ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 585 (เล่ม 10)

ต. การสมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มี
ญัตติเป็นท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติให้อยู่ปราศจากไตรจีวร มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไร
เป็นท่ามกลาง มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติให้อยู่ปราศจากไตรจีวร มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น
มีญัตติเป็นท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติสันถัต มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง มี
อะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติสันถัต มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มีญัตติเป็น
ท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็น
ท่ามกลาง มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มี
ญัตติเป็นท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติให้รับผ้าสาฎก มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็น
ท่ามกลาง มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติให้รับผ้าสาฎก มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มีญัตติ
เป็นท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติให้รับบาตร มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง
มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติให้รับบาตร มีวัตถุและบุคคลเป็นเมื่อเบื้องต้น มีญัตติ
เป็นท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 586 (เล่ม 10)

ถ. การสมมติไม้เท้า มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง
มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติไม้เท้า มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มีญัตติเป็น
ท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติสาแหรก มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง
มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติสาแหรก มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มีญัตติเป็น
ท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด
ถ. การสมมติไม้เท้าและสาแหรก มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็น
ท่ามกลาง มีอะไรเป็นที่สุด
ต. การสมมติไม้เท้าและสาแหรก มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มี
ญัตติเป็นท่ามกลาง มีกรรมวาจาเป็นที่สุด.
ถามและตอบอุโบสถกรรมเป็นต้น จบ
อุโปสถาทิปุจฉาวิสัชนา วัณณนา
วินิจฉัยในคำแก้คำถามทั้งหลายมีคำถามว่า อะไรเป็นเบื้องต้นของ
อุโบสถกรรม เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า สามคฺคี อาทิ มีความว่า กายสามัคคีของภิกษุทั้งหลาย
ผู้คิดว่า จักทำอุโบสถ แล้วชำระสีมา นำฉันทะและปาริสุทธิมา ประชุมกัน
เป็นเบื้องต้นของอุโบสถกรรม.

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 587 (เล่ม 10)

สองบทว่า กิริยา มชฺเฌ มีความว่า กิริยาที่กระทำบุพกิจสวด
ปาฏิโมกข์ เป็นท่ามกลางของอุโบสถกรรม.
สองบทว่า นิฏฺฐานํ ปริโยสานํ มีความว่า ความจบปาฏิโมกข์
ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหมดทีเดียว พึงเป็นผู้พร้อมเพรียง ชื่นชมยินดีด้วยดีอยู่
เป็นผู้ไม่วิวาทอยู่ ศึกษาในพระปาฏิโมกข์นั้น เป็นที่สุด (ของอุโบสถกรรม).
หลายบทว่า ปวารณากมฺมสฺส สามคฺคี อาทิ มีความว่า กาย-
สามัคดีของภิกษุทั้งหลายผู้คิดว่า จักทำปวารณา แล้วชำระสีมา นำฉันทะและ
ปวารณามา ประชุมกัน เป็นเบื้องต้นของปวารณากรรม.
สองบทว่า กิริยา มชฺเฌ มีความว่า ปวารณาญัตติและปวารณากถา
เป็นท่ามกลาง (ของปวารณากรรม).
คำของภิกษุผู้สังฆนวกะที่ว่า ข้าพเจ้าเห็นอยู่ จักทำคืน เป็นที่สุด
(ของปวารณากรรม).
ภิกษุย่อมเป็นผู้ควรแก่กรรม ด้วยวัตถุใด วัตถุนั้น ชื่อว่าวัตถุใน
กรรมทั้งหลาย มีตัชชนียกรรมเป็นต้น.
บุคคลที่ก่อวัตถุนั้น ชื่อว่าบุคคล.
สองบทว่า กมฺมวาจา ปริโยสานํ มีความว่า คำสุดท้ายแห่ง
กรรมวาจานั้น ๆ อย่างนี้ว่า ตัชชนียกรรม อันสงฆ์ทำแล้ว แก่ภิกษุชื่อนี้
ควรแก่สงฆ์ เพราะเหตุนั้นจึงนิ่ง, ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ เป็นที่สุด
ของกรรมทั้งหลาย มีตัชชนียกรรมเป็นต้น.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาอุโปสถาทิปุจฉาวิสัชนา จบ

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 588 (เล่ม 10)

อัตถวเสปกรณ์
อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ
[๑,๐๐๙] พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบท แก่พระสาวกทั้งหลาย
เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุ
ผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัด
อาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสจากชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑
เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-
สัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑.
[๑,๐๑๐] สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นความผาสุกแห่ง
สงฆ์ สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
สิ่งใดเป็นไปเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก สิ่งนั้นเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีล
เป็นที่รัก สิ่งใดเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก สิ่งนั้นเป็นไป
เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเป็นไปเพื่อป้องกันอาสวะอัน
จะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต
สิ่งใดเป็นไปเพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความ
เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส สิ่งใดเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่
ยังไม่เลื่อมใส สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว สิ่งใด
เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนผู้ที่เลื่อมใสแล้ว สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความ

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 589 (เล่ม 10)

ตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม สิ่งใดเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม สิ่งนั้น
เป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย.
[๑,๐๑๑] สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นความผาสุกแห่ง
สงฆ์ สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้น เป็นไปเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็น
ที่รัก สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้น เป็นไปเพื่อป้องกันอาสวะอันจะ
บังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อกำจัด
อาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไป
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส สิ่งใดเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์
สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว สิ่งใดเป็นความรับ
ว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม สิ่งใดเป็นความ
รับว่าดีแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย.
[๑,๐๑๒] สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อข่มบุคคล
ผู้เก้อยาก สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุ
ผู้มีศีลเป็นที่รัก สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อป้องกันอาสวะ
อันจะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อกำจัด
อาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไป
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส สิ่งใดเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์
สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว สิ่งใดเป็นความ
ผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม สิ่งใดเป็นความ
ผาสุกแห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งใดเป็นความผาสุก
แห่งสงฆ์ สิ่งนั้นเป็นความรับว่าดีแห่งสงฆ์.

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 590 (เล่ม 10)

[๑,๐๑๓] สิ่งใดเป็นไปเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก. . .สิ่งใดเป็นไปเพื่ออยู่
ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก. . . สิ่งใดเป็นไปเพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด
ในปัจจุบัน. . .สิ่งใดเป็นไปเพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต. . . สิ่งใด
เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส . . . สิ่งใดเป็นไปเพื่อความ
เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . . สิ่งใดเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-
สัทธรรม. . . สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นความรับว่าดี
แห่งสงฆ์ สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นความผาสุกแห่งสงฆ์
สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มี
ศีลเป็นที่รัก สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อป้องกัน
อาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้น
เป็นไปเพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์
พระวินัย สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส สิ่งใด
เป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่
เลื่อมใสแล้ว สิ่งใดเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์พระวินัย สิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความ
ตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม.
[๑,๐๑๔] อรรถหนึ่งร้อย ธรรมหนึ่งร้อย นิรุตติสองร้อย ญาณสี่ร้อย
มีในอัตถวเสปกรณ์.
อัตถวเสปกรณ์ จบ
มหาวรรค จบ

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 591 (เล่ม 10)

หัวข้อประจำเรื่อง
[๑,๐๑๕] หมวดธรรมเหล่านี้ของภิกษุ ๑๖ ของภิกษุณี ๑๖ คือ
หมวด ๑ ถึงหมวด ๘ ในคำถามและปัจจัย และหมวด ๑ ถึงหมวด ๘ ใน
คำถามและปัจจัยอีก เปยยาล อันตราเภท และเอกุตตริกะ ปวารณา อัตถว-
เสปกรณ์ สงเคราะห์เข้ามหาวรรค.
หัวข้อประจำเรื่อง จบ
อัตถวเสปกรณ วัณณนา
วินิจฉัยในอัตถวเสปกรณ์ พึงทราบดังนี้:-
ในคำว่า ทส อตฺถวเส เป็นต้น คำที่ควรกล่าว ได้กล่าวใน
วัณณนาแห่งปฐมปาราชิกแล้วแล.*
ในบททั้งหลายมีบทว่า ยํ สงฺฆสุฏฺฐุ ตํ สงฺฆผาสุ เป็นอาทิ
บทต้น ๆ เป็นเนื้อความของบทหลัง ๆ.
ก็ด้วยทำให้เป็นบทตั้งทีละบท ในทุก ๑๐ บท ประกอบ ๑๐ ครั้ง
รวมร้อยบทนี้ใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในคำว่า อรรถร้อยหนึ่ง ธรรม
ร้อยหนึ่ง เป็นต้น. พึงทราบอรรถร้อยหนึ่ง ด้วยอำนาจบทหลัง ๆ ในร้อย
บทนั้น. พึงทราบร้อยธรรม ด้วยอำนาจบทต้น ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง สิกขาบทอันพระตถาคตทรงอำนาจประโยชน์ ๑๐ เหล่า
ใด ทรงบัญญัติแล้ว แก่สาวกทั้งหลาย อำนาจประโยชน์ ๑๐ เหล่าใด อัน
ข้าพเจ้าพรรณนาแล้ว ในอรรถกถาแห่งปฐมปาราชิกในหนหลัง โดยนัยมีอาทิ
* สมนฺต ปฐม. ๒๕๘.

