ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 445 (เล่ม 10)

ข้าพเจ้าจักตอบสมถขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ พระ-
บัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๒ ตัว.
[๙๓๒] ข้าพเจ้าจักถามขุททกวัตถุขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อม
ทั้งนิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบขุททกวัตถุขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ
พระบัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๓ ตัว.
[๙๓๓] ข้าพเจ้าจักถามเสนาสนขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบเสนาสนขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ
พระบัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๓ ตัว.
[๙๓๔] ข้าพเจ้าจักถามสัพฆเภทขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบสังฆเภทขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ
พระบัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๒ ตัว.
[๙๓๕] ข้าพเจ้าจักถามขันธกะว่าด้วยสมาจาร พร้อมทั้งนิทาน พร้อม
ทั้งนิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบขันธกะว่าด้วยสมาจาร พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๑ ตัว.
[๙๓๖] ข้าพเจ้าจักถามขันธกะว่าด้วยปาติโมกข์ พร้อมทั้งนิทาน
พร้อมทั้งนิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบขันธกะว่าด้วยปาติโมกข์ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๑ ตัว.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 446 (เล่ม 10)

[๙๓๗] ข้าพเจ้าจักถามภิกขุนีขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบภิกขุนีขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ
พระบัญญัติสูงสุดปรับอาบัติ ๒ ตัว.
[๙๓๘] ข้าพเจ้าจักถามปัญจสติกขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบปัญจสติกขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ
พระบัญญัติสูงสุด ในปัญจสติกขันธกะนั้น ไม่มีปรับอาบัติ.
[๙๓๙] ข้าพเจ้าจักถามสัตตสติกขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้ง
นิเทศ พระบัญญัติสูงสุด ปรับอาบัติเท่าไร
ข้าพเจ้าจักตอบสัตตสติกขันธกะ พร้อมทั้งนิทาน พร้อมทั้งนิเทศ
พระบัญญัติสูงสุด ในสัตตสติกขันธกะนั้น ไม่มีปรับอาบัติ.
ขันธกปุจฉาที่ ๑ จบ
หัวข้อประจำเรื่อง
[๙๔๐] อุปสัมปทาขันธกะ ๑ อุโปสถขันธกะ ๑ วัสสูปนายิกขันธกะ ๑
ปวารณาขันธกะ ๑ จัมมขันธกะ ๑ เภสัชชขันธกะ ๑ กฐินขันธกะ ๑ จีวร-
ขันธกะ ๑ จัมเปยยขันธกะ ๑ โกสัมพิกขันธกะ ๑ กัมมขันกะ ๑ ปาริวาสิก
ขันธกะ ๑ สมุจจยขันธกะ ๑ สมถขันธกะ ๑ ขุททขันธกะ ๑ เสนาสนขันธกะ ๑
สังฆเภทขัธกะ ๑ สมาจารขันธกะ ๑ ปาติโมกขฐปนขันธกะ ๑ ภิกขุนีขันธกะ ๑
ปัญจสติกขันธกะ ๑ สัตตสติกขันธกะ ๑.
หัวข้อประจำเรื่อง จบ

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 447 (เล่ม 10)

