ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 665 (เล่ม 10)

ในพระบัญญัติ คือ วินัยปิฎก และในอนุ-
โลมิกะ คือ มหาประเทศ เธอจงพิจารณา
วัตรคือการซักถามนั้น อย่าให้เสียคติที่เป็น
ไปในสัมปราภพ เธอผู้ใฝ่หาประโยชน์เกื้อ
กูล จงซักถามถ้อยคำที่กอปรด้วยประโยชน์
โดยกาล สำนวนที่กล่าวโดยผลุนผลันของ
จำเลยและโจทก์ เธออย่าพึงเชื่อถือ โจทก์
ฟ้องว่าต้องอาบัติ แต่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้
ต้องอาบัติ เธอต้องสอบสวนทั้งสองฝ่ายพึง
ปรับตามคำรับสารภาพ และถ้อยคำสำนวน
คำรับสารภาพ เรากล่าวไว้ในหมู่ภิกษุลัชชี
แต่ข้อนั้น ไม่มีในหมู่ภิกษุอลัชชี อนึ่ง ภิกษุ
อลัชชีพูดมาก เธอพึงปรับตามถ้อยคำสำ-
นวน ดังกล่าวแล้ว.
อลัชชีบุคคล
[๑,๐๗๐] อุ. อลัชชีเป็นคนเช่นไร
คำรับสารภาพของผู้ใดฟังไม่ขึ้น ข้าพระ-
พุทธเจ้าทูลถามพระองค์ถึงข้อนั้น คนเช่นไร
พระองค์ตรัสเรียกว่า อลัชชีบุคคล

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 666 (เล่ม 10)

พ. ผู้ที่แกล้งต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ
และถึงอคติ คนเช่นนี้เราเรียกว่า อลัชชี
บุคคล.
ลัชชีบุคคล
[๑,๐๗๑] อุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า
แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ทราบเกล้าว่าคนเช่นนี้
เป็นอลัชชีบุคคล แต่ข้าพระพุทธเจ้าทูลถาม
พระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไร พระองค์ตรัส
เรียกว่า ลัชชีบุคคล
พ. ผู้ที่ไม่แกล้งต้องอาบัติ ไม่ปกปิด
อาบัติ ไม่ถึงอคติคนเช่นนี้เราเรียกว่า ลัชชี
บุคคล.
บุคคลผู้โจทก์ไม่เป็นธรรม
[๑,๐๗๒] อุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า
แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ทราบเกล้าว่า คนเช่นนี้
ตรัสเรียกว่า ลัชชีบุคคล แต่ข้าพระพุทธเจ้า
ทูลถามพระองค์ถึงผู้อื่น คนเช่นไรตรัสเรียก
ว่า ผู้โจทก์ไม่เป็นธรรม

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 667 (เล่ม 10)

พ. ภิกษุโจทโดยกาลไม่ควร ๑ โจท
ด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ๑ โจทด้วยคำหยาบ ๑
โจทด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
มุ่งร้ายโจทไม่มีเมตตาจิตโจท ๑ คนเช่นนี้
เราเรียกว่า ผู้โจทก์ ไม่เป็นธรรม.
บุคคลผู้โจทก์เป็นธรรม
[๑,๐๗๓] อุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า
แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ทราบเกล้าว่า คนเช่นนี้
ตรัสเรียกว่า ผู้โจทก์ไม่เป็นธรรม แต่ข้า
พระพุทธเจ้า ทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น
คนเช่นไรตรัสเรียกว่า ผู้โจทก์เป็นธรรม
พ. ภิกษุโจทโดยกาล ๑ โจทด้วย
เรื่องจริง ๑ โจทด้วยคำสุภาพ ๑ โจทด้วย
คำประกอบด้วยประโยชน์ ๑ มีเมตตาจิตโจท
ไม่มุ่งร้ายโจท ๑ คนเช่นนี้เราเรียกว่า ผู้โจทก์
เป็นธรรม.
คนโจทก์ผู้โง่เขลา
[๑,๐๗๔] อุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า
แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ทราบเกล้าว่า บุคคล

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 668 (เล่ม 10)

