ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 345 (เล่ม 10)

ภูตาโรจนสมุฏฐาน
[๘๓๗] สิกขาบทว่าด้วยบอกอุต-
ริมนุสธรรมที่มีจริง เกิดแต่กายมิใช่เกิดแต่
วาจา มิใช่เกิดแต่จิต เกิดแต่วาจา มิใช่เกิด
แต่กาย และมิใช่เกิดแต่จิต เกิดแต่กายกับ
วาจา มิใช่เกิดแต่จิต ชื่อว่าภูตาโรจนสมุฏ-
ฐาน ย่อมเกิดแต่สมุฏฐาน ๓.
ภูตาโรจนสมุฏฐาน จบ
โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน
[๘๓๘] สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีรับ
หญิงโจรให้บวช เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่
เกิดแต่กาย และเกิดโดยทวารทั้ง ๓ โจรี-
วุฏฐาปนสมุฏฐานนี้ พระพุทธเจ้าผู้ธรรม
ราชาทรงตั้งไว้ว่า มีสมุฏฐาน ๒ ไม่ซ้ำกัน.
โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน จบ
อนนุญาตสมุฏฐาน
[๘๓๙] สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีบวช
สตรีที่มารดาบิดา หรือสามีมิได้อนุญาต เกิด
แต่กายวาจามิใช่เกิดแต่กาย และมิใช่เกิดแต่

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 346 (เล่ม 10)

จิต เกิดแต่กายกับวาจามิใช่เถิดแต่จิต เกิด
แต่วาจากับจิต มิใช่เกิดแต่กาย เกิดแต่กาย
วาจาจิต ๓ สถานจึงมีสมุฏฐาน ๔ ไม่ซ้ำกัน.
อนนุญาตสมุฏฐาน จบ
[๘๔๐] ก็สมุฏฐาน ๑๓ ทรงแสดง
ไว้ดีแล้วโดยย่อ ๆ เป็นเหตุทำความไม่หลง
อนุโลมแก่ธรรมที่เป็นแบบ วิญญูชนเมื่อทรง
จำสมุฏฐานนี้ไว้ได้ ย่อมไม่หลงในสมุฏฐาน
แล.
ย่อหัวข้อสมุฏฐาน จบ
สมุฏฐานสีส วัณณนา
ก็แลวินิจฉัยในสมุฏฐานกถา อันเป็นอันดับแห่งโสฬสมหาวารนั้น
พึงทราบดังนี้:-
คาถาว่า อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา มีความว่า บัญญัติคือนิพพาน
ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา. (เมื่อดวงจันทร์ คือ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น
เมื่อดวงอาทิตย์ คือ พระพุทธเจ้ายังไม่อุทัยขึ้นมา).
บทว่า สภาคธมฺมานํ ได้แก่ สังขตธรรมที่มีส่วนเสมอกันด้วยอาการ
มีอาการคือไม่เที่ยงเป็นต้น.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 347 (เล่ม 10)

ข้อว่า นามมตฺตํ น ญายติ มีความว่า แม้เพียงแต่ชื่อ (แห่ง
สังขตธรรมเหล่านั้น) ย่อมไม่ปรากฏ.
บทว่า ทุกฺขหานึ ได้แก่ บำบัดทุกข์เสีย.
บาทคาถาว่า ขนฺธกา ยา จ มาติกา มีความว่า ขันธกะทั้งหลาย
และมาติกาเหล่าใด. อนึ่ง บาลีก็เหมือนกันนี้.
บาทคาถาว่า สมุฏฺฐานนิยโต กตํ มีความว่า สมุฏฐานที่ท่านทำ
ให้เป็นของแน่นอน คือ จัดไว้เป็นหลักที่แน่ ชื่อว่า นิยตสมุฏฐาน.
การสงเคราะห์ ๓ สิกขาบท คือ ภูตาโรจนสิกขาบท โจรีวุฏฐาปน-
สิกขาบท และอนนุญญาตสิกขาบท ด้วยคำว่า สมุฏฺฐานนยโต กตํ นั่น
อันบัณฑิตพึงพิจารณา.
จริงอยู่ ๓ สิกขาบทนี้เท่านั้น เป็นนิยตสมุฏฐาน คือ เป็นสมุฏฐาน
ที่ไม่เจือปนกับสมุฏฐานเหล่าอื่น.
บาทคาถาว่า สมฺเภทนิทานญฺจญฺญํ มีความว่า ความเจือปนกัน
และเหตุแม้อื่น, บัณฑิตพึงพิจารณา การถือเอาความเจือปนกันแห่งสมุฏฐาน
ใน ๒ คำนั้น ด้วยคำว่า สัมเภท. จริงอยู่ เว้น ๓ สิกขาบทนั้นเสีย สิกขาบท
ที่เหลือ จัดเป็นสัมภินนสมุฏฐาน. บัณฑิตพึงตรวจดูนิทาน กล่าวคือประเทศ
ที่บัญญัติ แห่งสิกขาบททั้งหลายด้วยคำว่า นิทาน.
บาทคาถาว่า สุตฺเต ทิสฺสนฺติ อุปริ มีความว่า ๓ ส่วนนี้ คือ
สมุฏฐานนิยม สัมเภท นิทาน แห่งสิกขาบททั้งหลาย ย่อมเห็นได้ คือ ย่อม
ปรากฏในสูตรเท่านั้น.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 348 (เล่ม 10)