ขันธกปุจฉาวัณณนา
สองบทว่า อุปสมฺปทํ ปุจฺฉิสฺสํ มีความว่า ข้าพเจ้าจักถามถึง
อุปสัมปทาขันธกะ.
สองบทว่า สนิทานํ สนิทฺเทสํ มีความว่า ข้าพเจ้าจักถามพร้อม
ด้วยต้นเหตุ และอธิบาย.
หลายบทว่า สมุกฺฏฺฐปทานํ กติ อาปตฺติโย มีความว่า บทเหล่าใด
เป็นบทอุกฤษฏ์ คือ เป็นบทสูงสุด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอุปสัม-
ปทาขันธกะนั้น บทอุกฤษฏ์โดยย่อ มีอาบัติเท่าไร ?
อาบัติใด ? อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติด้วยบทใด ?, อาบัติ
นั้น ๆ ท่านกล่าวว่า อาบัติแห่งบทนั้น ๆ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
บทสูงสุดทั้งหลาย มีอาบัติเท่าไร ?
สองบทว่า เทฺว อาปตฺติโย มีความว่า เป็นปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้
ยังบุคคลมีอายุหย่อน ๒ ปีให้อุปสมบท, เป็นทุกกฏในบททั้งปวงที่เหลือ.
บทว่า ติสฺโส มีความว่า ในอุโปสถักขันธกะ มีอาบัติ ๓ อย่างนี้
คือ เป็นถุลลัจจัย เพราะทำอุโบสถแห่งภิกษุทั้งหลายผู้มุ่งความแตกกันเป็นใหญ่
แก่ผู้กล่าวอยู่ว่า ภิกษุเหล่านี้ จงฉิบทาย. ภิกษุเหล่านี้ จงวอดวาย, ประโยชน์
อะไร ด้วยภิกษุเหล่านั้น, เป็นปาจิตตีย์ แม้เพราะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุผู้ถูก
สงฆ์ยกวัตร, เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
บทว่า เอกา มีความว่า ในวัสสูปนายิกขันธกะ มีอาบัติทุกกฏ
ชนิดเดียวเท่านั้น.

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 448 (เล่ม 10)

บทว่า ติสฺโส มีความว่า แม้ในปวารณาขันธกะ ก็มีอาบัติ ๓ อย่างนี้
คือ เป็นถุลลัจจัย แก่ภิกษุผู้มุ่งความแตกกันเป็นใหญ่ ปวารณาอยู่, เป็น
ปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ปวารณากับภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร, เป็นทุกกฏ เพราะบท
ทั้งหลายที่เหลือ.
บทว่า ติสฺโส มีความว่า แม้ในจัมมสังยุตต์ ก็มีอาบัติ ๓ อย่างนี้
คือ เป็นปาจิตตีย์ แก่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ผู้จับแม่โคสาวให้ (จมน้ำ) ตาย,
เป็นถุลลัจจัย เพราะมีจิตกำหนัดถูกองคชาต, เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลาย
ที่เหลือ.
แม้ในเภสัชชขันธกะ ก็มีอาบัติ ๓ อย่างนี้ คือ เป็นถุลลัจจัย (แก่
ภิกษุผู้ทำสัตถกรรม) ใกล้ที่แคบประมาณ ๒ นิ้ว โดยรอบ (แห่งวัจจมัคค์และ
ปัสสาวมัคค์), เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนยาคู, เป็นทุกกฏ เพราะบท
ทั้งหลายที่เหลือ.
กฐิน พระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงแต่ทรงบัญญัติเท่านั้น, ไม่มีอาบัติใน
กฐินขันธกะนั้น.
ในจีวรสังยุตต์ มีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ เป็นถุลลัจจัย เพราะจีวร
คากรองและเปลือกไม้คากรอง, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เพราะอติเรกจีวร, เป็น
ทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
แม้ในจัมมเปยยักขันธกะ ก็มีอาบัติทุกกฏชนิดเดียวเท่านั้น.
แม้ในโกสัมพิกขันธกะ กรรมขันธกะ ปาริวาสิกขันธกะและสมุจจย-
ขันธกะ ก็มีอาบัติทุกกฏชนิดเดียวเท่านั้น.
ในสมถขันธกะ มีอาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ ภิกษุณีผู้มอบฉันทะย่อมบ่น
ว่า เธอต้องปาจิตตีย์ มีการบ่นว่าเป็นเหตุ เป็นทุกกฏเพราะบททั้งหลายที่เหลือ.

