ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 655 (เล่ม 10)

บทว่า สติวินัยํ มีความว่า เป็นปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รื้อสติวินัยอัน
สงฆ์ให้แล้วแก่พระขีณาสพ.
ในอมูฬหวินัย ที่สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุผู้บ้าก็ดี ในตัสสปาปิยสิกาอันสงฆ์
ให้แล้วแก่ภิกษุผู้มีบาปหนาแน่นก็ดี มีนัยเหมือนกัน.
สองบทว่า ติณวตฺถารกํ อุกฺโกถเฏติ มีความว่า เมื่ออธิกรณ์อัน
สงฆ์ระงับแล้ว ด้วยติณวัตถารกสมถะ ธรรมดาอาบัติ ที่ภิกษุเข้าไปหาภิกษุ
รูปหนึ่งนั่งกระโหย่งประณมมือแสดงเสีย ชื่อว่าย่อมออก.
ก็ภิกษุแม้กล่าวอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการออกจากอาบัติ แม้ของภิกษุผู้
หลับอยู่ นี้ใด การออกจากอาบัตินั่น ไม่ชอบใจข้าพเจ้า ดังนี้ ชื่อว่ารื้อติณ-
วัตถารกะ. คงเป็นปาจิตตีย์ แม้แก่ภิกษุนั้น.
[ว่าด้วยองค์ ๔ เป็นเหตุรื้ออธิกรณ์]
หลายบทว่า ฉนฺทาคตึ ฯ เป ฯ คจฺฉนฺโต อธิกรณํ อุกฺโกเฏติ
มีความว่า ภิกษุเป็นพระวินัยธร เมื่อแสดงอธรรมว่า ธรรม เป็นอาทิ รื้ออธิ-
กรณ์ที่สงฆ์วินิจฉัยเสร็จแล้วในกาลก่อน ด้วยอาการรื้อ ๑๒ อย่าง ๆ ใดอย่าง
หนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่ชนที่รักมีอุปัชฌาย์เป็นต้นของตน ชื่อว่าถึงฉันทาคติ
รื้ออธิกรณ์.
ก็ในภิกษุผู้เป็นข้าศึกกัน ๒ รูป ภิกษุผู้มีอาฆาตในฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นโดย
นัยเป็นต้นว่า เขาได้ประพฤติความฉิบหายแก่เรา เมื่อแสดงอธรรมว่า ธรรม
เป็นต้น รื้ออธิกรณ์ที่สงฆ์วินิจฉัยเสร็จแล้วในกาลก่อน ด้วยการรื้อ ๑๒ อย่าง ๆ
ใดอย่างหนึ่ง เพื่อยกความแพ้ให้แก่ภิกษุผู้เป็นข้าศึกนั้น ชื่อว่าถึงโทสาคติ รื้อ
อธิกรณ์.

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 656 (เล่ม 10)

ฝ่ายภิกษุผู้โง่งมงาย เมื่อแสดงอธรรมว่า ธรรม เป็นต้น เพราะ
ความที่ตนเป็นคนโง่งมงายนั่นเอง รื้ออธิกรณ์โดยนัยกล่าวแล้วนั้นแล ชื่อว่า
ถึงโมหาคติ รื้ออธิกรณ์
ก็ถ้าว่า ในภิกษุ ๒ รูปผู้เป็นข้าศึกกัน รูปหนึ่งเป็นผู้อิงกรรมที่ไม่
สม่ำเสมอ อิงทิฏฐิและอาศัยผู้มีกำลัง เพราะเป็นผู้อิงกายกรรมเป็นต้น ที่
ไม่สม่ำเสมอ อิงมิจฉาทิฏฐิ คือความยึดถือ และอาศัยภิกษุผู้มีชื่อเสียง มี
พรรคพวกมีกำลัง. เพราะกลัวภิกษุนั้นว่า ผู้นี้จะพึงทำอันตรายแก่ชีวิต หรือ
อันตรายแก่พรหมจรรย์ของเรา เมื่อแสดงอธรรมว่า ธรรม เป็นอาทิ รื้ออธิกรณ์
โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่าถึงภยาคติ รื้ออธิกรณ์.
[ว่าด้วยผู้รื้ออธิกรณ์ต้องอาบัติ]
บทว่า ตทหุปสมฺปนฺโน มีความว่า สามเณรรูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาด
เป็นพหุสุตะ เธอเห็นภิกษุทั้งหลายผู้แพ้ในการตัดสินแล้วเป็นผู้ซบเซา จึงถาม
ว่า เหตุไรพวกท่านจึงพากันซบเซา ? ภิกษุเหล่านั้น จึงบอกเหตุนั้นแก่เธอ.
เธอจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า เอาเถิด ขอรับ ท่านจงอุปสมบทให้ผม
ผมจักยังอธิกรณ์นั้นให้ระงับเอง. ภิกษุเหล่านั้น ยังเธอให้อุปสมบท. เธอ
ตีกลองให้สงฆ์ประชุมกันในวันรุ่งขึ้น. ลำดับนั้น เธออันภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า
สงฆ์ใครให้ประชุม ? จึงตอบว่า ผม ให้ประชุมเพราะเหตุไร ? เมื่อวาน
อธิกรณ์วินิจฉัยไม่ดี ผมจักวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น ในวันนี้. ก็เมื่อวานคุณไป
ข้างไหนเสีย ? ผมยังเป็นอนุปสัมบัน ขอรับ แต่วันนี้ผมเป็นอุปสัมบันแล้ว.
เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวว่า อาวุโส สิกขาบทนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 657 (เล่ม 10)

ทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เช่นคุณ ว่า ภิกษุผู้อุปสมบทในวันนั้นรื้อต้อง
อุกโกฏนกปาจิตตีย์ จงไปแสดงอาบัติเสีย. แม้ในอาคันตุกะก็นัยนี้แล.
บทว่า การโก มีความว่า ภิกษุทั้งหลายผู้แพ้ พูดกะภิกษุรูปหนึ่ง
ผู้ไปสู่บริเวณวินิจฉัยอธิกรณ์พร้อมกับสงฆ์ ว่า ทำไมพวกท่านจึงตัดสินอธิกรณ์
อย่างนั้นเล่า ขอรับ ควรตัดสินอย่างนี้ มิใช่หรือ ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า เหตุไร
ท่านจึงไม่พูดอย่างนี้เสียก่อนเล่า ? ดังนี้ ชื่อว่ารื้ออธิกรณ์นั้น ภิกษุใดเป็น
ผู้ทำ รื้ออธิกรณ์อย่างนั้น เป็นอุกโกฏนกปาจิตตีย์แม้แก่ภิกษุนั้น.
บทว่า ฉนฺททายโก มีความว่า ภิกษุรูปหนึ่งมอบฉันทะในการ
วินิจฉัยอธิกรณ์แล้ว เห็นพวกภิกษุผู้เป็นสภาคกันแพ้มาเป็นผู้ซบเซาจึงกล่าวว่า
พรุ่งนี้แล ข้าพเจ้าจักตัดสินเอง ให้สงฆ์ประชุมกันแล้ว อันภิกษุทั้งหลาย
กล่าวว่า ให้ประชุมสงฆ์ เพราะเหตุไร ? จึงตอบว่า เมื่อวาน อธิกรณ์ตัด
สินไม่ดี วันนี้ ข้าพเจ้าจักตัดสินอธิกรณ์นั้นเอง. ก็เมื่อวาน ท่านไปไหนเสีย
เล่า ? ข้าพเจ้ามอบฉันทะแล้วนั่งอยู่. เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวว่า อาวุโส
สิกขาบทนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เช่นท่าน
ว่า ผู้มอบฉันทะ รื้อ ต้องอุกโกฏนกปาจิตตีย์ จงไปแสดงอาบัติเสีย.
[ว่าด้วยนิทานเป็นต้นแห่งอธิกรณ์]
วินิจฉัยในคำว่า วิวาทาธิกรณํ กึนิทานํ เป็นอาทิพึงทราบดังนี้:-
ชื่อว่ามีอะไรเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า อะไรเป็นเหตุอำนวยแห่ง
อธิกรณ์นั้น.