บรรดาสมุฏฐานนิยม สัมเภท และนิทานนั้น สมุฏฐานนิยมและ
สัมเภท ในปุริมนัยก่อน ย่อมปรากฏในคำว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง
คือกายกับจิต เป็นอาทิ. ส่วนนอกจากนี้ ชื่อนิทาน ย่อมปรากฏในเบื้องหน้า
อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ในกรุงเวสาลี ในกรุงราชคฤห์
ในกรุงสาวัตถี ในเมืองอาฬวี ในกรุงโกสัมพี ในแคว้นสักกะทั้งหลาย และใน
แคว้นภัคคะทั้งหลาย. บัณฑิตพึงทราบว่า คำนี้จักปรากฏในละครซึ่งมาข้างหน้า
เนื้อความแห่งคาถาว่า วิภงฺเค ทฺวีสุ เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้:-
ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ย่อมสวดสิกขาบทใด อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒, ข้าพเจ้าจักกล่าวสมุฏฐานตาม
สมควรแก่สิกขาบทนั้น; ท่านทั้งหลายจงฟังคำนั้นของข้าพเจ้า.
บทว่า สญฺจริตฺตานุภาสญฺจ ได้แก่ สัญจริตตสิกขาบทและสมนุ-
ภาสนสิกขาบท.
สองบทว่า อติเรกกญฺจ จีวรํ ได้แก่ อติเรกจีวรสิกขาบท อธิบายว่า
กฐินสิกขาบท.
สองบทว่า โลมานิ ปทโสธมฺโม ได้แก่ เอฬกโลมสิกขาบททั้งหลาย
และปทโสธัมมสิกขาบท.
บทว่า ภูตสํวิธาเนน จ ได้แก่ ภูตาโรจนสิกขาบท และการ
ชักชวนเดินทางไกล.
บทว่า เถยฺยเทสนโจรญฺจ ได้แก่ เถยยสัตถสิกขาบท การแสดง
ธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีร่มในมือ และโจรีวุฏฐาปนสิกขาบท.
สองบทว่า อนนุญฺญาตาย เตรส มีความว่า สมุฏฐานเหล่านี้
รวมกับการบวชสตรีที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต จึงเป็นสมุฏฐาน ๑๓.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 349 (เล่ม 10)