เช่นนี้ตรัสเรียกว่า ผู้โจทก์เป็นธรรม แต่ข้า
พระพุทธเจ้า ทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คน
เช่นไรตรัสเรียกว่า โจทก์ผู้เขลา
พ. บุคคลไม่รู้คำต้นและคำหลัง ๑
ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลัง ๑ ไม่รู้ทาง
แห่งถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ๑ ไม่ฉลาดต่อ
ทางแห่งถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ๑ คนเช่นนี้
เราเรียกว่าโจทก์ผู้เขลา.
คนโจทก์ผู้ฉลาด
[๑,๐๗๕] อุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า
แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ทราบเกล้าว่า คนเช่นนี้
ตรัสเรียกว่า โจทก์ผู้เขลา แต่ข้าพระพุทธเจ้า
ทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไรตรัส
เรียกว่า โจทก์ผู้ฉลาด
พ. บุคคลรู้คำต้นและคำหลัง ๑
ฉลาดในคำต้นและคำหลัง ๑ รู้ทางแห่งถ้อย
คำอันต่อเนื่องกัน ๑ ฉลาดต่อทางแห่งถ้อยคำ
อันต่อเนื่องกัน ๑ คนเช่นนี้เราเรียกว่า
โจทก์ผู้ฉลาด.

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 669 (เล่ม 10)

การโจท
[๑,๐๗๖] อุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า
แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ทราบเกล้าว่า คนเช่นนี้
ตรัสเรียกว่า โจทก์ผู้ฉลาด แต่ข้าพระพุทธเจ้า
ขอทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น อย่างไร พระ-
องค์ตรัสเรียกว่า การโจท
พ. เพราะเหตุที่โจทด้วยศีลวิบัติ ๑
อาจารวิบัติ ๑ ทิฏฐิวิบัติ ๑ และแม้ด้วย
อาชีววิบัติ ๑ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า การโจท.
คาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่ง จบ
ทุติยคาถาสังคณิก วัณณนา
วินิจฉัยในทุติยคาถาสังคณิกะ พึงทราบดังนี้:-
วาจาที่แสดงไล่เลียงวัตถุและอาบัติ ชื่อว่าโจทนา.
วาจาที่เตือนให้นึกถึงโทษ ชื่อว่าสารณา.
สองบทว่า สงฺโฆ กิมตฺถาย มีความว่า ประชุมสงฆ์เพื่อประโยชน์
อะไร ?
บาทคาถาว่า มติกมฺมํ ปน กิสฺส การณา มีความว่า ความเข้าใจ
ความประสงค์ ตรัสว่า มติกรรม มติกรรมนั้น ตรัสไว้เพราะเหตุแห่งอะไร ?

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 670 (เล่ม 10)

บาทคาถาว่า โจทนา สารณตฺถาย มีความว่า วาจาสำหรับไล่เลียง
มีประการดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์ที่จะเตือนให้นึกถึงโทษที่บุคคลผู้เป็น
จำเลยนั้นได้กระทำแล้ว.
บาทคาถาว่า นิคฺคหตฺถาย สารณา มีความว่า ส่วนวาจาที่จะ
เตือนให้นึกถึงโทษ เพื่อประโยชน์ที่จะข่มบุคคลนั้น.
บาทคาถาว่า สงฺโฆ ปริคฺคหตฺถาย มีความว่า สงฆ์ผู้ประชุมกัน
ณ ที่นั้น เพื่อประโยชน์ที่จะช่วยกันวินิจฉัย. อธิบายว่า เพื่อประโยชน์ที่จะ
พิจารณาว่า เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม คือเพื่อประโยชน์ที่จะทราบว่า
อธิกรณ์นั้นได้วินิจฉัยถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง.
บาทคาถาว่า มติกมฺมํ ปน ปาฏิเยกฺกํ มีความว่า ความเข้าใจ
ความประสงค์ของพระเถระผู้เป็นนักพระสูตร และพระเถระผู้เป็นนักวินัย
ทั้งหลาย ก็เพื่อให้วินิจฉัยสำเร็จเป็นแผนก ๆ.
หลายบทว่า มา โข ปฏิฆํ มีความว่า อย่าก่อความโกรธในจำเลย
หรือโจทก์.
หลายบทว่า สเจ อนุวิชฺชโก ตุวํ มีความว่า ถ้าว่าท่านเป็นพระ-
วินัยธรนั่งวินิจฉัยอธิกรณ์ ซึ่งหยั่งลงในท่ามกลางสงฆ์.
บทว่า วิคฺคาหิยํ มีความว่า (ท่านอย่าได้กล่าวถ้อยคำชวนวิวาท)
ซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้หรือ ?
บทว่า อนตฺถสญฺหิติ มีความว่า อย่ากล่าวถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความ
เสื่อมเสีย คือทำบริษัทให้ปั่นป่วนลุกลามขึ้น.

