ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 495 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้
ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑
มีพรรษาหย่อนห้า ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้ปวารณา ๑ รู้
ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมี
พรรษาเกินห้า ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้
อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือ
และอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มี
พรรษาหย่อนห้า ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่
อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วน
เหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษา
เกินห้า ๑
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑
ไม่รู้อุโบสถกรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษา
หย่อนห้า ๑
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้
อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมี
พรรษาเกินห้า ๑

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 496 (เล่ม 10)

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่
รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑
มีพรรษาหย่อนห้า ๑
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัย คือ รู้ปวารณา ๑ รู้
ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษา ๕ หรือมี
พรรษาเกินห้า ๑
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ ศีล ไม่
รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วน
เหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
มีพรรษาหย่อนห้า ๑
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่
อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วน
เหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษา
เกินห้า ๑
โทษในกรรมไม่น่าเสื่อมใสเป็นต้น
[๙๘๓] กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ ๕ คือ ตนเองก็ติเตียนตน ๑
ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ติเตียน ๑ กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑ หลง-
ไหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก ๑

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 497 (เล่ม 10)

กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลาย
ใคร่ครวญแล้วก็สรรเสริญ ๑ กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๑ ไม่หลงใหลทำ
กาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๑
กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษแม้อื่นอีก ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
ย่อมไม่เลื่อมใส ๑ คนบางคนพวกที่เลื่อมใสแล้ว ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ๑ เขา
ไม่เป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลัง ย่อมถือเป็น
ทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑
กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ย่อมเลื่อมใส ๑
ผู้ที่เลื่อมใสแล้วย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๑ เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑
หมู่ชนมีในภายหลัง ย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑
ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป
๑ ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑ แสดงธรรมแก่
มาตุคามด้วยวาจาเกิน ๕ -๖ คำ ต้องอาบัติ ๑ เป็นผู้มากด้วยความดำริในกาม
อยู่ ๑
ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ คือ
เห็นมาตุคามเนือง ๆ ๑ เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้อง
ก็ต้องคุ้นเคย ๑ เมื่อมีความคุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด ๑ เมื่อมีจิตกำหนัด ก็หวัง
ข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดีพระพฤติพรหมจรรย์ หรือจักต้องอาบัติที่เศร้า-
หมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจักบอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 498 (เล่ม 10)

ว่าด้วยพืชและผลไม้
[๙๘๔] พืชมี ๕ ชนิด คือ พืชเกิดจากเงา ๑ พืชเกิดจากต้น ๑ พืช
เกิดจากข้อ ๑ พืชเกิดจากยอด ๑ พืชเกิดจากเมล็ด ๑
ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะมี ๕ คือ จี้ด้วยไฟ ๑ กรีด
ด้วยศัสตรา ๑ จิกด้วยเล็บ ๑ ไม่มีเมล็ด ๑ เขาปล้อนเมล็ดออกแล้วเป็นที่ห้า ๑.
ว่าด้วยวิสุทธิ ๕
[๙๘๕] วิสุทธิมี ๕ คือ ภิกษุแสดงนิทานแล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วย
สุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๑
แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้
เป็นวิสุทธิข้อที่ ๒
แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกนั้น
พึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๓
แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แสดงอนิยต ๒
แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๔
สวดโดยพิสดารอย่างเดียว เป็นวิสุทธิข้อที่ ๕
วิสุทธิแม้อื่นอีก ๕ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐาน
อุโบสถ ๑ สามัคคีอุโบสถ ๑ ปวารณาเป็นที่ห้า ๑.
ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัยเป็นต้น
[๙๘๖] การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕ คือ กองศีลของตนเป็นอันคุ้มครอง
รักษาดีแล้ว ๑ ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้ ๑ กล้าพูดใน

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 499 (เล่ม 10)

