ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 395 (เล่ม 10)

จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือบางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
ปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๖๘] ถามว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๒ ภิกษุต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๒ ภิกษุต้องอาบัติ ๔ คือ
๑. ภิกษุสำคัญว่าควร สั่งว่า จงทำกุฎีให้ฉัน เขาทำกุฎีให้เธอ มิได้
ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกินประมาณ มีผู้จับจองไว้ ไม่มีชานรอบ เป็นทุกกฏใน
ประโยค
๒. เมื่อยังไม่วางก้อนดินอีกก้อนหนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. เมื่อวางดินก้อนนั้นเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๔. ภิกษุสำคัญว่าควร สอนธรรมแก่อนุปสัมบันว่าพร้อมกันต้อง
อาบัติปาจิตตีย์
ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๒ ภิกษุต้องอาบัติ ๔ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔. . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางทีเป็น
ศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๔ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์
บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 396 (เล่ม 10)

เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่
วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
ปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย กับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๖๙] ถามว่า ด้วยสมุฏฐานที่ ๓ ภิกษุต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า ด้วยสมุฏฐานที่ ๓ ภิกษุต้องอาบัติ ๕ คือ
๑. ภิกษุสำคัญว่าควร จัดการสร้างกุฎี ไม่ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกิน
ประมาณ มีผู้จับจองไว้ ไม่มีชานรอบ เป็นทุกกฏในประโยค
๒. เมื่อยังมิได้วางก้อนดินอีกก้อนหนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. เมื่อวางดินก้อนนั้นเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๔. ภิกษุสำคัญว่าควร ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์ตนมาฉัน
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๕. ภิกษุสำคัญว่าควร ไม่ห้ามภิกษุณีผู้สั่งเสียอยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ
ปาฏิเทสนียะ
ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๓ ภิกษุต้องอาบัติ ๕ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางทีเป็น
ศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๕ บรรดากองอาบัติ
๗ คือ บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางที

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 397 (เล่ม 10)

ด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกองอาบัติ
ทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่
กายกับวาจา มิใช่จิต
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๑ บรรดาสมถะ ๑ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
ปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๗๐] ถามว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๔ ภิกษุต้องอาบัติท่าไร
ตอบว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๔ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ คือ
๑. ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติปาราชิก.
๒. ภิกษุสำคัญว่าควร สร้างกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง มิได้ให้สงฆ์
แสดงที่ เกินประมาณ มีผู้จับจองไว้ ไม่มีชานรอบ เป็นทุกกฏในประโยค
๓. เมื่อยังไม่วางคืนอีกก้อนหนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๔. เมื่อวางก้อนดินนั้นเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๕. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร ฉันโภชนะในเวลาวิกาล ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๖. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร รับของของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี จากมือ
ภิกษุณีมิใช่ญาติ ผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้าน ด้วยมือตนแล้วฉัน ต้องอาบัติปาฏิ-
เทสนียะ
ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๔ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 398 (เล่ม 10)

ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางทีเป็น
ศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๖ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย
บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกอง
อาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กาย
กับจิต มิใช่วาจา
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
ปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๗๑] ถามว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๕ ภิกษุต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๕ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ คือ
๑. ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบคงำ กล่าว
อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มี ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติปาราชิก
๒. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร สั่งว่า จงสร้างกุฎีให้ฉัน เขาสร้างกุฎีให้
เธอมิได้ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกินประมาณ มีผู้จับจองไว้ ไม่มีชานรอบ เป็น
ทุกกฏในประโยค
๓. เมื่อยังไม่ได้วางก้อนดินอีกก้อนหนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๔. เมื่อวางก้อนดินก้อนนั้นแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 399 (เล่ม 10)

๕. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร สอนธรรมแก่อนุปสัมบันว่าพร้อมกัน ต้อง
อาบัติปจิตตีย์
๖. ภิกษุไม่ประสงค์จะด่า ไม่ประสงค์จะดูหมิ่น ไม่ประสงค์จะทำให้
เก้อเขิน กล่าวคำเลวทราม ด้วยประสงฆ์จะล้อเล่น ต้องอาบัติทุพภาสิต
ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๕ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไรบรรดาวิบัติ ๔ . . . ระงับด้วย
สมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๖ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย
บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ บางทีด้วยกองอาบัติ
ทุพภาสิต
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๗ คือ เกิดแต่วาจา
กับจิตมิใช่กาย
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑
ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
[๘๗๒] ถามว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๖ ภิกษุต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๖ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ คือ
๑. ภิกษุชวนกันไปลักทรัพย์ ต้องอาบัติปาราชิก

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 400 (เล่ม 10)