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 592 (เล่ม 10)

อย่างนี้ว่า บรรดาอำนาจประโยชน์ ๑๐ นั้น ความเห็นชอบของสงฆ์ คือ ความ
ยอมรับคำว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า ดุจความยอมรับคำในที่มาว่า ดีแล้ว เทวะ
ชื่อว่าสังฆสุฏฐุตา.
ก็ภิกษุใด ยอมรับคำของพระตถาคต ความยอมรับคำนั้น ของภิกษุ
นั้น ย่อมมี เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข ลิ้นกาลนาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงกระทำให้แจ้งซึ่งเนื้อความนี้ว่า เราจักบัญญัติ เพื่อสงฆ์
ยอมรับคำของเราว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า จักแสดงโทษในการที่ไม่ยอมรับ และ
อานิสงส์ในการที่ยอมรับก่อนจึงจะบัญญัติ จักไม่บัญญัติกดขี่ด้วยหักหาญ ดังนี้
จึงตรัสว่า เพื่อเห็นชอบของสงฆ์. พึงทราบอรรถร้อยหนึ่งเพราะอำนาจประโยชน์
เหล่านั้น มาแล้วในคัมภีร์บริวารนี้ ๑๐ ครั้ง และพึงทราบ ธรรมร้อยหนึ่ง
ด้วยอำนาจบทที่ส่องอรรถนั้น.
พึงทราบนิรุตติสองร้อยเหล่านี้ คือ ด้วยอำนาจแห่งนิรุตติที่ส่องอรรถ
ร้อยนิรุตติ ด้วยอำนาจแห่งนิรุตติที่เป็นตัวธรรมดา ร้อยนิรุตติ.
และพึงทราบญาณสี่ร้อย คือ ร้อยญาณ ในร้อยอรรถ ร้อยญาณ ใน
ในร้อยธรรม สองร้อยญาณ ในสองร้อยนิรุตติ.
จริงอยู่ คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ร้อยอรรถ ร้อยธรรม
สองร้อยนิรุตติ รวมเป็นสี่ร้อยญาณ มีในอำนาจประโยชน์ที่เป็นเหตุเริ่มทำ
คำนี้ ทรงอาศัยอรรถเป็นต้นนั้น ตรัสแล้ว ฉะนี้แล.
พรรณนาอัตถวเสปกรณ์ จบ
มหาวัคควัณณนา
ในอรรถกถาวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา จบแล้ว
ด้วยประการฉะนี้

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 593 (เล่ม 10)

คาถาสังคณิกะ
ท่านพระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา
[๑,๐๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ถามว่า ท่านห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือดู
เหมือนมีความมุ่ง มา ณ สถานที่นี้ เพื่อ
ประสงค์อะไร
ท่านพระอุบายลีกราบทูลว่า สิกขาบท
ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ในวินัยทั้งสอง ย่อม
มาสู่อุเทศทุกวันอุโบสถ สิกขาบทเหล่านั้น
มีเท่าไร ทรงบัญญัติไว้ ณ พระนครกี่แห่ง
พ. ปัญญาของท่านดี ท่านสอบถาม
โดยแยบคาย เพราะฉะนั้น เราจักบอกแก่
ท่าน ตามที่ท่านเป็นผู้ฉลาดถาม
สิกขาบทที่บัญญัติไว้ในวินัยทั้งสอง
ย่อมมาสู่อุเทศทุกวันในอุโบสถ สิกขาบท
เหล่านั้นมี ๓๕๐ สิกขาบท ตถาคตบัญญัติไว้
ณ พระนคร ๗ แห่ง.
[๑,๐๑๗] อุ. สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ
ไว้ ณ พระนคร ๗ แห่ง ๆ ไหนบ้าง ขอ
พระองค์ได้โปรดแจ้งพระนคร ๗ แห่งนั้น

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 594 (เล่ม 10)

แก่ข้าพระพุทธเจ้า ๆ ได้ฟังทางแห่งพระดำ-
รัสของพระองค์แล้ว จะปฏิบัติ ข้อนั้นจะพึง
มีเพื่อความเกื้อกูลแก่พวกข้าพระพุทธเจ้า
พ. สิกขาบทเทล่านั้น บัญญัติ ไว้ ณ
พระนครเวสาลี ๑ พระนครราชคฤห์ ๑
พระนครสาวัตถี ๑ พระนครอาฬวี ๑ พระ-
นครโกสัมพี ๑ สักกชนบท ๑ ภัคคชนบท ๑.
สิกขาบทบัญญัติ
[๑,๐๑๘] อุ. สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ
ไว้ ณ พระนครเวสาลี มีเท่าไร ณ พระนคร
ราชคฤห์ มีเท่าไร ณ พระนครสาวัตถี มี
เท่าไร ณ พระนครอาฬวี มีเท่าไร ณ พระ-
นครโกสัมพี มีเท่าไร ณ สักกชนบท มีเท่าไร
ณ ภัคคชนบท มีเท่าไร พระองค์อันข้าพระ-
พุทธเจ้าทูลถามแล้ว ขอได้โปรดตอบข้อนั้น
แก่ข้าพระพุทธเจ้า
พ. สิกขาบทที่บัญญัติไว้ ในพระ-
นครเวสาลีมี ๑๐ สิกขาบท ในพระนคร
ราชคฤห์มี ๒๑ สิกขาบท ในพระนครสาวัตถี
รวมทั้งหมด มี ๒๙๔ สิกขาบท ในพระนคร

594