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 449 (เล่ม 10)

ในขุททกวัตถุกขันธกะ มีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ ภิกษุตัดองคชาตของ
ตน ต้องถุลลัจจัย เป็นปาจิตตีย์ เพราะกลืนอาหารที่สำรอกออกมาค้างอยู่ใน
ปาก เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในเสนาสนขันธกะ มีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ เป็นถุลลัจจัยเพราะจำ
หน่ายครุภัณฑ์ เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉุดคร่าออกจากสำนักของสงฆ์ เป็นทุกกฏ
เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในสังฆเภทักขันธกะ มีอาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุ
ผู้พลอยสนับสนุนภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ เป็นปาจิตตีย์ เพราะคณโภชนะ.
ในวัตตขันธกะ ที่ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักถามถึงสมาจาร มีอาบัติ
ทุกกฏชนิดเดียวเท่านั้น. อาบัติทุกกฏนั้น เป็นเพราะความไม่เอื้อเฟื้อในวัตร
ทั้งปวง.
ในปาฏิโมกขัฏฐปนขันธกะ ก็เหมือนกัน.
ในภิกขุนีขันธกะ มีอาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ เป็นปาจิตตีย์ เพราะไม่
ปวารณา เป็นทุกกฏ เพราะบททั้งหลายที่เหลือ.
ในปัญจสติกขันธกะและสัตตสติกขันธกะ ท่านยกธรรมล้วน ๆ ขึ้นสู่
หมวด ไม่มีอาบัติในขันธกะทั้ง ๒ นั้น ฉะนี้แล.
ขันธกปุจฉา วัณณนา จบ

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 450 (เล่ม 10)

เอกุตตริกะ
หมวด ๑
ว่าด้วยธรรมก่ออาบัติเป็นต้น
[๙๔๑] พึงรู้ธรรมที่ก่ออาบัติ พึงรู้ธรรมที่ไม่ก่ออาบัติ พึงรู้อาบัติ
พึงรู้อนาบัติ พึงรู้อาบัติเบา พึงรู้อาบัติหนัก พึงรู้อาบัติมีส่วนเหลือ พึงรู้
อาบัติหาส่วนเหลือมิได้ พึงรู้อาบัติชั่วหยาบ พึงรู้อาบัติไม่ชั่วหยาบ พึงรู้อาบัติ
ที่ทำคืนได้ พึงรู้อาบัติที่ทำคืนไม่ได้ พึงรู้อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี พึงรู้อาบัติ
ที่ไม่เป็นเทสนาคามินี พึงรู้อาบัติที่ทำอันตราย พึงรู้อาบัติที่ไม่ทำอันตราย
พึงรู้อาบัติที่ทรงบัญญัติพร้อมทั้งโทษ พึงรู้อาบัติที่ทรงบัญญัติไม่มีโทษ พึงรู้
อาบัติที่เกิดแต่การทำ พึงรู้อาบัติที่เกิดแต่การไม่ทำ พึงรู้อาบัติที่เกิดแต่การทำ
และไม่ทำ พึงรู้อาบัติก่อน พึงรู้อาบัติหลัง พึงรู้อาบัติระหว่างอาบัติก่อน พึงรู้
อาบัติระหว่างแห่งอาบัติหลัง พึงรู้อาบัตินับเข้าในจำนวนที่แสดงแล้ว พึงรู้อาบัติ
ไม่นับเข้าในจำนวนที่แสดงแล้ว พึงรู้บัญญัติ พึงรู้อนุบัญญัติ พึงรู้อนุปันน-
บัญญัติ พึงรู้สัพพัตถบัญญัติ พึงรู้ปเทสบัญญัติ พึงรู้สาธารณบัญญัติ พึงรู้
อสาธารณบัญญัติ พึงรู้เอกโตบัญญัติ พึงรู้อุภโตบัญญัติ พึงรู้อาบัติมีโทษหนัก
พึงรู้อาบัติมีโทษเบา พึงรู้อาบัติที่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ พึงรู้อาบัติที่ไม่เกี่ยวกับ
คฤหัสถ์ พึงรู้อาบัติที่แน่นอน พึงรู้อาบัติที่ไม่แน่นอน พึงรู้บุคคลผู้ทำที่แรก
พึงรู้บุคคลไม่ทำทีแรก พึงรู้บุคคลผู้ต้องอาบัติไม่เป็นนิจ พึงรู้บุคคลผู้ต้อง
อาบัติเนือง ๆ พึงรู้บุคคลผู้เป็นโจทก์ พึงรู้บุคคลผู้เป็นจำเลย พึงรู้บุคคลผู้