ท่ามกลางสงฆ์ ๑ ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึกโดยสหธรรม ๑ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้ง
มั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มี ๕
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มี ๕.
หมวด ๕ จบ
หัวข้อประจำหมวด
[๙๘๗] อาบัติ ๑ กองอาบัติ ๑ วินีต
วัตถุ ๑ อนันตริยกรรม ๑ บุคคล ๑ อาบัติมี
อันตัดเป็นวินัยกรรม ๑ ต้องอาบัติ ๑ ปัจจัย ๑
ไม่เข้ากรรม ๑ เข้ากรรม ๑ กิจควร ๑ ภิกษุ
ถูกระแวง ๑ น้ำมัน ๑ เปลวมัน ๑ ความเสื่อม
๑ ความเจริญ ๑ ความระงับ ๑ บุคคลไม่ควร
อุปสมบท ๑ ผ้าบังสุกุลที่ตก ณ ป่าช้า ๑ ผ้า
บังสุกุลที่โคกัด ๑ การลัก ๑ โจร ๑ สิ่งของ
ไม่ควรจ่าย ๑ สิ่งของไม่ควรแบ่ง ๑ อาบัติ
เกิดแต่กาย ๑ เกิดแต่กายและวาจา ๑ เป็น
เทสนาคามินี ๑ สงฆ์ ๑ ปาติโมกขุทเทศ ๑
ปัจจันติมชนบท ๑ อานิสงส์กฐิน ๑ กรรม ๑
อาบัติเป็นยาวตติยกา ๑ ปาราชิก ๑ ถุลลัจจัย
๑ ทุกกฏ ๑ ของเป็นอกัปปิยะ ๑ ของเป็น

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 500 (เล่ม 10)

กัปปิยะ ๑ สิ่งที่ให้แล้วไม่เป็นบุญ ๑ สิ่งที่
บรรเทาได้ยาก ๑ การกวาด ๑ การกวาดอย่าง
อื่นอีก ๑ ถ้อยคำ ๑ อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ วัตถุ ๑
ญัตติ ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ปาติโมกข์
ทั้งสอง ๑ อาบัติเบาและอาบัติเป็นที่แปด ๑
จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ อยู่
ป่า ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาต ๑ ทรงผ้าบังสุกุล ๑
อยู่โคนไม้ อยู่ป่าช้า ๑ อยู่ที่แจ้ง ๑ ทรงผ้า
๓ ผืน ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับแถว ๑
ถือการนั่ง ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑
ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ๑ ถือการห้าม
ภัตรที่ถวายทีหลัง ๑ ถือฉันข้าวในบาตร ๑
อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
บทฝ่ายดำและฝ่ายขวาดังข้างต้นนี้ สำหรับ
ภิกษุณีก็เหมือนกัน กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ๑
กรรมที่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส
และน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง ภิกษุเข้าไป
สู่สกุล ๑ ภิกษุคลุกคลีอยู่เกินเวลา ๑ พืช ๑
ผลไม้ควรแก่สมณะ ๑ วิสุทธิ ๑ วิสุทธิแม้อื่น
อีก ๑ อานิสงส์การทรงพระวินัย ๑ งดปาติ-

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 501 (เล่ม 10)

โมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑.
หมวดห้าล้วนที่กล่าวแล้วจบ
หัวข้อประจำหมวด ๕ จบ
หมวด ๖
ว่าด้วยความไม่เคารพเป็นต้น
[๙๘๘] ความไม่เคารพมี ๖ ความเคารพมี ๖ วินีตวัตถุมี ๖ สามีจิ-
กรรมมี ๖ สมุฏฐานอาบัติมี ๖ อาบัติมีอันตัดเป็นวินัยกรรมมี ๖ ภิกษุต้อง
อาบัติด้วยอาการ ๖ การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๖ สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๖ ภิกษุ
อยู่ปราศจากไตรจีวร ๖ ราตรี จีวรมี ๖ ชนิด น้ำย้อมมี ๖ ชนิด อาบัติเกิดแต่
กายกับจิตมิใช่วาจามี ๖ อาบัติ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กายมี ๖ อาบัติเกิด
แต่กายวาจาและจิตมี ๖ กรรมมี ๖ มูลแห่งวิวาทมี ๖ มูลแห่งการโจทมี ๖
สาราณียธรรมี ๖ ผ้าอาบน้ำฝนยาว ๖ คืบ พระสุคต จีวรพระสุคตกว้าง ๖ คืบ
พระสุคต นิสัยระงับจากพระอาจารย์มี ๖ อนุบัญญัติในการอาบน้ำมี ๖ ภิกษุ
ถือเอาจีวรที่ทำค้างไว้แล้วหลีกไป เก็บเอาจีวรที่ทำค้างแล้วหลีกไป.
ว่าด้วยองค์ ๖ แห่งพระอุปัชฌาย์
[๙๘๙] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ:-

