ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 675 (เล่ม 10)

สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ หรือ ท่านอยู่ที่ไหน
และภิกษุรูปนี้อยู่ที่ไหน ท่านทำอะไรอยู่ ภิกษุรูปนี้ทำอะไรอยู่
ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้ามิได้โจทภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่อง
ที่เห็น แต่ว่าข้าพเจ้าโจทด้วยเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึง
ซักถามอย่างนี้ว่า ข้อที่ท่านโจทภิกษุรูปนี้ ด้วยเรื่องได้ยินได้ฟังนั้น ท่านได้
ยินได้ฟังอะไร ได้ยินได้ฟังว่าอย่างไร ได้ยินได้ฟังเมื่อไร ท่านได้ยินได้ฟังที่
ไหน ท่านได้ยินได้ฟังว่า ภิกษุนี้ ต้องอาบัติปาราชิก หรือ ท่านได้ยินได้ฟัง
ว่า ภิกษุนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ
ทุพภาสิต หรือ ท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุ หรือ ได้ยินได้ฟังต่อภิกษุณี
สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา ราชมหาอำมาตย์
เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ หรือ
ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้ามิได้โจทภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่
ได้ยินได้ฟัง แต่ข้าพเจ้าโจทด้วยเรื่องที่รังเกียจ
ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่าน
โจทภิกษุรูปนี้ ด้วยเรื่องที่รังเกียจนั้น ท่านรังเกียจอะไร รังเกียจว่าอย่างไร
รังเกียจเมื่อไร รังเกียจที่ไหน ท่านรังเกียจว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือ
ท่านรังเกียจว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ
ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือ ท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุจึงรังเกียจ หรือ ท่านได้ยิน
ได้ฟังต่อภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา
ราชมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์แล้วรังเกียจ หรือ.

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 676 (เล่ม 10)

เปรียบเทียบอธิกรณ์
[๑,๐๗๔] เรื่องที่เห็นสมด้วยเรื่องที่
เห็น เรื่องที่เห็นเทียบกันได้กับเรื่องที่เห็น
แต่บุคคลนั้นไม่ยอมรับ เพราะอาศัยการเห็น
บุคคลนั้น ถูกรังเกียจโดยไม่มีมูล พึงปรับ
อาบัติตามปฏิญญา พึงทำอุโบสถกับบุคคล
นั้น เรื่องที่ได้ยินได้ฟังสมด้วยเรื่องที่ได้ยิน
ได้ฟัง เรื่องที่ได้ยินได้ฟังเทียบกันได้กับ
เรื่องที่ได้ยินได้ฟัง แต่บุคคลนั้นไม่ยอมรับ
เพราะอาศัยการได้ยินได้ฟัง บุคคลนั้นถูก
รังเกียจโดยไม่มีมูล พึงปรับอาบัติตามปฏิญ-
ญา พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้น เรื่องที่ได้
ทราบสมด้วยเรื่องที่ได้ทราบ เรื่องที่ได้ทราบ
เทียบกันได้กับเรื่องที่ได้ทราบ แต่บุคคลนั้น
ไม่ยอมรับเพราะอาศัยการได้ทราบ บุคคล
นั้นถูกรังเกียจโดยไม่มีมูล พึงปรับอาบัติ
ตามปฏิญญา พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้นเกิด.
ว่าด้วยเบื้องต้นของการโจทเป็นต้น
[๑,๐๗๙] ถามว่า การโจท มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่าม-
กลาง มีอะไรเป็นที่สุด

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 677 (เล่ม 10)

