ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 565 (เล่ม 10)

ยืนนิ่งต่อหน้า ๖ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง อนึ่ง ภิกษุให้ทำสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้
ให้ได้ ๖ ปี เพราะฉะนั้น สันถัตใหม่อันภิกษุพึงทรงไว้โดยกาลมี ๖ ปีเป็น
อย่างยิ่ง, (ขนเจียมเหล่านั้น) อันภิกษุ. . .พึงถือไปด้วยมือของตนเอง ตลอด
ระยะทาง ๓ โยชน์เป็นอย่างยิ่ง, พึงทรงอติเรกบาตรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง,
พึงเก็บ (เภสัชเหล่านั้น) ไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุนั้น พึงอยู่
ปราศจากจีวรนั้นได้ ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุณี พึงจ่ายผ้าห่มหนาวมีราคา
๑๖ กหาปณะเป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุณี พึงจ่ายผ้าห่มฤดูร้อน มีราคา ๑๐ กหาปณะ
เป็นอย่างยิ่ง ภิกษุณี (เมื่อทำความสะอาดด้วยน้ำ) พึงล้วงได้ ๒ องคุลีเป็น
อย่างยิ่ง, เขียงเท้าเตียง ให้มี ๘ นิ้วเป็นอย่างยิ่ง, ไม้ชำระฟัน ให้มี ๘ นิ้ว
เป็นอย่างยิ่ง รวมเป็นอย่างยิ่ง ๑๔ นี้ ด้วยประการฉะนี้.
ในอย่างยิ่ง ๑๔ นั้น ๖ ข้อแรก เป็นหมวด ๖ อันหนึ่ง, ต่อไปนั้น
พึงจัดหมวด ๖ เหล่าอื่นบ้าง โดยนัยมีอาทิ คือ ชักออกเสียหมวดหนึ่ง ที่ยัง
เหลือจัดเข้าเป็นหมวดอันหนึ่ง ๆ.
สองบทว่า ฉ อาปตฺติโย ได้แก่ หมวดหก ๓ หมวดที่กล่าวแล้ว
ในอันตรเปยยาล.
สองบทว่า ฉ กมฺมานิ ได้แก่ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาช-
นียกรรม ปฏิสารณียกรรม รวมเป็น ๔ ทั้งกรรม ๒ ที่กล่าว เพราะไม่เห็น
อาบัติ และเพราะไม่ทำคืนอาบัติ รวมเป็น ๑, กรรม ๑ เพราะไม่ยอมสละ
ทิฏฐิลามก.
บทว่า ฉ นหาเน ได้แก่ (อนุบัญญัติ ๖) เพราะอาบน้ำ ยังหย่อน
กึ่งเดือน.

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 566 (เล่ม 10)

หมวดหก ๒ หมวดว่าด้วยจีวรที่ทำค้างเป็นต้น ได้อธิบายไว้แล้วใน
กฐินขันธกะ.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๖ จบ
[พรรณนาหมวด ๗]
วินิจฉัยในหมวด ๗ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า สตฺต สามีจิโย มีความว่า พึงทราบสามีจิกรรม ๗
เพราะเพิ่มข้อว่า ภิกษุณีนั้น ก็เป็นอันมิได้อัพภาน ภิกษุณีทั้งหลายเหล่านั้น
ก็เป็นอันพระพุทธเจ้าจะพึงทรงติเตียน นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น นี้เข้า
ในสามีจิกรรม ๖ ที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
หลายบทว่า สตฺต อธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณา ได้แก่ ทำตาม
ปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรม ๗ ที่ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะ อย่างนี้ว่า ภิกษุ
ต้องปาราชิก อันภิกษุผู้ต้องปาราชิก โจทอยู่ จึงปฏิญญาว่า ข้าพเจ้าต้อง
สังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยสังฆาทิเสส, ชื่อว่าทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม.
แม้ทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม ก็ได้ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะนั้นแล.
หลายบทว่า สตฺตนฺนํ อนาปตฺติ สตฺตาหกรณีเยน คนฺตุํ นี้
ได้กล่าวแล้วในวัสสูปนายิกขันธกะ.
สองบทว่า สตฺตานิสํสา วินยธเร มีความว่า อานิสงส์ ๕ ที่กล่าว
แล้วในหมวด ๕ กับ ๒ อานิสงส์นี้ คือ อุโบสถ ปวารณาเป็นหน้าที่ของ
พระวินัยธรนั้น จึงรวมเป็น ๗.