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 658 (เล่ม 10)

ชื่อว่ามีอะไรเป็นสมุทัย เพราะอรรถว่า อะไรเป็นเหตุเป็นแดนเกิด
พร้อมแห่งอธิกรณ์นั้น.
ชื่อว่ามีอะไรเป็นชาติ เพราะอรรถว่า อะไรเป็นกำเนิดแห่งอธิกรณ์นั้น.
ชื่อว่ามีอะไรเป็นสมุฏฐาน เพราะอรรถว่า อะไรเป็นแดนเกิดก่อน
อะไรเป็นองค์ อะไรเป็นที่เกิดแห่งอธิกรณ์นั่น.
บทเหล่านี้ทั้งหมด เป็นไวพจน์ของเหตุนั่นเอง.
วินิจฉัยแม้ในคำว่า วิวาทนิทานํ เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้:-
ชื่อว่ามีวิวาทเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า วิวาทกล่าวคือเรื่องก่อความ
แตกกัน ๑๘ ประการ เป็นเหตุอำนวยแห่งวิวาทาธิกรณ์นั่น.
คำว่า วิวาทนิทานํ นั่น ท่านกล่าวด้วยอำนาจวิวาทซึ่งอาศัยการ
เถียงกันเกิดขึ้น.
ชื่อว่ามีอนุวาทเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า การโจทเป็นเหตุอำนวย
แห่งอนุวาทาธิกรณ์นั้น.
แม้คำว่า อนุวาทนทานํ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจอนุวาทที่อาศัย
การโจทกันเกิดขึ้น.
ชื่อว่ามีอาบัติเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า อาบัติเป็นเหตุอำนวยแห่ง
อาปัตตาธิกรณ์นั้น.
คำว่า อาปตฺตินิทานํ นั่น ท่านกล่าวด้วยอำนาจอาบัติที่อาศัยความ
ด้วยเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ซึ่งมีอาปัตตาธิกรณ์เป็นปัจจัย.
ชื่อว่ามีกิจเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า กิจ ๔ อย่าง เป็นเหตุอำนวย
แห่งกิจจาธิกรณ์นั้น. อธิบายว่า สังฆกรรม อย่าง เป็นเหตุแห่งกิจจาธิกรณ์
นั้น.

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 659 (เล่ม 10)

คำว่า กิจฺจยนิทานํ นั่น ท่านกล่าวด้วยอำนาจกิจทั้งหลายที่อาศัย
การที่จำต้องทำเกิดขึ้น มีสมนุภาสน์เพียงครั้งที่ ๓ เป็นต้น แก่ภิกษุณีผู้
ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร.
นี้เป็นวาจาประกอบเฉพาะบทเดียว ในฝ่ายวิสัชนาอธิกรณ์ทั้ง ๔.
ทุก ๆ บทพึงประกอบโดยทำนองนี้.
ในวิสัชนามีคำว่า มีเหตุเป็นนิทาน เป็นอาทิ แห่งทุติยปุจฉา พึง
ทราบภาวะแห่งนิทานเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งกุศลเหตุอกุศลเหตุและอัพยากต
เหตุ ๙ หมวด.
ในวิสัชนาแห่งตติยปุจฉา พึงทราบว่าต่างกันแต่สักว่าพยัญชนะ. จริง
อยู่ เหตุนั่นแล ท่านกล่าวว่า ปัจจัย ในตติยปุจฉานี้.
[ว่าด้วยมูลเป็นต้นแห่งอธิกรณ์]
วินิจฉัย ในวาระที่ตอบคำถามถึงมูล พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า ทฺวาทส มูลานิ ได้แก่ มูล ๑๒ ซึ่งเป็นไปในภายใน
สันดานเหล่านี้ คือ วิวาทมูล ๖ มีโกรธ ผูกโกรธ และความแข่งดีเป็นอาทิ
โลภะ โทสะ และโมหะ ๓ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ๓.
สองบทว่า จุทฺทส มูลานิ ได้แก่ มูล ๒ นั้นเอง กับกายและ
วาจาจึงรวมเป็น ๑๔.
สองบทว่า ฉ มูลานิ ได้แก่ มูล ๖ มีกายเป็นต้น.
วินิจฉัยในวาระที่ตอบคำถามถึงสมุฏฐาน พึงทราบดังนี้:-
เรื่องก่อความแตกกัน ๑๘ ประการ เป็นสมุฏฐานแห่ง (วิวาทาธิกรณ์)
จริงอยู่ วิวาทาธิกรณ์นั่น ย่อมตั้งขึ้นในเรื่องก่อความแตกกัน ๑๘ ประการ

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 660 (เล่ม 10)