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 451 (เล่ม 10)

ฟ้องไม่เป็นธรรม พึงรู้บุคคลผู้ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม พึงรู้บุคคลผู้ฟ้องเป็นธรรม
พึงรู้บุคคลผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม พึงรู้บุคคลผู้แน่นอน พึงรู้บุคคลผู้ไม่แน่นอน
พึงรู้บุคคลผู้ควรต้องอาบัติ พึงรู้บุคคลผู้ไม่ควรต้องอาบัติ พึงรู้บุคคลผู้ถูกสงฆ์
ยกวัตร พึงรู้บุคคลผู้ไม่ถูกสงฆ์ยกวัตร พึงรู้บุคคลผู้ถูกนาสนะ พึงรู้บุคคลผู้
ถูกนาสนะ พึงรู้บุคคลผู้มีสังวาสเสมอกัน พึงรู้บุคคลผู้มีสังวาสต่างกัน พึงรู้
การงดปาติโมกข์ แล.
หมวด ๑ จบ
หัวข้อประจำหมวด
[๙๔๒] ก่ออาบัติและไม่ก่ออาบัติ อาบัติและอนาบัติ อาบัติเบาและ
อาบัติหนัก อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ อาบัติชั่วหยาบและ
ไม่ชั่วหยาบ อาบัติทำคืนได้และทำคืนไม่ได้ อาบัติแสดงได้และแสดงไม่ได้
อาบัติทำอันตรายและไม่ทำอันตราย อาบัติมีโทษและไม่มีโทษ อาบัติเกิดแต่
การทำและไม่ทำ อาบัติเกิดแต่การทำด้วยการไม่ได้ทำด้วย อาบัติที่ต้องก่อน
และต้องหลังอันตราบัติ อาบัติที่นับเข้าในจำนวนและไม่นับเข้าในจำนวน
บัญญัติและอนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติและปเทสบัญญัติ
สาธารณบัญญัติและอสาธารณบัญญัติ เอกโตบัญญัติและอุภโตบัญญัติ อาบัติ
ชั่วหยาบและไม่ชั่วหยาบ อาบัติเกี่ยวกับคฤหัสถ์และไม่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ อาบัติ
แน่นอนและไม่แน่นอน บุคคลผู้ทำทีแรกและไม่ได้ทำทีแรก ผู้ต้องอาบัติไม่
เป็นนิจ ผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ โจทก์และจำเลย ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม
ผู้แน่นอนและแน่ไม่นอน ผู้ควรต้องอาบัติและไม่ควรต้องอาบัติ ผู้ถูกยกวัตร

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 452 (เล่ม 10)