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 567 (เล่ม 10)

สองบทว่า สตฺต ปรมานิ ได้แก่ อย่างยิ่งที่กล่าวแล้วในหมวด ๖
นั่นแล พึงจัดด้วยอำนาจหมวด ๗.
หมวดเจ็ด ๒ หมวด มีว่าด้วยจีวรที่ทำแล้วเป็นอาทิ ได้แสดงแล้วใน
กฐินขันธกะ. หมวดเหล่านี้ คือ อาบัติที่ต้องเห็น ไม่มีแก่ภิกษุ, อาบัติที่
ต้องเห็น มีแก่ภิกษุ, อาบัติที่ต้องทำคืน มีแก่ภิกษุ, เป็นหมวดเจ็ด ๓ หมวด.
อธัมมิกะ ๒ หมวด, ธัมมิกะ ๑ หมวด. ทั้ง ๓ หมวดนั้น ได้แสดง
แล้วในจัมเปยยขันธกะ.
บทว่า อสทฺธมฺมา ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ หรือธรรมที่ไม่สงบ
อธิบายว่า ธรรมไม่งาม คือ เลว ลามก.
บทว่า สทฺธมฺมา ได้แก่ ธรรมของสัตบุรุษ คือ ของพระอริยะ
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น หรือธรรมที่สงบ, อธิบายว่า ธรรมที่งาม คือ สูงสุด.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๗ จบ
[พรรณนาหมวด ๘]
วินิจฉัยในหมวด ๘ พึงทราบดังนี้:-
บทว่า อฏฺฐานิสํเส ได้แก่ อานิสงส์ ๘ ที่ตรัสไว้ในโกสัมพิกขันธกะ
อย่างนี้ คือ เราทั้งหลายจักไม่ทำอุโบสถกับภิกษุนี้ จักเว้นภิกษุนี้เสีย ทำอุโบสถ
ไม่พึงปวารณากับภิกษุนี้, จักไม่ทำสังฆกรมกับภิกษุนี้, จักไม่นั่งบนอาสนะ
กับภิกษุนี้, จักไม่นั่งในที่ดื่มยาคูกับภิกษุนี้, จักไม่นั่งในหอฉันกับภิกษุนี้, จัก
ไม่อยู่ในที่มุงอันเดียวกันกับภิกษุนี้, จักไม่ทำการกราบ, ลุกขึ้นรับ, อัญชลีกรรม
สามิจิกรรม, ตามลำดับผู้แก่กับภิกษุนี้, เว้นภิกษุนี้เสีย จึงจักทำ แม้ในหมวด
๘ ที่ ๒ ก็นัยนี้แล.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 568 (เล่ม 10)

จริงอยู่ แม้หมวด ๘ ที่ ๒ นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ใน
โกสัมพิกขันธกะอย่างนี้เหมือนกัน.
สองบทว่า อฏฺฐ ยาวตติยกา ได้แก่ สังฆาทิเสสที่เป็นยาวคติยกะ ๔
ในสังฆาทิเสส ๑๓ ของภิกษุทั้งหลาย สังฆาทิเสสที่เป็นยาวตติยกะ ๔ ที่ไม่
ทั่วไปด้วยพวกภิกษุ ในสังฆาทิเสส ๑๗ ของภิกษุณีทั้งหลาย จึงรวมเป็น
ยาวตติยกะ ๘.
หลายบทว่า อฏฺฐหากาเรหิ กุลานิ ทูเสติ มีความว่า ย่อม
ประทุษร้ายตระกูล ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ คือ ด้วยดอกไม้บ้าง, ผลไม้บ้าง,
จุณณ์บ้าง, ดินเหนียวบ้าง, ไม้สีฟันบ้าง, ไม้ไผ่บ้าง, เยียวยาทางแพทย์บ้าง,
รับใช้ส่งข่าวบ้าง.
มาติกา ๘ (เพื่อเกิดขึ้นแห่งจีวร) กล่าวแล้วในจีวรขันธกะมาติกา ๘
ข้อหลัง (เพื่อรื้อกฐิน) ได้กล่าวแล้วในกฐินขันธกะ.
สองบทว่า อฏฺฐหิ อสทฺธมฺเมหิ มีความว่า ด้วยลาภ มิใช่ลาภ
ด้วยยศ มิใช่ยศ ด้วยสักการะ มิใช่สักการะ ด้วยความเป็นผู้มีปรารถนาลามก
ด้วยความเป็นผู้มีปาปมิตร.
ชื่อว่าโลกธรรม ๘ คือ ยินดีในลาภ ยินร้ายในมิใช่ลาภ ยินดีในยศ
สรรเสริญ สุข ยินร้ายในมิใช่ยศ นินทา ทุกข์.
สองบทว่า อฏฺฐงฺคิโก มุสาวาท ได้แก่ มุสาวาทที่ประกอบ
ด้วยองค์ ๘ คือ ๗ องค์ที่มาในบาลีกับองค์นี้ คือ ตั้งความหมายจึงเป็น
มุสาวาทประกอบด้วยองค์ ๘.
สองบทว่า อฏฺฐ อุปสถงฺคานิ ได้แก่ องค์ ๘ ที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า:-