เหล่านั่น หรือว่าย่อมตั้งขึ้น เพราะเรื่องก่อความแตกกันเหล่านั่น เป็นตัวเหตุ-
ด้วยเหตุนั้น เรื่องก่อความแตกกันเหล่านั่น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นสมุฏฐาน
แห่งวิวาทาธิกรณ์นั้น. ในอธิกรณ์ทั้งปวงก็นัยนี้.
ในนัยอันต่างกันโดยคำว่า วิวาทาธิกรณ์ เป็นอาบัติหรือ ? เป็นอาทิ
คำว่า ด้วยอธิกรณ์อันหนึ่ง คือ กิจจาธิกรณ์ นี้ ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดง
บรรดาอธิกรณ์ทั้งหลาย เฉพาะอธิกรณ์ที่เป็นเครื่องระงับอาบัติทั้งหลาย. แต่
กองอาบัติเหล่านั้น จะระงับด้วยกิจจาธิกรณ์โดยส่วนเดียวเท่านั้นหามิได้. เพราะ
ธรรมดากิจจาธิกรณ์จะสำเร็จแก่ภิกษุผู้แสดงในสำนักบุคคลหามิได้.
สองบทว่า น กตเมน สมเถน มีความว่า อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ
นั้น หาระงับเหมือนอาบัติที่มีส่วนเหลือไม่. เพราะว่าอาบัติที่เป็นอนวเสสนั้น
อันภิกษุไม่อาจแสดง คือ ไม่อาจตั้งอยู่ในส่วนหมดจด จำเดิมแต่อนว-
เสสาบัตินั้น.
นัยว่า วิวาทาธิกรณํ โหติ อนุวาทาธิกรณํ เป็นอาทิ ตื้น
ทั้งนั้น.
เบื้องหน้าแต่นั้น ท่านกล่าวปุจฉา ๖ คู่ ไม่เว้นสัมมุขาวินัย มีคำว่า
ยตฺถ สติวินโย เป็นอาทิ, ท่านประกาศเนื้อความแล้ว ด้วยวิสัชนาปุจฉา
เหล่านั้นแล.
[ว่าด้วยสมถะระคนและไม่ระคนกัน]
วินิจฉัยในวาระที่แก้คำถามถึงสมถะที่ระคนกันเป็นอาทิ พึงทราบดัง
นี้:-

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 661 (เล่ม 10)

บทว่า สํสฏฺฐา มีความว่า ธรรมเหล่านี้ คือ สัมมุขวินัยก็ดี
สติวินัยก็ดี ชื่อว่าระคนกัน คือไม่แยกกัน เพราะสมถะทั้ง ๒ สำเร็จในขณะ
แห่งกรรมวาจาให้สติวินัยนั่นเอง. ก็เพราะความสำเร็จแห่งสมถะทั้ง ๒ เป็นดุจ
ความเนื่องกันแห่งกาบกล้วยในต้นกล้วย ใคร ๆ ไม่สามารถจะแสดงการแยก
สมถะเหล่านั้นออกจากกัน. ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ก็แลใคร ๆ ไม่สามารถ
บัญญัติการแยกพรากธรรมเหล่านี้ออกจากกันได้. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
[ว่าด้วยนิทานเป็นต้นแห่งสมถะ]
วินิจฉัยในวาระที่แก้คำถามว่า กึนิทาโน พึงทราบดังนี้:-
สัมมุขาวินัย ชื่อว่ามีนิทานเป็นนิทาน เพราะอรรถว่า มีนิทานเป็น
เหตุอำนวย.
ในนิทานเหล่านั้น นี้คือ ความเป็นต่อหน้าสงฆ์ ความเป็นต่อหน้า
ธรรม ความเป็นต่อหน้าวินัย ความเป็นต่อหน้าบุคคล เป็นนิทานแห่งสัมมุขา-
วินัย. พระขีณาสพ ผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติซึ่งได้ถูกโจท เป็นนิทานแห่ง
สติวินัย.
ภิกษุบ้า เป็นนิทานแห่งอมูฬหวินัย.
ความพร้อมหน้าแห่งบุคคลทั้ง ๒ คือ ผู้แสดงและผู้เป็นที่แสดงเป็น
นิทานแห่งปฏิญาตกรณะ.
ความที่สงฆ์เป็นผู้ไม่สามารถจะระงับอธิกรฌ์ ของภิกษุทั้งหลายผู้เกิด
บาดหมางกัน เป็นนิทานแห่งเยภุยยสิกา.
บุคคลผู้บาปหนา เป็นนิทานแห่งตัสสปาปิยสิกา.