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 502 (เล่ม 10)

เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีล ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญา ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ:-
เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีลของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นใน
กองศีล ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่น
ในกองสมาธิ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญาของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่น
ในกองปัญญา ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่น
ในกองวิมุตติ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะของพระอเสขะด้วยตน และ
ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ มีศรัทธา ๑ มีความละอาย ๑ มีความเกรงกลัวบาป
๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติตั้งมั่น ๑ มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 503 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ ไม่มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑ ไม่มีอาจารวิบัติในอัธยา-
จาร ๑ ไม่มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ๑ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ๑ มีปัญญา ๑ มีพรร-
ษาสิบ หรือพรรษาเกินสิบ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ อาจพยาบาลเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวา-
สิกหรือสิทธิวิหาริกผู้อาพาธ ๑ อาจระงับเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยระงับความ
กระสันอันเกิดขึ้นแล้ว ๑ อาจบรรเทาเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อ
หน่ายอันเกิดขึ้นโดยธรรม ๑ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักวิธีออกจากอาบัติ ๑ มีพรรษา
ได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ อาจฝีกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขา
อันเป็นส่วนอภิสมาจาร ๑ อาจแนะนำอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขาเป็น
ส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ๑ อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป ๑ อาจแนะนำ
ในวินัยอันยิ่งขึ้นไป ๑ อาจเปลื้องทิฏฐิผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ มีพรรษาได้
สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย
ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑
รู้อาบัติหนัก ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ว
วินิจฉัยถูกต้องโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑ มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษา
เกินสิบ ๑.

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 504 (เล่ม 10)

ว่าด้วยงดปาติโมกข์
[๙๙๐] งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๖ งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๖.
หมวด ๖ จบ
หัวข้อประจำหมวด
[๙๙๑] อคารวะ ๑ คารวะ ๑ วินีต-
วัตถุ ๑ สามีจิกรรม ๑ สมุฏฐานอาบัติ ๑
สิกขาบทมีการตัดเป็นวินัยกรรม ๑ อาการ ๑
อานิสงส์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยอย่างยิ่ง ๑
อยู่ปราศ ๖ ราตรี ๑ จีวร ๑ น้ำย้อม ๑
อาบัติเกิดแต่กายกับจิต ๑ วาจากับจิต ๑
กายวาจาและจิต ๑ กรรม ๑ มูลแห่งวิวาท ๑
มูลแห่งการโจท ๑ ด้านยาว ๑ ด้ายกว้าง ๑
นิสัยระงับ ๑ อนุบัญญัติ ๑ ถือเอาจีวรที่ทำ
ค้าง ๑ เก็บเอาจีวรที่ทำค้าง ๑ อเสขธรรม ๑
ชักชวนผู้อื่นในอเสขธรรม ๑ มีศรัทธา ๑
อธิศีล ๑ พยาบาลผู้อาพาธ ๑ ฝึกปรือใน
อภิสมาจาร ๑ รู้อาบัติ ๑ งดปาติโมกข์ไม่
เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑.
หัวข้อประจำหมวด ๖ จบ

504