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 569 (เล่ม 10)

ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาของที่เขา
ไม่ให้ ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึง
เว้นจากเมถุนธรรมความประพฤติไม่ประ-
เสริฐ ไม่พึงบริโภคอาหาร ในเวลาวิกาล
ตลอดราตรี ไม่พึงทัดทรงระเบียบดอกไม้
ไม่พึงไล้ทาเครื่องหอม พึงนอนบนเตียงบน
พื้น หรือบนเครื่องลาดที่สมควร บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวอุโบสถมีองค์ ๘ นี้แล อัน
พระพุทธจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงประกาศ
แล้ว๑
สองบทว่า อฏฺฐ ทูเตยฺยงฺคานิ ได้แก่ องค์ ๘ ที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสไว้ในสังฆเภทขันธกะ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ เป็นผู้ฟังด้วย เป็นผู้ให้ผู้อื่นฟังด้วย.
ติตถิยวัตร ได้ทรงแสดงแล้วในมหาขันธกะ.๒
ของเคี้ยวของฉัน ไม่เป็นเดนและเป็นเดน ได้ทรงแสดงแล้วใน
ปวารณาสิกขาบท.๓
สองบทว่า อฏฺฐนฺนํ ปจฺจุฏฺฐาตพพํ มีความว่า ในโรงฉันพึงลุก
ขึ้นรับแก่ภิกษุณีผู้แก่ทั้งหลาย แม้อาสนะก็พึงให้แก่ภิกษุณีเหล่านั้นแท้.
บทว่า อุปาสิกา ได้แก่ นางวิสาขา.
สองบทว่า อฏฺฐานิสํสา วินยธเร มีความว่า พึงทราบอานิสงส์ ๘
เพราะเติมอานิสงส์ ๓ นี้ คือ อุโบสถ ปวารณา สังฆกรรม เป็นหน้าที่ของ
วินัยธรนั้น เข้าในอานิสงส์ ๕ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๕.
๑. องฺ . ติกะ ๒๐/๒๗๖. ๒. มหาวคฺค. ๔/๑๔๓. ๓. มหาวิภงฺค. ๒/๓๓๒.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 570 (เล่ม 10)

สองบทว่า อฏฺฐ ปรมานิ ได้แก่ พึงทราบอย่างยิ่งทั้งหลาย ที่
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นเอง แต่จัดด้วยอำนาจหมวด ๘.
หลายบทว่า อฏฺฐสุ ธมฺเมสุ สมฺมาวตฺติตพฺพํ ได้แก่ ในธรรม
๘ ที่ทรงแสดงในสมถขันธกะ โดยนัยมีข้อว่า ไม่พึงงดอุโบสถแก่ภิกษุผู้ปก-
ตัตต์ ไม่พึงงดปวารณาแก่ภิกษุผู้ปกตัตต์ เป็นอาทิ.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๘ จบ
[พรรณนาหมวด ๙]
วินิจฉัยในหมวด ๙ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า นว อาฆาตวตฺถูนิ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ มีผูกอาฆาต
ว่า เขาได้พระพฤติไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เป็นอาทิ.
สองบทว่า นว อาฆาตปฏิวินยา ได้แก่ อุบายกำจัดอาฆาต ๙
มีข้อว่า บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตเสีย ด้วยคิดว่า เมื่อเราผูกอาฆาตอยู่ว่า เขา
ได้ประพฤติไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ความไม่ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์นั้น
เราจะพึงได้ในบุคคลนี้ จากไหน ดังนี้ เป็นอาทิ.
สองบทว่า นว วินีตวตฺถูนิ ได้แก่ ความงด ความเว้น ความ
กำจัดเสียด้วยอริยมรรค จากวัตถุแห่งอาฆาต ๙.
หลายบทว่า นวหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ ได้แก่ ความแตกแห่งสงฆ์
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อุบาลี ความร้าวแห่งสงฆ์และความแตกแห่งสงฆ์
ย่อมมีภิกษุ ๙ รูปบ้าง เกินกว่า ๙ รูปบ้าง ดังนี้.
สองบทว่า นว ปรมานิ ได้แก่ พึงทราบอย่างยิ่งทั้งหลายที่กล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแล แต่จัดด้วยอำนาจหมวด ๙.

