ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 465 (เล่ม 10)

มีอยู่ สังฆอุโบสถและสังฆปวารณา ควรแก่สงฆ์ ไม่ควรแก่คณะ
และบุคคล
มีอยู่ คณะอุโบสถ และคณะปวารณา ควรแก่คณะ ไม่ควรแก่สงฆ์
และบุคคล
มีอยู่ อธิษฐานอุโบสถ และอธิษฐานปวารณา ควรแก่บุคคล ไม่
ควรแก่สงฆ์ และคณะ.
ว่าด้วยการปิดเป็นต้น
[๙๕๗] การปิดมี ๓ คือ ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๑ ปิดอาบัติ ไม่
ปิดวัตถุ ๑ ปิดทั้งวัตถุและอาบัติ ๑
เครื่องปกปิดมี ๓ คือ เครื่องปกปิด คือ เรือนไฟ ๑ เครื่องปกปิด
คือ น้ำ ๑ เครื่องปกปิด คือ ผ้า ๑
สิ่งที่กำบังไม่เปิดเผยนำไปมี ๓ คือ มาตุคาม กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑
มนต์ของพวกพราหมณ์กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑ มิจฉาทิฏฐิกำบังไม่เปิดเผย
นำไป ๑
สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ คือ ดวงจันทร์เปิดเผย ไม่กำบัง
จึงรุ่งเรื่อง ๑ ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรื่อง ๑ ธรรมวินัยอันพระ-
ตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑
การให้ถือเสนาสนะมี ๓ คือ ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๑ ให้ถือ
ในวันเข้าพรรษาหลัง ๑ ให้ถือพ้นระหว่างนั้น ๑.

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 466 (เล่ม 10)

ว่าด้วยอาพาธเป็นต้น
[๙๕๘] มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอาพาธ จึงต้อง ไม่อาพาธ ไม่ต้อง
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่อาพาธ จึงต้อง อาพาธไม่ต้อง
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอาพาธและไม่อาพาธก็ต้อง.
ว่าด้วยงดปาติโมกข์เป็นต้น
[๙๕๙] การงดปาติโมกข์ ไม่เป็นธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ เป็น
ธรรมมี ๓
ปริวาสมี ๓ คือ ปฏิฉันนปริวาส ๑ อัปปฏิฉันนปริวาส ๑ สุทธันต-
ปริวาส ๑
มานัตมี ๓ คือ ปฏิฉันนมานัต ๑ อัปปฏิฉันนมานัต ๑ ปักขมานัต ๑
รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ คือ อยู่ร่วม ๑ อยู่ปราศ ๑ ไม่บอก ๑.
ว่าด้วยต้องอาบัติภายในเป็นต้น
[๙๖๐] มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งภายในทั้งภายนอก
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา ๖

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 467 (เล่ม 10)

ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่างเป็นต้น
[๙๖๑] ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ต้องด้วยกาย ๑
ต้องด้วยวาจา ๑ ต้องด้วยกายวาจา ๑
ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๑
ต้องในท่ามกลางคณะ ๑ ต้องในสำนักบุคคล ๑
ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ คือ ออกด้วยกาย ๑ ออกด้วยวาจา ๑
ออกด้วยกายวาจา ๑
ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ ออกในท่ามกลางสงฆ์
๑ ออกในท่ามกลางคณะ ๑ ออกในสำนักบุคคล ๑
ให้อมูฬหวินัยไม่เป็นธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยเป็นธรรมมี ๓.
ว่าด้วยข้อที่สงฆ์จำนงเป็นต้น
[๙๖๒] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงตัชชนียกรรม
คือเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว
ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาลไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑
เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงนิยสกรรม คือ เป็น
ผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่อ
อธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑
เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 468 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงปัพพาชนียกรรม คือ
เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว
ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร
๑ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงปฏิสารณียกรรม คือ
เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว
ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑
ด่าบริภาษคฤหัสถ์ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐาน
ไม่เห็นอาบัติ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท
ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มี
มรรยาทไม่สมควร ๑ ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐาน
ไม่ทำคืนอาบัติ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท
ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มี
มรรยาทไม่สมควร ๑ ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐาน
ไม่สละคืนทิฏฐิอันเลวทราม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ
ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด
มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ไม่ปรารถนาจะสละคืนทิฏฐิอันเลวทราม ๑

