ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 545 (เล่ม 10)

ก็วินิจฉัยในจตุกกะที่ ๒ พึงทราบดังนี้:-
เพศของภิกษุณีใด ย่อมเปลี่ยนไป, ภิกษุณีนั้น ย่อมละเพศสตรีที่
นับว่าเกิดภายหลัง เพราะเกิดขึ้นภายหลังบ้าง เพราะความเป็นเพศทรามบ้าง
ตั้งอยู่ในเพศบุรุษ ที่นับว่าเกิดก่อน โดยประการดังกล่าวแล้ว. วิญญัตติซึ่ง
แผกจากที่กล่าวแล้ว ย่อมระงับไป. บัญญัติที่เป็นไปอย่างนี้ว่า ภิกษุณี ก็ดี
สตรี ก็ดี ย่อมดับไป. สิกขาบท ๑๓๐ เหล่าใด อันไม่ทั่วไปด้วยภิกษุทั้งหลาย,
ไม่เป็นอาบัติ เพราะสิกขาบทเหล่านั้นเลย.
สองบทว่า จตฺตาโร สามุกฺกํสา ได้แก่ มหาปเทส ๔. จริงอยู่
มหาปเทส ๔ นั้น ท่านกล่าวว่า สามุกฺกํสา เพราะเป็นข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรื้อขึ้น คือยกขึ้นตั้งไว้เอง ในเมื่อยังไม่เกิดเรื่องขึ้น.
บทว่า ปริโภคา ได้แก่ กลืนของที่ควรกลืน.
ส่วนน้ำ เพราะไม่เป็นกาลิก ไม่ได้รับประเคน ก็ควร.
ยาวกาลิกเป็นต้น ที่ไม่ได้รับประเคน ไม่ควรกลืน.
ยามหาวิกัฏ ๔ อย่าง เพราะเป็นของเฉพาะกาล ควรกลืนในกาลที่
ตรัสไว้อย่างไร.
สองบทว่า อุปาสโก สีลวา ได้แก่ ผู้ครองศีล ๕ หรือศีล ๑๐.
[วินิจฉัยในอาคันตุกาทิจตุกกะ]
วินิจฉัยในอาคันตุกาทิจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุผู้กางร่มสวมรองเท้า คลุมศีรษะเข้าสู่วิหารและเที่ยวไปในวิหาร
นั้น เฉพาะเป็นอาคันตุกะจึงต้อง เป็นเจ้าถิ่นไม่ต้อง.

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 546 (เล่ม 10)

ฝ่ายภิกษุผู้ไม่ทำอาวาสิกวัตร เป็นเจ้าถิ่น จึงต้อง เป็นอาคันตุกะ
ไม่ต้อง ทั้ง ๒ พวก ย่อมต้องอาบัติที่เป็นทางกายทวารและวจีทวารที่เหลือ.
ทั้งอาคันตุกะ ทั้งเจ้าถิ่น ย่อมไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน).
วินิจฉัยแม้ในคมิยจตุกกะ. พึงทราบดังนี้:
ภิกษุผู้ไม่ยังคมิยวัตรให้เต็มไปเสีย เป็นผู้เตรียมจะไป จึงต้อง, เป็น
เจ้าถิ่น ไม่ต้อง.
เมื่อไม่ทำอาวาสิกวัตร เป็นเจ้าถิ่น จึงต้อง ผู้เตรียมจะไป ไม่ต้อง.
ทั้ง ๒ พวก ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ. ทั้ง ๒ พวก ไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป
(แก่ตน).
[วินิจฉัยในวัตถุนานัตตตาทิจตุกกะ]
วินิจฉัยในวัตถุนานัตตตาทิจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ความที่ปาราชิก ๔ มีวัตถุต่าง ๆ กันและกันแล ย่อมมี, ความที่
ปาราชิก ๔ มีอาบัติต่างกันและกันหามีไม่. จริงอยู่ อาบัติปาราชิกนั้นทั้งหมด
คงเป็นอาบัติปาราชิกเหมือนกัน. แม้ในสังฆาทิเสสเป็นต้น ก็นัยนี้แล.
ส่วนโยชนาในคำว่า อาปตฺตินานตฺตตา น วตฺถุนานตฺตตา นี้
พึงทราบโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ความเป็นต่างกันแห่งอาบัติแล ย่อมมีอย่างนี้
คือ เป็นสังฆาทิเสสแก่ภิกษุ เป็นปาราชิกแก่ภิกษุณี เพราะเคล้าคลึงกันและกัน
ด้วยกาย แห่งภิกษุและภิกษุณี, ความเป็นต่างกันแห่งวัตถุหามีไม่, ความ
เคล้าคลึงกันด้วยกายแล เป็นวัตถุแห่งอาบัติแม้ทั้ง ๒,
อนึ่ง เพราะฉันกระเทียม เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุณี เป็นทุกกฏแก่ภิกษุ.