บาทคาถาว่า สทิสา อิธ ทิสฺสเร มีความว่า ในอุภโตวิภังค์นี้
สมุฏฐานทั้งหลายที่คล้ายกัน แม้เหล่าอื่น ย่อมปรากฏ ในสมุฏฐานอันหนึ่ง ๆ
ในบรรดาสมุฏฐาน ๑๓ เหล่านี้.
[ว่าด้วยปฐมปาราชิกสมุฏฐาน]
บัดนี้ ท่านกล่าวคำว่า เมถุนํ สุกฺกสํสคฺโค เป็นต้น เพื่อแสดง
สมุฏฐานเหล่านี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมถุนํ พึงทราบก่อน. สมุฏฐานใหญ่
อันหนึ่ง ชื่อว่าปฐมปาราชิก. สมุฏฐานที่เหลือ คล้ายกับปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกฺกสํสคฺโค ได้แก่ สุกกวิสัฏฐิสมุฏฐาน
และกายสังสัคคสมุฏฐาน.
บาทคาถาว่า อนิยตา ปฐมิกา ได้แก่ อนิยตสิกขาบทที่ ๑.
บาทคาถาว่า ปุพฺพูปปริปาจิตา ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า ชานํ
ปุพฺพูปคตํ ภิกฺขุํ และภิกขุนีปริปาจิตปิณฑปาตสิกขาบท
บาทคาถาว่า รโห ภิกฺขุนิยา สหํ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการนั่ง
ในที่ลับกับภิกษุณี.
บาทคาถาว่า สโภชเน รโห เทฺว จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วย
การนั่งแทรกแซง ในสโภชนสกุล และรโหนิสัชชสิกขาบททั้ง ๒.
บาทคาถา องฺคุลิ อุทเก หสํ ได้แก่ อังคุลีปโฏทกสิกขาบท
และอุทเกหัสสธัมมสิกขาบท.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 350 (เล่ม 10)

บาทคาถาว่า ปหาเร อุคฺคิเร เจว ได้แก่ ปหารทานสิกขาบท
และตลสัตติกอุคคิรณสิกขาบท.
บาทคำถาว่า เตปญฺญาสา จ เสขิยา ได้แก่ เสขิยสิกขาบท ๕๓
มีปริมัณฑลนิวาสนสิกขาบทเป็นอาทิ ที่ท่านกล่าวไว้ในที่สุดแห่งขุททกวัณณนา
เหล่านี้ คือ:-
ปริมัณฑลกสิกขาบท ๒, สุปฏิจฉันนกสิกขาบท ๒,
สุสังวุตสิกขาบท ๒, โอกขิตตจักขุกสิกขาบท ๒, อุกขิตตกายก
สิกขาบท ๒, กายัปปจาลิกสิกขาบท ๒, พาหุปปจาลิกสิกขาบท
๒, สีสัปปจาลิกสิกขาบท ๒, ขัมภกสิกขาบท ๒, โอคุณฐิต-
สิกขาบท ๒, อุกกุฏิกสิกขาบท ๑, ปัลลัตถิกสิกขาบท ๑,
ลักกัจจปฏิคคหณสิกขาบท ๑, ปัตตสัญญิตาสิกขาบท ๑, สม-
สูปกสิกขาบท ๑, สมติตติกสิกขาบท ๑, สักกัจจภุญชิสส
สิกขาบท ๑, ปัตตสัญญีภุญชิสสสิกขาบท ๑, สปทานภุญชิสส
สิกขาบท ๑, สมสูปกภุญชิสสสิกขาบท ๑, ถูปิกตสิกขาบท ๑,
พยัญชนสิกขาบท ๑, อุชฌานสัญญิสิกขาบท ๑, นาติมหันตกวฬ
สิกขาบท ๑, มัณฑลอาโลปสิกขาบท ๑, อนาหตสิกขาบท ๑,
สัพพหัตถสิกขาบท ๑, ปิณฑุกเขปกสิกขาบท ๑, กวฬาวัจเฉทก
สิกขาบท ๑, อวคัณฑกสิกขาบท ๑, หัตถนิทธูนกสิกขาบท ๑,
สิตถาวการกสิกขาบท ๑, ชิวหานิจฉารกสิกขาบท ๑, จปุจปุ-
การกสิกขาบท ๑, สุรุสุรุการกสิกขาบท ๑, หัตถนิลเลห

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 351 (เล่ม 10)