๒. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร จัดการสร้างกุฎี มิได้ให้สงฆ์แสดงพื้นที่
เกินประมาณ มีผู้จับจองไว้ ไม่มีชานรอบ เป็นทุกกฏในประโยค
๓. เมื่อยังไม่ได้วางก้อนดินอีกก้อนหนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๔. เมื่อวางก้อนดินก้อนนั้นเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๕. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร ขอโภชนะอันประณีต เพื่อประโยชน์แก่ตน
มาฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๖. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควร ไม่ห้ามภิกษุณีผู้สั่งเสียอยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ
ปาฏิเทสนียะ
ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๖ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ สงเคราะห์
ด้วยกองอาบัติเท่าไร บรรดากองอาบัติ ๗ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดา
สมุฏฐานอาบัติ ๖ จัดเป็นอธิกรณ์อะไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะ
เท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๖ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย
บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกอง
อาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กาย
วาจาและจิต จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๓

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 401 (เล่ม 10)

บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางที
ด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
กตาปัตติวารแห่งสมุฏฐานอาบัติ ๖ ที่ ๒ จบ
อาปัตติสมุฏฐานคาถาที่ ๓
[๘๗๓] สมุฏฐานเกิดแต่กาย อัน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัสบอก
แล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมีเท่าไร
ข้าพเจ้าขอถาม ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์
ขอท่านบอกข้อนั้น.
สมุฏฐานเกิดแต่กาย อันพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรงเกื้อกูลสัตว์โลก
ทรงเห็นวิเวกตรัสบอกแล้ว อาบัติเกิดแต่
สมุฏฐานนั้นมี ๔ ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์
ข้าพเจ้าบอกข้อนั้นแก่ท่าน.
สมุฏฐานเกิดแต่วาจา อันพระ-
พุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรงเกื้อกูล
แก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวกตรัสบอกแล้ว
อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมีเท่าไร ข้าพเจ้า
ขอถาม ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ขอท่าน
บอกข้อนั้น.

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 402 (เล่ม 10)

สมุฏฐานเกิดแต่วาจา อันพระ-
พุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรงเกื้อกูล
แก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัสบอกแล้ว
อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมี ๔ ข้าแต่ท่านผู้
ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าบอกข้อนั้นแก่ท่าน.
สมุฏฐานเกิดแต่กาย เกิดแต่วาจา
อันพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัสบอก
แล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมีเท่าไร
ข้าพเจ้าขอถาม ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์
ขอท่านบอกข้อนั้น.
สมุฏฐานเกิดแต่กาย เกิดแต่วาจา
อันพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัสบอก
แล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมี ๕ ข้าแต่
ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าบอกข้อนั้น
แก่ท่าน.
สมุฏฐานเกิดแต่กาย เกิดแต่จิต อัน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัส
บอกแล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมีเท่าไร
ข้าพเจ้าขอถาม ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์
ขอท่านบอกข้อนั้น.

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 403 (เล่ม 10)

สมุฏฐานเกิดแต่กาย เกิดแต่จิต อัน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัสบอก
แล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมี ข้าแต่ท่าน
ผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าบอกข้อนั้นแก่ท่าน.
สมุฏฐานเกิดแต่วาจา เกิดแต่จิต อัน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัส
บอกแล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมีเท่าไร
ข้าพเจ้าขอถาม ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์
ขอท่านบอกข้อนั้น.
สมุฏฐานเกิดแต่วาจา เกิดแต่จิต อัน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ทรง
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็นวิเวก ตรัสบอก
แล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐานนั้นมี ๖ ข้าแต่
ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าบอกข้อนั้น
แก่ท่าน.
สมุฏฐานเกิดแต่กาย เกิดแต่วาจา
เกิดแต่จิต อันพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระ-
นิพพาน ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็น
วิเวก ตรัสบอกแล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐาน
นั้นมีเท่าไร ข้าพเจ้าขอถาม ข้าแต่ท่านผู้
ฉลาดในวิภังค์ ขอท่านบอกข้อนั้น.

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 404 (เล่ม 10)

สมุฏฐานเกิดแต่กาย เกิดแต่วาจา
เกิดแต่จิต อันพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นพระ-
นิพพาน ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลก ทรงเห็น
วิเวก ตรัสบอกแล้ว อาบัติเกิดแต่สมุฏฐาน
นั้นมี ๖ ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้า
บอกข้อนั้นแก่ท่าน
อาปัตติสมุฏฐานคาถาที่ ๓ จบ
วิปัตติปัจจัยวารที่ ๔
[๘๗๔] ถามว่า เพราะปัจจัยคือศีลวิบัติ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า เพราะปัจจัยคือ ศีลวิบัติ ต้องอาบัติ ๔ คือ
๑. ภิกษุณีรู้อยู่ ปิดปาราชิกธรรม ต้องอาบัติปาราชิก
๒. สงสัย ปิดไว้ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ภิกษุปิดอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๔. ปิดอาบัติชั่วหยาบของตน ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปัจจัยคือศีลวิบัติ ต้องอาบัติ ๔ เหล่านี้.
ถามว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔. . .ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ

404