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ อันวิญญูชน
พึงติเตียน และย่อมประสบบาปมิใช่บุญมาก ภิกษุเมื่อถึงภยาคติ ย่อมถึงอย่างนี้.
นิคมคาถา
[๑,๑๐๒] ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม
เพราะชอบ เพราะชัง เพราะกลัว เพราะหลง
ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อมเหมือนดวงจันทร์ใน
วันข้างแรม ฉะนั้น.
ไม่ถึงฉันทาคติ
[๑,๑๐๓] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอวินัยว่า อวินัย ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงวินัยว่า วินัย ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงสิ่งที่พระตถาคตไม่ได้ตรัสภาษิตว่า พระตถาคตไม่ได้ตรัส
ภาษิต ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงสิ่งที่พระตถาคตตรัสภาษิตว่า พระตถาคถตรัสภาษิต ชื่อว่า
ไม่ถึงฉันทาคติ

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 711 (เล่ม 10)

ภิกษุแสดงสิ่งที่พระตถาคตไม่ได้ทรงประพฤติมาว่า พระตถาคตไม่ได้
ทรงพระพฤติมา ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงสิ่งที่พระตถาคตประพฤติมาว่า พระตถาคตประพฤติมา
ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงสิ่งที่พระตถาคตไม่ได้ทรงบัญญัติว่า พระตถาคตไม่ได้ทรง
บัญญัติ ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงสิ่งที่พระตถาคตทรงบัญญัติว่า พระตถาคตทรงบัญญัติ
ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอนาบัติว่า อนาบัติ ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติว่า อาบัติ ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติเบาว่า อาบัติเบา ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติหนักว่า อาบัติหนัก ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่า อาบัติมีส่วนเหลือ ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า อาบัติไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า ไม่ถึง
ฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า ไม่ถึงฉันทาคติ.
ไม่ถึงโทสาคติ
[๑,๑๐๔] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ไม่ถึงโทสาคติ
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงโทสาคติ

711
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 712 (เล่ม 10)

ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงโทสาคติ. . .
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงโทสาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงโทสาคติ
อย่างนี้ชื่อว่าภิกษุ ไม่ถึงโทสาคติ.
ไม่ถึงโมหาคติ
[๑,๑๐๕] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ไม่ถึงโมหาคติ
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงโมหาคติ
ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงโมหาคติ . . .
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงโมหาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงโมหาคติ
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า ไม่ถึงโมหาคติ.
ไม่ถึงภยาคติ
[๑,๑๐๖] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ไม่ถึงภยาคติ
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงภยาคติ
ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ไม่ถึงภยาคติ. . .
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงภยาคติ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ไม่ถึงภยาคติ
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า ไม่ถึงภยาคติ.

712
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 713 (เล่ม 10)

นิคมคาถา
[๑,๑๐๗] ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม
เพราะชอบ เพราะชัง เพราะกลัว เพราะหลง
ยศของผู้นั้นย่อมเต็มเปี่ยมเหมือนดวงจันทร์
ในวันข้างขึ้น ฉะนั้น.
ว่าด้วยให้เข้าใจ
[๑,๑๐๘] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่า ให้เข้าใจในสถานะควร
ให้เข้าใจ
ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ. . .
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ให้เข้าใจในสถานะ
ควรให้เข้าใจ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ให้เข้าใจ
ในสถานะควรให้เข้าใจ
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า ให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ.
ว่าด้วยพินิจ
[๑,๑๐๙] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ย่อมพินิจในสถานะ
ควรพินิจ

713
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 714 (เล่ม 10)

ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ. . .
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ย่อมพินิจใน
สถานะควรพินิจ
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ย่อมพินิจ
ในสถานะควรพินิจ
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า ย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ.
ว่าด้วยเพ่งเล็ง
[๑,๑๑๐] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ย่อมเพ่งเล็งในสถานะ
ควรเพ่งเล็ง
ภิกษุแสดงธรรมว่า ธรรม ชื่อว่า ย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง. . .
ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่า ย่อมเพ่งเล็งใน
สถานะควรเพ่งเล็ง
ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่า ย่อมเพ่งเล็ง
ในสถานะควรเพ่งเล็ง
อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า ย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง.
ว่าด้วยความเลื่อมใส
[๑,๑๑๑] ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า เลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส
ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่า อธรรม ชื่อว่า ย่อมเลื่อมใสในสถานะ
ควรเลื่อมใส

714