สิกขาบท ๑, ปัตตนิลเลหสิกขาบท ๑, โอฎฐนิลเลหสิกขาบท ๑,
สามิสสิกขาบท ๑, สสิตถกสิกขาบท ๑, และปกิณณกสิกขาบท ๓
เหล่านี้ คือ ยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ๑, ยืนหรือนั่งถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงในของเขียว ๑, ยืนหรือนั่งถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงในน้ำ ๑.
บาทคาถาว่า อธกฺขคามาวสฺสุตา ได้แก่ อธักขกสิกขาบท
คามันตรคมนสิกขาบท และสิกขาบทว่าด้วยการที่ภิกษุณีผู้มีจิตกำหนัดรับของ
ควรเคี้ยว จากมือของบุรุษผู้มีจิตกำหนัด ของภิกษุณีทั้งหลาย.
บาทคาถาว่า ตลมตฺกญฺจ สุทฺธิกา ได้แก่ ตลฆาฏกสิกขาบท
ชตุมัตถกสิกขาบท และอุทกสุทธิกาสิกขาบท สาทิยนสิกขาบท
บาทคาถาว่า วสฺสํ วุตฺถา จ โอวาทํ ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า วสฺสฺ
วุตฺถา ฉ ปญฺจ โยชนานิ และสิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปเพื่อโอวาท.
บาทคาถาว่า นานุพนฺเธ ปวตฺตินึ มีความว่า สิกขาบทเหล่านี้มี
๗๖ รวมทั้งวุฏฐาปิตปวัตนนนุพันธสิกขาบท.
สองบทว่า อิเม สิกฺขา ได้แก่ สิกขาบททั้งหลายเหล่านี้. ศัพท์ว่า
อิเม ท่านทำให้ผิดลิงค์เสีย.
บาทคาถาว่า กายมานสิกา กตา ความว่า สิกขาบทเหล่านี้ ท่าน
จัดเป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน.
[ว่าด้วยทุติยปาราชิกสมุฏฐาน]
บทว่า อทินฺนํ นี้ พึงทราบก่อน. คำว่าอทินนาทาน หรือคำว่า
ทุติยปาราชิก เป็นสมุฏฐานใหญ่อันหนึ่ง.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 352 (เล่ม 10)

บทที่เหลือ เป็นเช่นกับอทินนาทานนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิคฺคหุตฺตรึ ได้แก่ มนุสสวิคคหสิกขาบท
และอุตตริมนุสสธัมมสิกขาบท.
สองบทว่า ทุฏฺฐุลฺลา อตฺตกามินํ ได้แก่ ทุฏฐุลลวาจสิกขาบท
และอัตตกามปาริจริยสิกขาบท.
สองบทว่า อมูลา อญฺญภาคิยา ได้แก่ ทุฏฐโทสสิกขาบททั้ง ๒.
สองบทว่า อนิยตา ทุติยิกา ได้แก่ อนิยตสิกขาบทที่ ๒.
สองบทว่า อจฺฉินฺเท ปริณามเน ได้แก่ การให้จีวรเองแล้ว
ชิงเอามา และการน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน.
บาทคาถาว่า มุสาโอมสเปสุณา ได้แก่ มุสาวาทสิกขาบท ๑
โอมสวาทสิกขาบท ๑ ภิกขุเปสุญญสิกขาบท ๑.
สองบทว่า ทุฏฐุลฺลา ปฐวีขเณ ได้แก่ ทุฏฐุลลาปัตติอาโรจน-
สิกขาบท ๑ ปฐวีขณนสิกขาบท ๑.
สามบทว่า ภูตํ อญฺญาย อุชฺฌเป ได้แก่ ภูตคามสิกขาบท
อัญญวาทกสิกขาบท และอุชฌาปนกสิกขาบท.
สองบทว่า นิกฑฺฒนํ สิญฺจนญฺจ ได้แก่ วิหารโตนิกัฑฒนสิกขาบท ๑
อุทเกนติณาทิสิญจนสิกขาบท ๑.
สองบทว่า อามิสเหตุ ภุตฺตาวี ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า อามิสเหตุ
ภิกฺขุนิโย โอวทนฺติ ๑, สิกขาบทว่าด้วยปวารณาภิกษุผู้ฉันเสร็จแล้ว ด้วย
ขอเคี้ยวเป็นต้น อันมิใช่เดน ๑.
สามบทว่า เอหิ อนาทริ ภึสา ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า เอหาวุโส
คามํ วา เป็นต้น ๑, อนาทริยสิกขาบท ๑, ภิกษุภิงสาปนกสิกขาบท ๑.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 353 (เล่ม 10)