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 547 (เล่ม 10)

พึงทราบความที่ปาราชิก ๔ กับสังฆาทิเสส ๑๓ มีวัตถุต่างกัน และ
มีอาบัติต่างกัน.
พึงทราบความที่สังฆาทิเสสเป็นต้น กับอนิยตเป็นต้น มีวัตถุต่างกัน
และมีอาบัติต่างกันอย่างนั้น.
ความที่วัตถุเป็นของต่างกัน (และ) ความที่อาบัติเป็นของต่างกัน ไม่มี
แก่ภิกษุและภิกษุณีผู้ต้องปาราชิก ๔ ข้างต้น พ้องกัน.
ในภิกษุและภิกษุณีผู้ต้องอาบัติต่างกันก็ตาม ในภิกษุและภิกษุณีผู้ต้อง
อาบัติที่ทั่วไป (แก่กันและกัน) ที่เหลือก็ตาม มีนัยเหมือนกัน.
[วินิจฉัยในวัตถุสภาคาทิจตุกกะ]
วินิจฉัยในวัตถุสภาคาทิจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
เพราะภิกษุกับภิกษุณีเคล้าคลึงกันด้วยกาย มีความที่วัตถุเป็นสภาคกัน
ไม่มีความที่อาบัติเป็นสภาคกัน.
ในปาราชิก ๔ มีความที่อาบัติเป็นสภาคกัน ไม่มีความที่วัตถุเป็น
สภาคกัน. ในสังฆาทิเสสเป็นอาทิ มีนัยเหมือนกัน.
ในปาราชิก ๔ ของภิกษุและภิกษุณี มีความที่วัตถุเป็นสภาคกันด้วย
มีความที่อาบัติเป็นสภาคกันด้วย. ในอาบัติที่ทั่วไปทั้งปวงก็นัยนี้.
ในอาบัติที่ไม่ทั่วไป ความที่วัตถุเป็นสภาคกันก็ไม่มี และความที่อาบัติ
เป็นสภาคกันก็ไม่มี.
ก็ปัญหาที่ ๑ ในจตุกกะต้น เป็นปัญหาที่ ๒ ในจตุกกะนี้, และปัญหา
ที่ ๒ ในจตุกกะต้นนั้น เป็นปัญหาที่ ๑ ในจตุกกะนี้. ไม่มีความทำต่างกันใน
ปัญหาที่ ๓ และที่ ๔.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 548 (เล่ม 10)

[วินิจฉัยในอุปัชฌายจตุกกะ]
วินิจฉัยในอุปัชฌายจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ก็เพราะไม่ทำวัตรที่อุปัชฌาย์พึงทำแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์ต้องอาบัติ,
สัทธิวิหาริกไม่ต้อง.
เมื่อไม่ทำวัตรอันสัทธิวิหาริกพึงทำแก่อุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริกย่อมต้อง
อาบัติ, อุปัชฌาย์ไม่ต้อง.
สัทธิวิหาริกและอุปัชฌาย์ทั้ง ๒ ฝ่าย ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ. ทั้ง ๒ ฝ่าย
ไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป. แม้ในอาจริยจตุกกะ ก็นัยนี้แล.
[วินิจฉัยในอาทิยันตจตุกกะเป็นอาทิ]
วินิจฉัยในอาทิยันตจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เข้าของไม่ได้ให้บาท ๑ หรือเกินกว่าบาทด้วยมือ
ของตน ต้องอาบัติหนัก. ใช้ผู้อื่นด้วยสั่งบังคับว่า ท่านจงถือเอาทรัพย์หย่อน
กว่าบาท ต้องอาบัติเบา. ๓ บทที่เหลือ พึงทราบโดยนัยนี้.
วินิจฉัยในอภิวาทนารหจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
สำหรับภิกษุณีทั้งหลายก่อน ในโรงฉัน แม้อุปัชฌาย์อยู่ถัดจากภิกษุณี
องค์ที่ ๙ ไป ก็เป็นผู้ควรอภิวาท แต่ไม่ควรลุกรับ. และสำหรับภิกษุผู้กำลัง
ฉันค้าง ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ย่อมเป็นผู้ควรอภิวาท แต่ไม่ควร
ลุกรับโดยไม่แปลกกัน.
ภิกษุแม้อุปสมบทในวันนั้น ไปถึงสำนักแล้ว เป็นผู้ควรลุกรับ แต่
ไม่ควรอภิวาท ของภิกษุผู้อยู่ปริวาส แม้มีพรรษา ๖๐.