และไม่ถูกยกวัตร ผู้ถูกนาสนะและไม่ถูกนาสนะ ผู้มีสังวาสเสมอกันและมีสังวาส
ต่างกัน การงด หัวข้อดังกล่าวนี้จัดเป็นหมวด ๑.
หัวข้อประจำหมวด จบ
หมวด ๒
ว่าด้วยสัญญาวิโมกข์เป็นต้น
[๙๔๓] มีอยู่ อาบัติเป็นสัญญาวิโมกข์ มีอยู่ อาบัติมิใช่สัญญาวิโมกข์
มีอยู่ อาบัติของภิกษุผู้ได้สมาบัติ มีอยู่ อาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติ มีอยู่
อาบัติเกี่ยวด้วยสัทธรรม มีอยู่ อาบัติเกี่ยวด้วยบริขารของตน มีอยู่ อาบัติ
เกี่ยวด้วยบริขารของผู้อื่น มีอยู่ อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคล คือตนเอง มีอยู่
อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคลอื่น มีอยู่ ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนัก มีอยู่ ภิกษุพูด
เท็จต้องอาบัติเบา มีอยู่ ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติหนัก มีอยู่ ภิกษุพูดจริงต้อง
อาบัติเบา มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอยู่บนแผ่นดินจงต้อง อยู่ในอากาศไม่ต้อง มีอยู่
อาบัติ ภิกษุอยู่ในอากาศจึงต้อง อยู่บนแผ่นดินไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติภิกษุออก
ไปจึงต้อง เข้าไปไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเข้าไปจึงต้อง ออกไปไม่ต้อง
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุถือเอาจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่ถือเอาจึงต้อง มีอยู่
อาบัติ ภิกษุสมาทานจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่สมาทานจึงต้อง มีอยู่
อาบัติ ภิกษุทำจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่ทำจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุ
ให้จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่ให้จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุรับจึงต้อง
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่รับจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องเพราะบริโภค มีอยู่

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 453 (เล่ม 10)

อาบัติ ภิกษุต้องเพราะไม่บริโภค มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางคืนไม่ต้อง
ในกลางวัน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน มีอยู่
อาบัติ ภิกษุต้องเพราะอรุณขึ้น มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องไม่ใช่เพราะอรุณขึ้น
มีอยู่ อาบัติภิกษุตัดจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่ตัดจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ
ภิกษุปิดจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่ปิดจึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุทรงไว้
จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่ทรงไว้จึงต้อง.
ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น
[๙๔๔] อุโบสถมี ๒ คืออุโบสถในวันสิบสี่ ๑ อุโบสถในวันสิบห้า ๑
ปวารณามี ๒ คือ ปวารณาในวันสิบสี่ ๑ ปวารณาในวันสิบห้า ๑
กรรมมี ๒ คือ อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ กรรมแม้อื่นอีกมี ๒
คือ ญัตติทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑
วัตถุแห่งกรรมมี ๒ คือวัตถุแห่งอปโลกนกรรม ๑ วัตถุแห่งญัตติ-
กรรม ๑ วัตถุแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ วัตถุแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ วัตถุ
แห่งญัตติจตุตถกรรม ๑
โทษแห่งกรรมมี ๒ คือ โทษแห่งอปโลกนกรรม ๑ โทษแห่งญัตติ-
กรรม ๑ โทษแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ โทษแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ โทษ
แห่งญัตติจตุตถกรรม ๑
สมบัติแห่งกรรมมี ๒ คือ สมบัติแห่งอปโลกนกรรม ๑ สมบัติแห่ง
ญัตติกรรม ๑ สมบัติแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ สมบัติแห่งญัตติทุติยกรรม
๑ สมบัติแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 454 (เล่ม 10)

ภูมิของภิกษุนานาสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสต่างกัน ๑
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกภิกษุนั้นเสีย เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ
หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ ๑
ภูมิของภิกษุสมานสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสเสมอกัน ๑
สงฆ์พร้อมเพรียงกันเรียกภิกษุนั้นผู้ถูกยกวัตร เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่
ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ เข้าหมู่ ๑.
ว่าด้วยปาราชิกเป็นต้น
[๙๔๕] ปาราชิกมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
สังฆาทิเสสมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
ถุลลัจจัยมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
ปาจิตตีย์มี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
ปาฏิเทสนียะมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
ทุกกฏมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
ทุพภาสิตมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑
อาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗
กองอาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗
สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยกรรม ๑ ด้วย ให้จับสลาก ๑.
ว่าด้วยบุคคล
[๙๘๖] บุคคล ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้มีกาลบกพร่อง ๑
ผู้มีอวัยวะบกพร่อง ๑

454