ตอบว่า การโจท มีขอโอกาสเป็นเบื้องต้น มีการทำเป็นท่ามกลาง
มีการระงับเป็นที่สุด
ถ. การโจท มีมูลเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร โจทด้วยอาการ
เท่าไร
ต. การโจท มีมูล ๒ มีวัตถุ ๓ มีภูมิ ๕ โจทด้วยอาการ ๒ อย่าง
ถ. การโจทมีมูล ๒ เป็นไฉน
ต. การโจท มีมูล ๑ การโจทไม่มีมูล ๑ นี้การโจทมีมูล ๒
ถ. การโจท มีวัตถุ ๓ เป็นไฉน
ต. เรื่องที่เห็น ๑ เรื่องที่ได้ยินได้ฟัง ๑ เรื่องที่รังเกียจ ๑ นี้การโจท
มีวัตถุ ๓
ถ. การโจท มีภูมิ ๕ เป็นไฉน
ต. จักพูดโดยกาลอันควร จักไม่พูดโดยกาลไม่ควร ๑ จักพูดด้วยคำ
จริง จักไม่พูดด้วยคำไม่จริง ๑ จักพูดด้วยคำสุภาพ จักไม่พูดด้วยคำหยาบ ๑
จักพูดด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่พูดด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์
๑ จักมีเมตตาจิตพูด จักไม่มุ่งร้ายพูด ๑ นี้การโจทมีภูมิ ๕
ถ. โจทด้วยอาการ ๒ อย่าง เป็นไฉน
ต. โจทด้วยกายหรือโจทด้วยวาจา นี้โจทด้วยอาการ ๒ อย่าง.
ข้อปฏิบัติของโจทก์และจำเลยเป็นต้น
[๑,๐๘๐] โจทก์ควรปฏิบัติอย่างไร จำเลยควรปฏิบัติอย่างไร สงฆ์
ควรปฏิบัติอย่างไร ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ควรปฏิบัติอย่างไร

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 678 (เล่ม 10)

ถามว่า โจทก์ ควรปฏิบัติอย่างไร
ตอบว่า โจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างแล้วจึงโจทผู้อื่น คือ จักพูด
โดยกาลอันควร จักไม่พูดโดยกาลไม่ควร ๑ จักพูดด้วยคำจริง จักไม่พูดด้วย
คำไม่จริง ๑ จักพูดด้วยคำสุภาพ จักไม่พูดด้วยคำหยาบ ๑ จักพูดด้วยคำ
ประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่พูดด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ จักมีเมตตา
จิตพูด จักไม่มุ่งร้ายพูด ๑ โจทก์ควรปฏิบัติอย่างนี้
ถ. จำเลย ควรปฏิบัติอย่างไร
ต. จำเลย พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ในความสัตย์ ๑ ใน
ความไม่ขุ่นเคือง ๑ จำเลยควรปฏิบัติอย่างนี้
ถ. สงฆ์ ควรปฏิบัติอย่างไร
ต. สงฆ์พึงรู้คำที่เข้าประเด็นและไม่เข้าประเด็น สงฆ์ควรปฏิบัติ
อย่างนี้
ถ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ ควรปฏิบัติอย่างไร
ต. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงระงับอธิกรณ์นั้น โดยประการที่
อธิกรณ์นั้นจะระงับโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
ควรปฏิบัติอย่างนี้.
ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น
[๑,๐๘๑] ถามว่า อุโบสถเพื่อประ-
โยชน์อะไร ปวารณาเพื่อเหตุอะไร ปริวาส
เพื่อประโยชน์อะไร การชักเข้าหาอาบัติเดิม

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 679 (เล่ม 10)

เพื่อเหตุอะไร มานัตเพื่อประโยชน์อะไร
อัพภานเพื่อเหตุอะไร
ตอบว่า อุโบสถเพื่อประโยชน์แก่
ความพร้อมเพรียง ปวารณาเพื่อประโยชน์
แก่ความหมดจด ปริวาสเพื่อประโยชน์แก่
มานัต การชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่อประโยชน์
แก่นิคคหะ มานัต เพื่อประโยชน์แก่อัพภาน
อัพภานเพื่อประโยชน์แก่ความหมดจด ภิกษุ
ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์มีปัญญาทราม โง่เขลา และ
ไม่มีความเคารพในสิกขา บริภาษพระเถระ
ทั้งหลาย เพราะฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ
โมหาคติ เป็นผู้ขุดตนกำจัดอินทรีย์แล้ว
เพราะกายแตกย่อมเข้าถึงนรก ภิกษุผู้วินิจฉัย
อธิกรณ์ไม่พึงเห็นแก่อามิส และไม่พึงเห็น
แก่บุคคล ควรเว้นสองอย่างนั้นแล้ว ทำตาม
ที่เป็นธรรม โจทก์เป็นผู้มักโกรธ มักถือโกรธ
ดุร้าย แสร้งกล่าวบริภาษย่อมปลูกอนาบัติว่า
อาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์กระซิบใกล้หูคอยจับผิด ยัง
การวินิจฉัยให้บกพร่อง เสพทางผิด ย่อม
ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่า
ย่อมเผาตน