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 549 (เล่ม 10)

ในสถานที่ไม่ทรงห้าม ภิกษุที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ควรอภิวาทและควร
ลุกรับของภิกษุใหม่. ฝ่ายภิกษุใหม่ เป็นผู้ไม่ควรอภิวาท ไม่ควรลุกรับ ของ
ภิกษุผู้ใหญ่.
บทที่ ๑ แห่งอาสนารหจตุกกะ กับบทที่ ๒ ในจตุกกะก่อน และบท
ที่ ๒ แห่งอาสนารหจตุกกะ กับบทที่ ๑ ในจตุกกะก่อน เหมือนกันโดยใจความ.
[วินิจฉัยในกาลจตุกกะเป็นอาทิ]
วินิจฉัยในกาลจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุเมื่อห้าม (โภชนะ) แล้วฉัน ชื่อว่าต้องในกาล ไม่ต้องในวิกาล.
เมื่อต้องอาบัติเพราะวิกาลโภชน์ ชื่อว่าต้องในวิกาล ไม่ต้องในกาล.
เมื่อต้องอาบัติที่เหลือ ชื่อว่าต้องทั้งในกาลและในวิกาล. เมื่อไม่ต้อง
อาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน) ชื่อว่าไม่ต้องทั้งในกาลทั้งในวิกาล.
วินิจฉัยในปฏิคคหิตจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
อามิสที่รับประเคนก่อนภัตกาล ควรในกาล ไม่ควรในวิกาล.
น้ำปานะ ควรในวิกาล ไม่ควรในกาลในวันรุ่งขึ้น.
สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ควรทั้งในกาลและในวิกาล.
กาลิก ๓ มียาวกาลิกเป็นต้น ที่ล่วงกาลของตน ๆ และอกัปปิยมังสะ
เป็นอุคคหิตก์และอาหารที่รับประเคน (ค้าง) ไว้ ไม่ควรทั้งในกาลและในวิกาล.
วินิจฉัยในปัจจันติมจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อผูกสีมาในทะเล ชื่อว่าต้องในปัจจันติมชนบท ไม่ต้องในมัชฌิม
ชนบท.

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 550 (เล่ม 10)

เมื่อให้อุปสมบทด้วยคณะปัญจวรรค และเมื่อทรงไว้ซึ่งรองเท้า ๔ ชั้น
อาบน้ำเป็นนิตย์และเครื่องปูลาดหนัง ชื่อว่าต้องในมัชฌิมชนบท ไม่ต้องใน
ปัจจันติมชนบท.
แม้ภิกษุผู้กล่าวอยู่ว่า ๔ วัตถุนี้ ไม่ควรในปัจจันติมชนบทนี้ ชื่อว่า
ต้องในปัจจันติมชนบท.
ฝ่ายภิกษุผู้กล่าวอยู่ว่า ๔ วัตถุนี้ ควรในมัชฌิมชนบทนี้ ชื่อว่าต้อง
ในมัชฌิมชนบท.
ภิกษุย่อมต้องอาบัติที่เหลือ ในมัชฌิมชนบทและในปัจจันติมชนบท
แม้ทั้ง ๒. ไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน) ในที่ไหน ๆ.
วินิจฉัยในจตุกกะที่ ๒ พึงทราบดังนี้:-
วัตถุทั้ง ๔ ประการ มีอุปสมบทด้วยคณะปัญจวรรคเป็นต้น ควรใน
ปัจจันติมชนบท.
แม้การที่ภิกษุแสดงว่า นี้ควร ก็ควรในปัจจันติมชนบทนั้นเหมือนกัน
แต่ไม่ควรในมัชฌิมชนบท.
ส่วนการที่ภิกษุแสดงว่า นี้ไม่ควร ควรในมัชฌิมชนบท ไม่ควรใน
ปัจจันติมชนบท. วัตถุที่เหลืออันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย เราอนุญาตเกลือ ๕ ชนิด เป็นต้น, วัตถุนั้นควรในชนบททั้ง ๒.
ส่วนวัตถุใด ทรงห้ามว่า ไม่ควร, วัตถุนั้น ไม่ควรในชนบทแม้ทั้ง ๒.
[วินิจฉัยในอันโตอาทิจตุกกะ]
วินิจฉัยในอันใดอาทิจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุย่อมต้องอาบัติเพราะนอนเบียดเป็นต้น ในภายใน ไม่ต้องใน
ภายนอก.