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 469 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงตั้งใจจับให้มั่น คือ เป็น
ผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่อ
อธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑
คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น
พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้มีศีล
วิบัติในอธิศีล ๑ เป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัธยาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติในอติ-
ทิฏฐิ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยการเล่นทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยการเล่นทางกายและวาจา ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยอนาจารทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยอนาจารทั้งทางกายและวาจา ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยการลบล้างทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางวาจา ๑ เป็นผู้
ประกอบด้วยการลบล้างทางกายและวาจา ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยมิจฉาชีพทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยมิจฉาชีพทั้งกายและวาจา ๑

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 470 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ ต้องอาบัติ
ถูกสงฆ์ลงโทษแล้ว ทำการอุปสมบท ๑ ให้นิสัย ๑ ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ สงฆ์ลงโทษ
เพราะอาบัติใดต้องอาบัตินั้น ๑ ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๑ ต้องอาบัติอันเลว
ทรามกว่านั้น ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ พูดติพระ-
พุทธเจ้า ๑ พูดติพระธรรม ๑ พูดติพระสงฆ์ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดอุโบสถ ณ ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัด
เสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าก่อความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่ง
แย่ง ความวิวาท แล้วทำอุโบสถ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น
ปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดปวารณา ณ ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัด
เสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าก่อความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่ง-
แย่ง ความวิวาท แล้วทำปวารณา คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น
ปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไร ๆ คือ เป็น
อลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงกล่าว คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น
พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งหัวหน้า
อะไร คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 471 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยอยู่ คือ เป็นอลัชชี ๑
เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้นิสัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑
ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ จะให้ทำโอกาส คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น-
พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงเชื่อถือคำให้การ คือ เป็นอลัชชี ๑
เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันใคร ๆ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑
เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น
พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงตอบวินัย คือ เป็น
อลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงตอบวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น
พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงให้คำซักถาม คือ
เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยด้วยกัน
คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 472 (เล่ม 10)

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย
ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑.
ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น
[๙๖๓] อุโบสถมี ๓ คือ อุโบสถวันสิบสี่ ๑ อุโบสถวันสิบห้า ๑
อุโบสถสามัคคี ๑
อุโบสถแม้อื่นอีก ๓ คือ สังฆอุโบสถ ๑ คณอุโบสถ ๑ ปุคคล
อุโบสถ ๑
อุโบสถแม้อื่นอีก ๓ คือ สุตตุทเทส ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษ-
ฐานอุโบสถ ๑
ปวารณามี ๓ คือ ปวารณาวันสิบสี่ ๑ ปวารณาวันสิบห้า ๑ ปวาร-
ณาสามัคคี ๑
ปวารณาแม้อื่นอีก ๓ คือ สังฆปวารณา ๑ คณปวารณา ๑ ปุคคล
ปวารณา ๑
ปวารณาแม้อื่นอีก ๓ คือ ปวารณา ๓ หน ๑ ปวารณา ๒ หน ๑
ปวารณามีพรรษาเท่ากัน ๑
บุคคลไปอบายไปนรกมี ๓ คือ ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็น
พรหมจารี ไม่ละปฏิญญาข้อนี้ ๑ โจทพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์
บริสุทธิ์ ด้วยอพรหมจรรย์อันไม่มีมูล ๑ มีปกติกล่าวอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
กามทั้งหลายไม่มีโทษ ถึงความเป็นผู้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย ๑

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 473 (เล่ม 10)