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 671 (เล่ม 10)

วินิจฉัยในบทว่า สุตฺเต วินเย เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้:-
อุภโตวิภังค์ ชื่อว่าสูตร, ขันธกะ ชื่อว่าวินัย, บริวาร ชื่อว่าอนุโลม,
วินัยปิฎกทั้งสิ้น ชื่อว่าบัญญัติ, มหาปเทส ๔ ชื่อว่าอนุโลมิกะ.
บาทคาถาว่า อนุโยควตฺตํ นิสาเมถ มีความว่า ท่านจงพิจารณา
วัตรในการชักถาม.
บาทคาถาว่า กุสเลน พุทฺธิมตา กตํ มีความว่า อันพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้เฉียบแหลมเป็นบัณฑิต บรรลุความสำเร็จแห่งพระญาณ ทรง
นำออกตั้งไว้.
บทว่า สุวุตฺตํ มีความว่า อันพระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ดีแล้ว.
บทว่า สิกฺขาปทานุโลมิกํ มีความว่า เหมาะแก่สิกขาบททั้งหลาย
เนื้อความเฉพาะบทเท่านี้ก่อน.
ส่วนพรรณนาโดยย่อพร้อมทั้งอธิบายในคาถานี้ ดังนี้:-
ถ้าว่า ท่านผู้ว่าอรรถคดี อย่ากล่าวผลุนผลัน อย่ากล่าวถ้อยคำชวน
วิวาท ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ก็วัตรในการซักถามอันใด อันพระโลกนาถ
ผู้ฉลาดมีปัญญาทรงจัดไว้ แต่งตั้งไว้ดี ในสูตรเป็นต้นเหล่านั้น อนุโลมแก่
สิกขาบททั้งปวง, ท่านจะพิจารณา คือจงตรวจดูอนุโยควัตรนั้น.
บาทคาถาว่า คติ น นาเสนฺโต สมฺปรายิกํ มีความว่า จงพิจารณา
อนุโยควัตร อย่าให้เสียคติคือความสำเร็จในสัมปรายภพของตน, จริงอยู่ ภิกษุ
ใดไม่พิจารณาอนุโยควัตรนั้น ซักถาม, ภิกษุนั้นย่อมให้เสียคติของตนที่เป็น
ในสัมปรายภพ, เพราะเหตุนั้น จงพิจารณาอย่าให้เสียคตินั้นได้.

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 672 (เล่ม 10)

บัดนี้ พระอุบาลีเถระกล่าวคำว่า หิเตสี เป็นอาทิ เพื่อแสดงอนุ-
โยควัตรนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิเตสี ได้แก่ ผู้แสวงคือผู้ใฝ่หาประโยชน์,
อธิบายว่า จงเข้าไปตั้งไมตรีและธรรมเป็นบุพภาคแห่งไมตรีไว้.
บทว่า กาเล ได้แก่ ในกาลที่จัดว่าสมควร คือ ในกาลที่สงฆ์เชิญ
เท่านั้น, อธิบายว่า ท่านจงซักถาม ในมือสงฆ์มอบภาระแก่ท่าน.
บาทคาถาว่า สหสา โวหารํ มา ปธาเรสิ มีความว่า สำนวน
ที่กล่าวโดยผลุนผลัน คือถ้อยคำที่กล่าวโดยผลุนผลันใด ของโจทก์และจำเลย
เหล่านั้น อย่าคัด คือ อย่าถือเอาสำนวนนั้น.
ความสืบสมแห่งคำให้การ เรียกว่าความสืบเนื่อง ในบาทคาถาว่า
ปฏิญฺญานุสนฺธิเตน การเย นี้, เพราะเหตุนั้น พึงปรับตามคำสารภาพและ
ความสืบสม, อธิบายว่า พึงกำหนดความสืบสมแห่งคำให้การ แล้วจึงปรับ
ตามคำสารภาพ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงปรับตามคำรับสารภาพและตามความสืบสม, อธิบาย
ว่า พึงปรับตามคำรับสารภาพของจำเลยผู้เป็นลัชชี พึงปรับตามความสืบสม
แห่งความประพฤติของจำเลยผู้อลัชชี.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาว่า เอวํ ปฏิญฺญา ลชฺชีสุ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า วตฺตานุสนฺธิเตน การเย มีความว่า
พึงปรับตามความสืบสมแห่งความประพฤติ, อธิบายว่า คำรับสารภาพใด กับ
ความประพฤติของอลัชชีนั้นสมกัน, พึงปรับตามคำสารภาพนั้น.