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 680 (เล่ม 10)

โจทก์ฟ้องโดยกาลอันไม่ควร ฟ้อง
ด้วยคำไม่จริง ฟ้องด้วยคำหยาบ ฟ้องด้วย
คำไม่ประกอบด้วยประโยชน์มุ่งร้ายฟ้องไม่มี
เมตตาจิตฟ้อง ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ โจทก์
เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้ธรรมและอธรรมไม่ฉลาด
ในธรรมและอธรรม ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ
โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้วินัยและอวินัย ไม่ฉลาด
ในวินัยและอวินัย ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ
โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงภาษิต
แล้ว และมิได้ทรงภาษิต ไม่ฉลาดในสิ่งที่
พระพุทธเจ้าทรงภาษิตแล้ว และไม่ได้ภาษิต
ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่า
ย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงประ-
พฤติและไม่ได้ทรงประพฤติ ไม่ฉลาดในสิ่ง
ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติ และไม่ได้ทรง
ประพฤติ ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่น
นั้น ชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้สิ่งที่ทรง
บัญญัติ และไม่ได้ทรงบัญญัติ ไม่ฉลาดใน
สิ่งที่ทรงบัญญัติ และไม่ได้ทรงบัญญัติ ปลูก

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 681 (เล่ม 10)

อนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อม
เผาตน
โจทก์ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ไม่
ฉลาดในอาบัติและอนาบัติ ปลูกอนาบัติว่า
อาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์
ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ไม่ฉลาดใน
อาบัติเบาและอาบัติหนัก ปลูกอนาบัติว่า
อาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือ และ
อาบัติไม่มีส่วนเหลือ ไม่ฉลาดในอาบัติมี
ส่วนเหลือ และอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ปลูก
อนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อม
เผาตน
โจทก์ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบ และอาบัติ
ไม่ชั่วหยาบ ไม่ฉลาดในอาบัติชั่วหยาบ และ
อาบัติไม่ชั่วหยาบ ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ
โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้คำต้นและคำหลัง ไม่
ฉลาดต่อคำต้นและคำหลัง ปลูกอนาบัติว่า
อาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อมเผาตน
โจทก์ไม่รู้ทางถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ไม่

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 682 (เล่ม 10)

ฉลาดต่อทางถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ปลูก
อนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่นนั้น ชื่อว่าย่อม
เผาตน แล.
โจทนากัณฑ์ จบ
หัวข้อประจำเรื่อง
[๑,๐๘๒] คำสั่งสอน การโจท ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ เบื้องต้นมูลอุโบสถ
คติต้องอยู่ในโจทนากัณฑ์แล.
โจทนากัณฑก วัณณนา
[กิจของภิกษุผู้ว่าอรรถคดี]
บัดนี้ พระอุบาลีเถระเริ่มคำว่า อนุวิชฺชเกน เป็นอาทิ เพื่อแสดง
กิจอันพระวินัยธรพึงกระทำ ในการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น.
ในคำนั้น คาถาว่า ทิฏฺฐํ ทิฏฺเฐน เป็นต้น มีเนื้อความดังนี้:-
ภิกษุรูปหนึ่ง กำลังออกหรือกำลังเข้าไป โดยสถานที่อันเดียวกันกับ
มาตุคามผู้หนึ่ง อันโจทก์เห็นแล้ว. โจทก์นั้นจึงฟ้องภิกษุนั้นเป็นจำเลยด้วย
อาบัติปาราชิก; ฝ่ายจำเลยยอมรับการเห็นของโจทก์นั้น แต่จำเลยยังไม่ถึง
ปาราชิก จึงไม่ปฏิญญา เพราะอิงการเห็นนั้น. ในคำของโจทก์และจำเลยนี้
การใดอันโจทก์นั้นเห็นแล้ว การนั้นสมด้วยคำที่ว่าได้เห็นของโจทก์นั้น นี้ว่า

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 683 (เล่ม 10)