สองบทว่า อปนิเธ จ ชีวิตํ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการซ่อน
บริขารมีบาตรเป็นต้น ๑, สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ๑.
สามบทว่า ชานํ สปฺปาณกํ กมฺมํ ได้แก่ ชานังสัปปาณกอุทก
สิกขาบท ๑, ปุนกัมมายุโกฏนสิกขาบท ๑.
บทว่า อูนสํวาสนาสนา ได้แก่ อูนวีสติวัสสสิกขาบท ๑, สิกขาบท
ว่าด้วยการอยู่ร่วมกับภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตร ๑, นาสิตกสามเณรสัมโภคสิกขาบท ๑.
บทว่า สทธมฺมิกวิเลขา ได้แก่ สหธัมมิกวุจจมานสิกขาบท ๑
สิกขาบทที่มาว่า วิเลขาย สํวตฺตนฺติ ๑.
สองบทว่า โมโห อมูลเกน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยเป็น
ปาจิตตีย์ เพราะความเป็นผู้แสร้งทำหลง ๑, สิกขาบทว่าด้วยการโจทด้วยอาบัติ
สังฆาทิเสสไม่มีมูล ๑.
สามบทว่า กุกฺกุจฺจํ จีวรํ ทตฺวา ได้แก่ กุกกุจจอุปปาทน สิกขาบท
๑, สิกขาบทว่าด้วยการให้ฉันทะเพื่อกรรมที่เป็นธรรมแล้วกลับบ่นว่า ๑,
สิกขาบทว่าด้วยการให้จีวรแล้วกลับบ่นว่า ๑.
สองบทว่า ปริณเมยฺย ปุคฺคเล ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยน้อมลาภ
สงฆ์ไปเพื่อบุคคล.
บาทคาถาว่า กินฺเต อกาลอจฺฉินฺเท ได้แก่ สิกขาบทที่มาว่า
พระผู้เป็นเจ้า บุรุษบุคคลนั่น จักทำประโยชน์อะไรแก่ท่าน ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยการอธิษฐานอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกัน ๑, สิกขาบทว่า
ด้วยการแลกจีวรกับภิกษุณีแล้วชิงเอามา ๑.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 354 (เล่ม 10)

สองบทว่า ทุคฺคหิ นิรเยน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการยกโทษ
ผู้อื่น ด้วยเครื่องที่จับไม่ถนัด ใคร่ครวญไม่ดี ๑ สิกขาบทว่าด้วยการแช่ง
ด้วยนรก หรือพรหมจรรย์ ๑.
สามบทว่า คณํ วิภงฺคํ ทุพฺพลํ ได้แก่ สิกขาบทที่ตรัสว่า ภิกษุณี
ใด พึงทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ ๑ ที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงห้ามการ
แจกจีวรที่เป็นธรรม ๑ ที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงก้าวล่วงจีวรกาลสมัยเสีย ด้วย
จำนงเฉพาะซึ่งจีวรอันไม่มั่นคง ๑.
บาทคาถาว่า กฐินาผาสุปสฺสยํ ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีโด พึงห้ามการรื้อกฐินที่เป็นธรรม ๑ ภิกษุณีใด พึง
แกล้งทำความไม่สำราญแก่ภิกษุณี ๑ ภิกษุณีใดให้ที่อยู่แก่ภิกษุณีแล้ว โกรธ
ไม่พอใจ พึงฉุดคร่านางก็ดี ๑.
สองบทว่า อกฺโกสจณฺฑี มจฺฉรี ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงด่าก็ดี ซึ่งภิกษุ ๑ ภิกษุณีใด เป็นผู้ดุร้าย พึง
กล่าวขู่คณะ ๑ ภิกษุณีใด พึงเป็นผู้หวงตระกูล ๑.
สองบทว่า คพฺภินี จ ปายนฺติยา ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีมีครรภ์ให้บวช ๑ ภิกษุณีโด พึง
ยังสตรีผู้ยังต้องให้บุตรดื่มนมให้บวช ๑.
หลายบทว่า เทฺว วสฺสา สิกฺขา สงฺเฆน ได้แก่ สิกขาบทที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาใน
ธรรม ๖ ครบ ๒ ปี ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาผู้ศึกษาเสร็จ
แล้วในธรรม ๖ แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ให้บวช ๑.

354