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 673 (เล่ม 10)

บทว่า สญฺจิจฺจ ได้แก่ ต้องทั้งรู้.
บทว่า ปริคูหติ ได้แก่ ปิดไว้ คือ ไม่แสดง ไม่ออกเสีย.
บาทคาถาว่า ลจฺจํ อหํปิ ชานามิ ความว่า คำใดอันพระองค์
ตรัสแล้ว คำนั้นเป็นจริง, แม้ข้าพระองค์ก็รู้คำนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน
สองบทว่า อญฺญญฺจ ตาหํ มีความว่า ก็แลข้าพระองค์จะทูลถาม
พระองค์ถึงอลัชชีชนิดอื่น.
บาทคาถาว่า ปุพฺพาปรํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้ถ้อยคำที่ตน
กล่าวไว้ในกาลก่อน และตนกล่าวในภายหลัง.
บทว่า อโกวิโท ได้แก่ ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลังนั้น.
บาทคาถาว่า อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้ถ้อยคำ
ที่สืบสมแห่งคำให้การ และถ้อยคำที่สืบสมแห่งคำตัดสิน.
บาทคาถาว่า สีสวิปตฺติยา โจเทติ คือโจทด้วยกองอาบัติ ๒.
บทว่า อาจารทิฏฺฐิยา ได้แก่ โจทด้วยอาจารวิบัติและทิฏฐิวิบัติ.
เมื่อจะโจทด้วยอาจารวิบัติ ย่อมโจทด้วยกองอาบัติ ๕, เมื่อจะโจทด้วยทิฏฐิวิบัติ
ย่อมโจทด้วยมิจฉาทิฏฐิและอันตคาหิกทิฏฐิ.
บาทคาถาว่า อาชีเวนปิ โจเทติ มีความว่า โจทด้วยสิกขาบท ๖
ซึ่งบัญญัติไว้ เพราะอาชีวะเป็นเหตุ.
บทที่เหลือที่ในทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
ทุติยคาถาสังคณิกวัณณนา จบ

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 674 (เล่ม 10)

โจทนากัณฑ์
ข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
[๑,๐๗๗] ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงถามโจทก์ว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่าน
โจทภิกษุรูปนี้นั้น โจทเพราะเรื่องอะไร ท่านโจทด้วยศีลวิบัติ อาจารวิบัติ
หรือโจทด้วยทิฏฐิวิบัติ ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าโจทด้วยศีลวิบัติ
โจทด้วยอาจารวิบัติ หรือว่าข้าพเจ้าโจทด้วยทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า ท่านรู้ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ หรือ ถ้า
โจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้ศีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติ ภิกษุ
ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ก็ศีลวิบัติเป็นไฉน
อาจารวิบัติเป็นไฉน ทิฏฐิวิบัติเป็นไฉน ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ปาราชิก ๔
สังฆาทิเสส ๑๓ นี้จัดเป็นศีลวิบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ
ทุพภาสิต นี้เป็นอาจารวิบัติ มิจฉาทิฏฐิ อันตคาหิกทิฏฐิ นี้เป็นทิฏฐิวิบัติ
ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่าน
โจทภิกษุรูปนี้นั้น โจทด้วยเรื่องที่เห็น ด้วยเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง หรือด้วยเรื่อง
ที่รังเกียจ ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าโจทด้วยเรื่องที่เห็น โจทด้วยเรื่อง
ที่ได้ยินได้ฟัง หรือว่าข้าพเจ้าโจทด้วยเรื่องที่รังเกียจ
ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านโจท
ภิกษุรูปนี้ ด้วยเรื่องที่เห็นนั้น ท่านเห็นอะไร เห็นอย่างไร เห็นเมื่อไร เห็น
ที่ไหน ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติ

674