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 571 (เล่ม 10)

ธรรมชื่อว่ามีตัณหาเป็นมูล ได้แก่ ความแสวงอาศัยตัณหา ลาภอาศัย
ความแสวง. ตัดสินอาศัยลาภ. ความรักด้วยความพอใจอาศัยตัดสิน. ความ
ตกลงใจอาศัยความรักด้วยความพอใจ. ความหวงอาศัยความตกลงใจ. ความ
ตระหนี่อาศัยความหวง. ความอารักขาอาศัยความตระหนี่. การฉวยไม้พลอง
การฉวยศัสตรา ทะเลาะแก่งแย่งโต้เถียง กล่าวว่า มึง ๆ ความส่อเสียดและ
กล่าวเท็จ มีความอารักขาเป็นเหตุ.
บทว่า นววิธมานา ได้แก่ มานะของบุคคล ผู้ดีกว่าว่า " เราเป็น
คนดีกว่า" เป็นต้น.
สองบทว่า นว จีวรานิ มีความว่า จีวรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
โดยนัยมีอาทิว่า ไตรจีวร หรือว่า ผ้าอาบน้ำฝน.*
บทว่า น วิกปฺเปตพฺพานิ มีความว่า จีวรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
แล้ว ไม่ควรวิกัปป์.
หลายบทว่า นว อธมฺมิกานิ ทานานิ มีความว่า ทานที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า น้อมลาภที่เขานำมาเพื่อสงฆ์ ไปเพื่อสงฆ์หมู่อื่น
ก็ตาม เพื่อเจดีย์ก็ตาม เพื่อบุคคลก็ตาม. น้อมลาภที่เขานำมาเพื่อเจดีย์ ไปเพื่อ
เจดีย์อื่นก็ตาม เพื่อสงฆ์ก็ตาม, เพื่อบุคคลก็ตาม น้อมลาภที่เขานำมาเพื่อบุคคล
ไปเพื่อบุคคลอื่นก็ตาม เพื่อสงฆ์ก็ตาม เพื่อเจดีย์ก็ตาม.
หลายบทว่า นวปฏิคฺคหา ปริโภคา ได้แก่ รับและบริโภคทาน
เหล่านั้นเอง.
หลายบทว่า ตีณิ ธมฺมิกานิ ทานานิ ได้แก่ ทาน ๓ นี้ คือ
ให้ของที่เขาถวายสงฆ์แก่สงฆ์เท่านั้น, ให้ของที่เขาถวายเจดีย์แก่เจดีย์เท่านั้น,
* ติจีวรนฺติ วา วสฺสิกสาฏิกาติ วา

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 572 (เล่ม 10)

ให้ของที่เขาถวายบุคคลแก่บุคคลเท่านั้น. แม้การรับและบริโภค ก็คือรับและ
บริโภคทาน ๓ นั้นแล.
หลายบทว่า นว อธมฺมิกา สญฺญตฺติโย ได้แก่ ติกะ ๓ ที่ทรง
แสดงแล้วในสมถขันธกะอย่างนี้ คือ บุคคลเป็นอธัมมวาที, ภิกษุมากหลายเป็น
อธัมมวาที, สงฆ์เป็นอธัมมวาที. แม้บัญญัติที่ชอบธรรมก็ทรงแสดงแล้วใน
สมถขันธกะนั้นแล โดยนัยมีอาทิว่า บุคคลเป็นธัมมวาที ดังนี้.
หมวดเก้า ๒ หมวด ในกรรมไม่เป็นธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรัสไว้แล้วด้วยอำนาจแห่งปาจิตตีย์ ในนิทเทสแห่งสิกขาบทที่ ๑ แห่งโอวาท
วรรค.*
หมวดเก้า ๒ หมวด ในกรรมเป็นธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
แล้ว ด้วยอำนาจแห่งทุกกฏ ในนิทเทสแห่งสิกขาบทที่ ๑ แห่งโอวาทวรรคนั้น
เหมือนกัน.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๙ จบ
[พรรณนาหมวด ๑๐]
วินิจฉัยในหมวด ๑๐ พึงทราบดังนี้:-
สองบทว่า ทส อาฆาตวตฺถูนิ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ ที่กล่าวแล้ว
ในหมวด ๙ กับข้อนี้ว่า ก็หรือ อาฆาต ย่อมเกิดขึ้นในอัฏฐานะ จึงรวมเป็น
๑๐. แม้อุบายกำจัดอาฆาต พึงทราบอุบาย ๙ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๙ นั้น
รวนเป็น ๑๐ ทั้งข้อนี้ว่า ก็หรือ อาฆาตเกิดในอัฏฐานะ จึงกำจัดอาฆาตเสีย
ด้วยพิจารณาว่า ข้อนั้น เราจะพึงได้ในผู้นี้จากไหน.
* มหาวีภงฺค ๒/๑๗๑