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 662 (เล่ม 10)

อัชฌาจารไม่สมควรแก่สมณะมาก ของภิกษุทั้งหลายผู้บาดหมางกัน
เป็นนิทานแห่งติณวัตถารกะ.
วาระว่าด้วยเหตุและปัจจัย มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
[ว่าด้วยสมุฏฐานแห่งสมถะ]
คำแก้คำถามถึงมูล ตื้นทั้งนั้น.
ในคำถามถึงสมุฏฐาน ท่านกล่าวว่า สมถะทั้ง ๗ มีสมุฏฐาน ๓๖
อะไรบ้าง ? ดังนี้ แม้โดยแท้, ถึงกระนั้น ท่านก็จำแนกสมุฏฐาน ๖ แห่ง
สมถะ ๖ เท่านั้น เพราะสัมมุขาวินัยไม่มีสมุฏฐานเพราะไม่มีกรรมสงเคราะห์.
บรรดาบทเหล่านั้น ญัตติพึงทราบว่า กรรมกิริยา.
การหยุดในเวลาควรหยุด ด้วยญัตตินั่นแล พึงทราบว่า กรณะ.
การเข้าไปเอง อธิบายว่า ความกระทำกรรมนั้นด้วยตนเอง พึงทราบ
ว่า อุปคมนะ.
การที่เข้าถึงความอัญเชิญ อธิบายว่า การเชิญผู้อื่นมีสัทธิวิหาริกเป็น
ต้นว่า ท่านจงทำกรรมนี้ พึงทราบว่า อัชฌุปคมนะ.
กิริยาที่ยินยอม อธิบายว่า ได้แก่ การมอบฉันทะอย่างนี้ว่า สงฆ์จง
ทำกรรมนั่นแทนข้าพเจ้า เรียกว่าอธิวาสนา.
กิริยาที่ไม่คัดค้านว่า กรรมนั้นไม่ชอบใจข้าพเจ้า, พวกท่านอย่าทำ
อย่างนั้น เรียกว่า อัปปฏิโกสนา.
พึงทราบสมุฏฐาน ๓๖ ด้วยอำนาจหมวดหก ๖ หมวด ด้วยประการ
ฉะนี้.

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 663 (เล่ม 10)

คำแก้คำถามถึงอรรถต่างกัน ตื้นทั้งนั้น.
วินิจฉัยในคำแก้คำถามถึงอธิกรณ์ พึงทราบดังนี้:-
หลายบทว่า อยํ วิวาโท โน อธิกรณํ มีความว่า การเถียงกัน
แห่งชนทั้งหลายมีมารดากับบุตรเป็นต้น จัดเป็นวิวาท เพราะเป็นการกล่าว
แย้งกัน, แต่ไม่จัดเป็นอธิกรณ์ เพราะไม่มีความเป็นเหตุที่ต้องระงับด้วยสมถะ
ทั้งหลาย. แม้ในอนุวาทเป็นต้น ก็นัยนี้แล.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
อธิกรณเภท วัณณนา จบ

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 664 (เล่ม 10)

คาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่ง
เรื่องโจทเป็นต้น
[๑,๐๖๙] ท่านพระอุบายลีทูลถามว่า
การโจทเพื่อประสงค์อะไร การสอบสวน
เพื่อเหตุอะไร สงฆ์เพื่อประโยชน์อะไร ส่วน
การลงมติเพื่อเหตุอะไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การโจท
เพื่อประสงค์ให้ระลึกถึงความผิด การสอบ
สวนเพื่อประสงค์จะข่ม สงฆ์เพื่อประชาชน
ให้ช่วยกันพิจารณา ส่วนการลงมติ เพื่อให้
การวินิจฉัยแต่ละเรื่องเสร็จสิ้นไป
เธออย่าด่วนพูด อย่าพูดเสียงดุดัน
อย่ายั่วความโกรธถ้าเธอเป็นผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
อย่าพูดโดยผลุนผลัน อย่ากล่าวถ้อยคำชวน
วิวาท ไม่กอปรด้วยประโยชน์ วัตรคือการ
ซักถามอนุโลมแก่สิกขาบทอันพระพุทธเจ้าผู้
เฉียบแหลม มีพระปัญญาทรงวางไว้ ตรัส
ไว้ดีแล้ว ในพระสูตรอุภโตวิภังค์ ในพระ-
วินัย คือ ขันธกะ ในอนุโลม คือ บริวาร

664