ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 405 (เล่ม 10)

สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๔ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์
บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กาย
วาจาและจิต จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๓
บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางที
ด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๗๕] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ อาจารวิบัติ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ อาจารวิบัติ ต้องอาบัติ ๑ คือ ปิดอาจาร-
วิบัติต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปัจจัย คือ อาจารวิบัติ ต้องอาบัติ ตัว ๑ นี้
ถามว่า อาบัตินั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับด้วย
สมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัตินั้นจัดเป็นวิบัติอันหนึ่ง บรรดาวิบัติ ๔ คืออาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติหนึ่ง บรรดากองอาบัติ ๗ คือด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กาย
วาจา และจิต จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๓
บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฎิญญาตกรณะ
๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑ .
[๘๗๖] ถามว่า เพระปัจจัย คือทิฏฐิวิบัติ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือทิฏฐิวิบัติ ต้องอาบัติ ๒ คือ

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 406 (เล่ม 10)

๑. ไม่สละทิฏฐิอันลามก เพราะสวดประกาศห้ามครบ ๓ จบญัตติเป็น
ทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง เป็นอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
๒. จบกรรมวาจาครั้งสุด ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เพราะปัจจัย คือ ทิฏฐิวิบัติ ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ . . . ๔ ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติ ๑ บรรดาวิบัติ ๔ คืออาจาร-
วิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๒ บรรดาด้วยกองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วย
กองบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือเกิดแต่กาย
วาจาและจิต
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑
ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๗๗] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ อาชีววิบัติ ด้วยอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ อาชีววิบัติต้องอาบัติ ๖ คือ
๑. เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุผู้ปรารถนา
ลามกอันความปรารถนาครอบงำ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มี ไม่เป็นจริง
ต้องอาบัติปาราชิก

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 407 (เล่ม 10)

๒. เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุถึงความ
เป็นผู้เที่ยวสื่อ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๓. เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุกล่าวว่า
ภิกษุใด อยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์ เมื่อผู้ฟังเข้าใจ ต้อง
อาบัติถุลลัจจัย
๔. เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุขอโภชนะ
อันประณีต เพื่อประโยชน์ตนมาฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๕. เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุณีขอโภชนะ
อันประณีต เพื่อประโยชน์ตนมาฉัน ต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ
๖. เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุไม่อาพาธ
ขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์ตนมาฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปัจจัย คือ อาชีววิบัติ ต้องอาบัติ ๖ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือบางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๖ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย
บางทีด้วยกองบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกอง
อาบัติทุกกฏ

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 408 (เล่ม 10)

เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย
มิใช่วาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่
กายกับวาจา มิใช่จิต ๑ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจา
กับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ๑
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสันมุขาวินัย ๑
ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
วิปัตติปัจจัยวาร ที่ ๔ จบ
อธิกรณปัจจัยวาร ที่ ๕
[๘๗๘] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ วิวาทาธิกรณ์ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือวิวาทาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๒ คือ
๑. ด่าอุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๒. ด่าอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปัจจัย คือ วิวาทาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้ .
ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติหนึ่ง บรรดาวิบัติ คืออาจาร-
วิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๒ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 409 (เล่ม 10)

เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย
กับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย
วาจาและจิต ๑
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
ปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๗๙] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ อนุวาทาธิกรณ์ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ อนุวาทาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๓ คือ
๑. ภิกษุโจทภิกษุด้วยปาราชิกธรรมอันไม่มีมูล ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๒. โจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสสอันไม่มีมูล ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๓. โจทด้วยอาจารวิบัติอันไม่มีมูล ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปัจจัย คือ อนุวาทาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๓ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย
กับจิต มิใช่วาจา ๑ บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ๑ บางทีเกิดแต่กาย
วาจาและจิต ๑

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 410 (เล่ม 10)

จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑
ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๘๐] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ อาปัตตาธิกรณ์ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ อาปัตตาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๔ คือ
๑. ภิกษุณีรู้อยู่ปกปิดปาราชิกธรรม ต้องอาบัติปาราชิก
๒. สงสัยปกปิด ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ภิกษุปกปิดอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๔. ปกปิดอาจารวิบัติ ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปัจจัย คือ อาปัตตาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๔ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๔ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์
บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กาย
วาจาและจิต
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 411 (เล่ม 10)

ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑
ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ.
[๘๘๑] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ กิจจาธิกรณ์ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัยคือ กิจจาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๕ คือ
๑. ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้สงฆ์ยกวัตร ไม่สละกรรมเพราะสวด
ประกาศห้ามครบ ๓ จบ จบญัตติ เป็นทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง เป็นถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติปาราชิก
๔. ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ไม่สละกรรมเพราะสวด
ประกาศห้ามครบ ๓ จบ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๕. ไม่สละทิฏฐิลามก เพราะสวดประกาศห้ามครบ ๓ จบ ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์
เพราะปัจจัย คือ กิจจาธิกรณ์ ต้องอาบัติ ๕ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔. . .ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๕ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย
บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 412 (เล่ม 10)

เกิดด้วยสมุฏฐานหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กาย
วาจา และจิต
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑
ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๘๒] ถามว่า เว้นอาบัติ ๗ และเว้นกองอาบัติ ๗ เสีย อาบัติ
นอกนั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร
บรรดากองอาบัติ ๗ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ จัดเป็น
อธิกรณ์อะไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า เว้นอาบัติ ๗ และเว้นกองอาบัติ ๗ เสีย อาบัตินอกนั้นไม่
จัดเป็นวิบัติข้อไหน บรรดาวิบัติ ๔ ไม่สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติไหน บรรดา
กองอาบัติ ๗ ไม่เกิดด้วยสมุฏฐานไหน บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ ไม่จัดเป็น
อธิกรณ์ข้อไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔ ไม่ระงับด้วยสมถะข้อไหน บรรดาสมถะ
๗ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะเว้นอาบัติ ๗ และเว้นกองอาบัติ ๗ เสีย
ไม่มีอาบัติอย่างอื่นอีก.
อธิกรณปัจจัยวารที่ ๕ จบ
อนันตรเปยยาล จบ
หัวข้อบอกวาร
[๘๘๓] กติปุจฉาวาร ๑ สมุฏฐานวาร ๑ กตาปัตติวาร ๑ อาปัตติ
สมุฏฐานวาร ๑ วิปัตติวาร ๑ กับอธิกรณวาร ๑.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 413 (เล่ม 10)

ปริยายวารที่ ๖
[๘๘๔] วิวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร
มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร วิวาทา-
ธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร
อนุวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิ
เท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์
ระงับด้วยสมถะเท่าไร
อาปัตตาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิ
เท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุไม่ต้องด้วยอาการเท่าไร อาปัตตา-
ธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร
กิจจาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิ
เท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร กิจจาธิกรณ์ย่อม
ระงับด้วยสมถะเท่าไร.
[๘๘๕] ถามว่า วิวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน
ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความ
ไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน
ถ. มีฐานเท่าไร
ต. มีฐาน คือ เรื่องทำความแตกร้าวกัน ๑๘
ถ. มีวัตถุเท่าไร
ต. มีวัตถุทำความแตกร้าวกัน ๑๘

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 414 (เล่ม 10)

ถ. มีภูมิเท่าไร
ต. มีภูมิ คือ วัตถุทำความแตกร้าวกัน ๑๘
ถ. มีเหตุเท่าไร
ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ถ. มีมูลเท่าไร
ต. มีมูล ๑๒
ถ. ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร
ต. ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ เห็นว่าเป็นธรรม ๑ เห็นว่าไม่
เป็นธรรม ๑
ถ. วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ต. วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
เยภุยยสิกา ๑.
[๘๘๖] ถามว่า อนุวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน
ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความ
ไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน
ถ. มีฐานเท่าไร
ต. มีฐาน คือ วิบัติ ๔
ถ. มีวัตถุเท่าไร
ต. มีวัตถุ คือ วิบัติ ๔
ถ. มีภูมิเท่าไร
ต. มีภูมิ คือ วิบัติ ๔

414