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 573 (เล่ม 10)

สองบทว่า ทส วินีตวตฺถูนิ ได้แก่ วินีตวัตถุ ๑๐ กล่าว คือ
เว้นจากอาฆาตวัตถุ ๑๐.
สองบทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฐิ ได้แก่ พึงทราบด้วยอำนาจ
แห่งวัตถุว่า ผลแห่งทานอันบุคคลให้แล้ว ไม่มี เป็นอาทิ.
สัมมาทิฏฐิ พึงทราบด้วยอำนาจวัตถุว่า ผลแห่งทานอันบุคคลให้แล้ว
มีอยู่ เป็นอาทิ.
ส่วนอันตคาหิกทิฏฐิ พึงทราบด้วยอำนาจแห่งความเห็นว่า โลกเที่ยง
เป็นอาทิ.
มิจฉัตตะ ๑๐ มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น มีมิจฉาวิมุตติเป็นปริโยสาน. ทิฎฐิ
ที่ตรงกันข้าม เป็นสัมมัตตะ.
การจับสลาก ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะ.
หลายบทว่า หสหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย
สมฺมนฺนิตพฺโพ ได้แก่ ด้วยองค์ ๑๐ ที่ตรัสไว้ในสมถขันธกะ โดยนัยมี
คำว่า เป็นผู้มีศีล เป็นต้น.
โทษ ๑๐ ประการ ในการเข้าสู่ภายในวังหลวง ได้ทรงแสดงแล้วใน
ราชสิกขาบท*.
สองบทว่า ทส ทานวตฺถูนิ ได้แก่ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ระเบียบ
ของหอม เครี่องทา ที่นอน ที่พัก เชื้อประทีป.
สองบทว่า ทส รตนานิ ได้แก่ แก้ว ๑๐ ประการ มีมุกดา มณี
ไพฑูรย์ เป็นต้น.
สองบทว่า ทส ปํสุกูลานิ มีความว่า อุปสัมบทพึงทำความขวนขวาย
ในจีวรเหล่านี้ คือ ผ้าที่ตกที่ป่าช้า ผ้าที่ตกที่ประตูตลาด ผ้าที่หนูกัด ผ้าที่
* มหาวิภงฺค. ๒/๔๘๔.

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 574 (เล่ม 10)

ปลวกกัด ผ้าที่ถูกไฟไหม้ ผ้าที่โคกัด ผ้าที่แพะกัด ผ้าห่มจอมปลวก ผ้าที่
เขาทิ้งในที่อภิเษก ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา.
ในอรรถกถากุรุนทีกล่าวว่า จีวรสาธารณะ ๑๐ นั้น ได้แก่ จีวร ๑๐
ชนิด ด้วยอำนาจจีวรที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ ย่อม
ทรงจีวรทั้งหลายมีจีวรเขียวล้วนเป็นต้น.
แต่ในมหาอรรถกถากล่าวว่า ได้แก่ จีวร ๑๐ ชนิด เพิ่มผ้าอาบน้ำ
หรือผ้าคาดนม (ของภิกษุณี) เข้าในจีวรที่ควร ๙ ชนิด.
บุคคลที่ไม่ควรไหว้ ได้แสดงแล้วในเสนาสนขันธกะ.
อักโกสวัตถุ ได้แสดงแล้วในโอมสวาทสิกขาบท๑.
อาการ ๑๐ ได้แสดงแล้วในเปสุญญสิกขาบท๒.
สองบทว่า ทส เสนาสนานิ ได้แก่ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน
เครื่องรองรักษาพื้น เสื่อสำหรับปูทับข้างบน ท่อนหนังสำหรับรองนั่ง ผ้าปูนอน
เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้.
หลายบทว่า ทส วรานิ ยาจึสุ มีความว่า นางวิสาขาได้ขอพร
๘ ประการ, พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงขอพร ๑ หมอชีวกได้ขอพร ๑.
อานิสงส์แห่งยาคู และอกัปปิยมังสะ ได้ทรงแสดงแล้วในเภสัชช-
ขันธกะ.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๑๐ จบ
๑. มหาวภงฺค. ๒/๑๖๔. ๒. มหาวิภงฺก. ๒/๖๘๔.

574