อกุศลมูลมี ๓ คือ อกุศลมูล คือ โลภะ ๑ อกุศลมูล คือ โทสะ ๑
อกุศลมูล คือ โมหะ ๑
กุศลมูลมี ๓ คือ กุศลมูล คือ อโลภะ ๑ กุศลมูล คือ อโทสะ ๑
กุศลมูล คือ อโมหะ ๑
ทุจริตมี ๓ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑
สุจริตมี ๓ คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติโภชนะ ๓ ในสกุล เพราะทรงอาศัย
อำนาจประโยชน์ ๓ คือ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก เพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีล
เป็นที่รัก ๑ เพื่อประสงค์ว่าพวกมักมากอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑ เพื่อทรง
อนุเคราะห์สกุล ๑
พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๓ อย่าง ครอบงำย่ำยี จึงเกิดในอบาย
ตกนรกชั่วกัลป์ ช่วยเหลือไม่ได้ คือความปรารถนาลามก ๑ ความมีมิตรชั่ว ๑
พอบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำก็เลิกเสียในระหว่าง ๑
สมมติมี ๓ คือ สมมติไม้เท้า ๑ สมมติสาแหรก ๑ สมมติไม้เท้า
และสาแหรก ๑
เขียงรองเท้าที่ตั้งอยู่ประจำเลื่อนไปมาไม่ได้มี ๓ คือ เขียงรองเท้าถ่าย
วัจจะ ๑ เขียงรองเท้าถ่ายปัสสาวะ ๑ เขียงรองเท้าสำหรับชำระ ๑
สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓ คือ ก้อนกรวด ๑ กระเบื้องถ้วย ๑ ฟองน้ำ
ทะเล ๑.
หมวด ๓ จบ

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 474 (เล่ม 10)

หัวข้อประหมวด
[๙๖๔] ทรงพระชนม์ ๑ กาล ๑
กลางคืน ๑ พรรษาสิบ ๑ พรรษาห้า ๑ กุศล
จิต ๑ เวทนา ๑ วัตถุแห่งการโจท ๑ สลาก
๑ ข้อห้าม ๒ อย่าง ๑ ข้อบัญญัติ ๑ ข้อ
บัญญัติอื่นอีก ๒ อย่าง ๑ โง่ ๑ กาฬปักษ์ ๑
ควร ๑ ฤดูหนาว ๑ สงฆ์ ๑ แก่สงฆ์ ๑
การปิด ๑ เครื่องปกปิด ๑ สิ่งกำบัง ๑ สิ่ง
เปิดเผย ๑ เสนาสนะ ๑ อาพาธ ๑ ปาติโมกข์
๑ ปริวาร ๑ มานัต ๑ ปริวาสิกภิกษุ ๑
ภายใน ๑ ภายในสีมา ๑ ต้องอาบัติ ต้อง
อาบัติอีก ๑ ออกจากอาบัติ ๑ ออกจากอาบัติ
อื่นอีก ๑ อมูฬหวินัย ๒ อย่าง ๑ ตัชชนียกรรม
๑ นิยสกรรม ๑ ปัพพาชนียกรรม ๑ ปฏิสารณี-
ยกรรม ๑ ไม่เห็นอาบัติ ๑ ไม่ทำคืนอาบัติ ๑
ไม่สละคืนทิฏฐิ ๑ จับให้มั่น ๑ กรรม ๑
อธิศีล ๑ คะนอง ๑ อนาจาร ๑ ลบล้าง ๑
อาชีวะ ๑ ต้องอาบัติ ๑ ต้องอาบัติเช่นนั้น ๑
พูดติ ๑ งดอุโบสถ ๑ งดปวารณา ๑ สมมติ
๑ กล่าวว่า ๑ หัวหน้า ๑ ไม่อาศัยอยู่ ๑
ไม่ให้นิสัย ๑ ไม่ทำโอกาส ๑ ไม่ทำการไต่

474