จำเลยอันข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ด้วยประการฉะนี้. แต่เพราะเหตุที่ฝ่ายจำเลยไม่
ยอมปฏิญญาโทษ เพราะอาศัยการเห็นนั้น จึงชื่อว่าผู้ถูกรังเกียจโดยไม่บริสุทธิ์
อธิบายว่า เป็นผู้รังเกียจโดยไม่มีมูล. สงฆ์พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้นตาม
ปฏิญญาที่ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ของบุคคลนั้น. ใน ๒ คาถาที่เหลือ มี
นัยอย่างนี้แล.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนากิจของภิกษุผู้ว่าอรรถคดี จบ
[ว่าด้วยเบื้องต้นของโจทนาเป็นอาทิ]
วินิจฉัยในปุจฉาวิสัชนามีอาทิว่า อะไรเป็นเบื้องต้นของโจทนา พึง
ทราบดังนี้:-
หลายบทว่า สจฺเจ จ อกุปฺเป จ มีความว่า จำเลยพึงตั้งอยู่ใน
ธรรม ๒ ประการ คือ ให้การตามจริง ๑ ไม่ขุ่นเคือง ๑ คือว่าการใดอันตน
กระทำหรือมิได้กระทำ การนั้นแล อันตนพึงให้การ (เช่นนั้น). และไม่พึง
ให้เกิดความขุ่นเคืองในโจทก์ หรือในภิกษุผู้ว่าอรรถคดี หรือในสงฆ์.
สองบทว่า โอติณฺณาโนติณฺณํ ชานิตพฺพํ มีความว่า สงฆ์พึงรู้
ถ้อยคำอันเข้าประเด็นและไม่เข้าประเด็น. ในคำนั้น มีวิธีสำหรับรู้ดังนี้:-
สงฆ์พึงรู้ว่า คำต้นของโจทก์เท่านี้ คำหลังเท่านี้ คำต้นของจำเลย
เท่านี้ คำหลังเท่านี้.
พึงกำหนดลักษณะที่ควรเชื่อถือของโจทก์ พึงกำหนดลักษณะที่ควร
เชื่อถือของจำเลย พึงกำหนดลักษณะที่ควรเชื่อถือของภิกษุผู้ว่าอรรถคดี. ภิกษุ

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 684 (เล่ม 10)

ผู้ว่าอรรถคดี เมื่อยังการพิจารณาให้บกพร่องแม้มีประมาณน้อย อันสงฆ์พึง
สั่งว่า ผู้มีอายุ ท่านจงพิจารณาให้ดีบังคับคดีให้ตรง. สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างนี้.
วินิจฉัยในคำว่า เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน
อธิกรณํ วูปสมฺมติ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ เรื่องที่เป็นจริง.
บทว่า วินโย ได้แก่ กิริยาที่โจทก์ และกิริยาที่จำเลยให้การ.
บทว่า สตฺถุสาสนํ ได้แก่ ญัตติสัมปทาและอนุสาวนสัมปทา.
จริงอยู่ อธิกรณ์ย่อมระงับโดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสนา
นั่น เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ว่าอรรถคดี พึงโจทด้วยวัตถุที่เป็นจริง แล้วให้
จำเลยระลึกถึงอาบัติ และยิ่งอธิกรณ์นั้นให้ระงับด้วยญัตติสัมปทาและอนุสาวน-
สัมปทา. ภิกษุผู้ว่าอรรถคดีพึงปฏิบัติอย่างนี้.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
แม้ปุจฉาวิสัชนามีอาทิว่า อุโบสถ เพื่อประโยชน์อะไร ? ก็ตื้น
เหมือนกันแล.
วินิจฉัยในอวสานคาถาทั้งหลาย พึงทราบดังนี้:-
บาทคาถาว่า เถเร จ ปริภาสติ มีความว่า เมื่อจะทำความดูหมิ่น
ย่อมคำว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่รู้อะไร.
บาทคาถาว่า ขโต อุปหตินฺทฺริโย มีความว่า ชื่อว่าผู้มีคนอันขุด
แล้ว เพราะความที่ตนเป็นสภาพอันตนเองขุดแล้ว ด้วยความเป็นผู้ถึงความ
ลำเอียงด้วยฉันทาคติเป็นต้นนั้น และด้วยการด่านั้น และชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อัน
ตนเองจัดเสียแล้ว เพราะความที่อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น เป็นคุณอันตนเอง
ขจัดเสียแล้ว.

684