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 551 (เล่ม 10)

เมื่อวางเสนาสนะมีเตียงของสงฆ์เป็นต้น ไว้กลางแจ้งแล้วหลีกไปเสีย
ชื่อว่าต้องในภายนอก ไม่ท้องในภายใน. ที่เหลือชื่อว่าต้องทั้งภายในและ
ภายนอก. อาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน) ชื่อว่าไม่ต้องทั้งภายในทั้งภายนอก.
วินิจฉัยในอันโตสีมาทิจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุอาคันตุกะ เมื่อไม่ยังวัตรให้เต็ม ชื่อว่าต้องในภายในสีมา.
ภิกษุผู้เตรียมจะไป เมื่อไม่ยังวัตรให้เต็ม ชื่อว่าต้องในภายนอกสีมา.
ภิกษุย่อมต้องอาบัติเพราะมุสาวาทเป็นต้น ทั้งภายในสีมาและภายนอก
สีมา. ย่อมไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน) ในที่ไหน ๆ.
วินิจฉัยในคามจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุย่อมต้องอาบัติที่ทรงตั้งไว้ควรศึกษา อันเนื่องเฉพาะด้วยละแวก
บ้าน ในบ้าน, ไม่ต้องในป่า.
ภิกษุณีเมื่อให้อรุณขึ้น ย่อมต้องในป่า, ไม่ต้องในบ้าน.
ภิกษุย่อมต้องอาบัติเพราะมุสาวาทเป็นต้น ทั้งในบ้านและในป่า ย่อม
ไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน) ในที่ไหน ๆ.
[วินิจฉัยในปุพพกิจจาทิจตุกกะ]
สองบทว่า จตฺตาโร ปุพฺพกิจฺจา ความว่า พระอรรถกถาจารย์
กล่าวว่า กรรม ๔ อย่างนี้คือ การปัดกวาด ตามประทีป ตั้งน้ำฉันน้ำใช้
พร้อมทั้งปูลาดอาสนะ เรียกว่า ปุพพกรณ์. ส่วนกิจ ๔ อย่างนี้ คือ นำฉันทะ
ปาริสุทธิ บอกฤดู นับภิกษุและสอนภิกษุณี พึงทราบว่า ปุพพกิจ.
สองบทว่า จตฺตาโร ปตฺตกลฺลา มีความว่า วันอุโบสถ ๑ ภิกษุ
ผู้เข้ากรรมมีจำนวนเท่าไร เธอเป็นผู้มาแล้ว ๑ สภาคาบัติไม่มี ๑ บุคคลควร
เว้นไม่มีในหัตถบาสสงฆ์นั้น ๑ รวมเรียกว่าปัตตกัลละ ฉะนี้แล.

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 552 (เล่ม 10)

สองบทว่า จตฺตาริ อนญฺญปาจิตฺติยานิ มีความว่า ปาจิตตีย์ ๔
สิกขาบทนี้คือ สิกขาบทว่าด้วยสำเร็จการนอนเบียด, สิกขาบทที่ว่า เอหาวุโส
คามํ วา นิคมํ วา เป็นอาทิ, สิกขาบทว่าด้วยแกล้งก่อความรำคาญ,
สิกขาบทว่าด้วยแอบฟัง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ทำความหมาย
อย่างนี้เท่านั้นให้เป็นปัจจัยหาใช่อย่างอื่นไม่ เป็นปาจิตตีย์.
สองบทว่า จตสฺโส ภิกฺขุสมฺมติโย มีความว่า สมมติในที่อื่น
พ้นจากสมมติ ๑๓ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้สิ้นราตรี
๑ เว้น เสียแต่ภิกษุได้สมมติ, ถ้าภิกษุ. . .พึงไห้ทำสันถัตอื่นใหม่ เว้นแต่ภิกษุ
ได้สมมติ, ถ้าเธออยู่ปราศจากยิ่งกว่านั้น เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, พึงบอก
อาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ.
[วินิจฉัยในคิลานจตุกกะ]
วินิจฉัยในคิลานจตุกกะ พึงทราบดังนี้:-
เมื่อออกปากขอเภสัชอื่น ด้วยความเป็นผู้ละโมบ ในเมื่อมีกิจที่จะ
ต้องทำด้วยเภสัชอื่น ภิกษุผู้อาพาธต้อง (อาบัติ).
เมื่อออกปากขอเภสัช ในเมื่อมีกิจที่จะต้องทำด้วยของมิใช่เภสัช ภิกษุ
ไม่อาพาธต้อง.
ภิกษุผู้อาพาธและไม่อาพาธทั้ง ๒ ย่อมต้องอาบัติเพราะมุสาวาท
เป็นต้น. ทั้ง ๒ ไม่ต้องอาบัติที่ไม่ทั่วไป (แก่ตน).
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๔ จบ

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 553 (เล่ม 10)

[พรรณนาหมวด ๕ ]
วินิจฉัยในหมวด ๕ พึงทราบดังนี้:-
ข้อว่า ปญฺจ ปุคฺคลา นิยตา นี้ บ่งถึงบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม
นั่นเอง.
ขึ้นชื่อว่าอาบัติ มีการตัดเป็นวินัยกรรม ๕ พึงทราบในเพราะเตียงตั่ง
และผ้าปูนั่ง ผ้าปิดฝี ผ้าอาบน้ำฝนและสุคตจีวร ซึ่งเกินประมาณ.
บทว่า ปญฺจหากาเรหิ มีความว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ด้วยอาการ
๕ เหล่านี้ คือ ความเป็นผู้ไม่ละอาย ความไม่รู้ ความเป็นผู้สงสัยแล้วขืนทำ
ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าควรในของที่ ไม่ควร ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่
ควรในของที่ควร.
ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย มุสาวาทฺปจฺจยา ได้แก่ ปาราชิก ถุลลัจจัย
ทุกกฏ สังฆาทิเสส และปาจิตตีย์.
บทว่า อนามนฺตจาโร ได้แก่ ความไม่มีแห่งการต้องบอกลาจึง
เทียวไปนี้ว่า ภิกษุไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่ ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในสกุลทั้งหลาย
ก่อนฉันก็ดี ทีหลังฉันก็ดี.
บทว่า อนธิฏฺฐานํ มีความว่า การฉันต้องคำนึงถึงสมัยที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า เว้นไว้แต่สมัย เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉันเป็นหมู่ ชื่อว่า
ความคำนึง. การที่ไม่ต้องทำอย่างนั้น ชื่อว่าความไม่ต้องคำนึง.
ความหมายอันใด ในโภชนะทีหลัง อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว,
การที่ไม่ต้องทำความหมายอันนั้น ชื่อว่าความไม่ต้องหมาย.
จริงอยู่ ๕ วัตถุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วด้วยธุดงค์ของภิกษุ
ผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั่นเอง.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 554 (เล่ม 10)

บทว่า อุสฺสงกิตปริสงฺกิโต มีความว่า เป็นผู้อันภิกษุทั้งหลาย
ผู้ได้เห็นได้ฟัง ระแวงแล้วและรังเกียจแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแม้เป็นพระขีณาสพ ผู้มีอันไม่กำเริบเป็นธรรมดา
ก็เป็นผู้ถูกระแวงถูกรังเกียจ. เพราะเหตุนั้น อโคจรทั้งหลาย อันภิกษุพึงเว้น
จริงอยู่ ภิกษุผู้ปรากฏเสมอในอโคจรเหล่านั้น ย่อมไม่พ้นจากความเสื่อมยศ
หรือจากความติเตียน.
[ว่าด้วยผ้าบังสุกุลเป็นอาทิ]
บทว่า โสสานิกํ ได้แก่ ผ้าที่ตกที่ป่าช้า.
บทว่า อาปณกํ ได้แก่ ผ้าที่ตกที่ประตูตลาด.
บทว่า ถูปจีวรํ ได้แก่ ผ้าที่เขาห่มจอมปลวกทำพลีกรรม.
บทว่า อภิเสกิกํ ได้แก่ จีวรที่เขาทิ้งที่สถานที่อาบน้ำ หรือที่สถาน
ที่อภิเษกของพระราชา.
บทว่า คตปฏิยาคตํ ได้แก่ ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมาอีก.
มหาโจร ๕ จำพวก ได้กล่าวแล้วในอุตริมนุสธัมมสิกขาบท*.
ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย กายโต สมุฏฐหนฺติ มีความว่า ภิกษุต้อง
อาบัติ ๕ ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๑ ได้แก่ อาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ในอันตรเปยยาลอย่างนี้ว่า ภิกษุมีความสำคัญว่าควรทำกุฎีด้วยการขอเขาเอง.
ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย กายโต จ วาจโต จ มีความว่า ภิกษุ
ย่อมต้องอาบัติ ๕ ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๓ คือ ย่อมต้องอาบัติที่พระผู้มี
* มหาวิภังค์ ๑/๑๖๙.

554