พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 285 (เล่ม 10)

[๗๐๗] ภิกษุณีแกล้งทำความไม่ผาสุกแก่ภิกษุณี ต้องอาบัติ ๒ คือ
กำลังทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๐๘] ภิกษุณีไม่บำรุงสหชีวินีผู้ได้รับทุกข์ ทั้งไม่ทำการขวนขวาย
เพื่อให้ผู้อื่นบำรุง ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือปาจิตตีย์.
[๗๐๙] ภิกษุณีให้ที่อาศัยแก่ภิกษุณีแล้ว โกรธ ขัดใจ ฉุดคร่าออก
ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังฉุดคร่า เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อฉุดคร่าออก
แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๐] ภิกษุณีผู้คลุกคลีไม่สละกรรมเพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ จบ
ต้องอาบัติ ๒ คือ จบญัตติ เป็นทุกกฏ ๑ จบกรรมวาจาครั้งสุด ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๑] ภิกษุณีไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวจาจิกภายในแว่นแคว้น
ซึ่งรู้กันว่าเป็นที่มีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ต้องอาบัติ ๒ คือ เดินไป เป็น
ทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อเดินไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
[๗๑๒] ภิกษุณีไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวจาริกภายนอก
แว่นแคว้น ซึ่งรู้กันว่าเป็นที่มีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ต้องอาบัติ ๒ คือ
เดินไป เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อเดินไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๓] ภิกษุณีเที่ยวจาริกภายในพรรษา ด้วยอาบัติ ๒ คือ เดินไป
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อเดินไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๔] ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ไม่หลีกไปสู่จาริก ต้องอาบัติ
ตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค ที่ ๔ จบ

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 286 (เล่ม 10)

คำถามและคำตอบอาบัติในจิตตาคารวรรค ที่ ๕
[๗๑๕] ภิกษุณีไปชมโรงละคนหลวงก็ดี โรงประกวดภาพก็ดี สถานที่
หย่อนใจก็ดี อุทยานก็ดี สระโบกขรณีก็ดี ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังไป เป็น
ทุกกฏในประโยค ๑ ยืนอยู่ในที่ใดมองเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๖] ภิกษุณีใช้สอยอาสันทิก็ดี บัลลังก็ดี ต้องอาบัติ ๒ คือ ใช้
สอย เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อใช้สอยแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๗] ภิกษุณีกรอด้าย ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังกรอ เป็นทุกกฏ
ในประโยค ๑ ม้วนไป ๆ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๘] ภิกษุณีช่วยทำธุระขอคฤหัสถ์ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังทำ
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๑๙] ภิกษุณีผู้อันภิกษุณีกล่าวว่า มาเถิด แม่เจ้า ขอจงช่วย
ระงับอธิกรณ์นี้ รับคำว่า ดีละ แล้วไม่ช่วยระงับ ไม่ทำการขวนขวายเพื่อ
ให้ระงับ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือปาจิตตีย์.
[๗๒๐] ภิกษุณีให้ของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี แก่ชาวบ้านก็ดี แก่
ปริพาชกก็ดี แก่ปริพาชิกาก็ดี ด้วยมือของตน ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๒๑] ภิกษุณีไม่สละผ้าอาศัยแล้วใช้เสียเอง ต้องอาบัติ ๒ คือ
ใช้สอย เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อใช้สอยแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๒๒] ภิกษุณีไม่มอบหมายที่อยู่แล้วหลีกไปสู่จาริก ต้องอาบัติ ๒
คือ เดินล่วงที่ล้อมก้าวหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เดินล่วงที่ล้อมสองก้าว
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 287 (เล่ม 10)

[๗๒๓] ภิกษุณีเรียนติรัจฉานวิชา ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังเรียน
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ บท ๑.
[๗๒๔] ภิกษุณีบอกติรัจฉานวิชา ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบอก
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ บท ๑.
จิตตาคารวรรค ที่ ๕ จบ
คำถามและคำตอบอาบัติในอารามวรรค ที่ ๖
[๗๒๕] ภิกษุณีรู้อยู่ ไม่บอกกล่าวก่อนเข้าไปสู่อารามที่มีภิกษุ ตอง
อาบัติ ๒ คือ เดินล่วงที่ล้อมก้าวหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เดินล่วงที่ล้อม
สองก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๒๖] ภิกษุณีด่าบริภาษภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ ด่า เป็นทุกกฏ
ในประโยค ๑ เมื่อด่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๒๗] ภิกษุณีแค้นเคืองบริภาษคณะ ต้องอาบัติ ๒ คือ บริภาษ
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อบริภาษแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๒๘] ภิกษุณีอันทายกนิมนต์แล้ว หรือห้ามภัตรแล้ว ฉันของเคี้ยว
ก็ดี ของฉันก็ดี ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วยตั้งใจจักเคี้ยว จักฉัน
ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๒๙] ภิกษุณีหวงตระกูล ต้องอาบัติ ๒ คือ หวง เป็นทุกกฏใน
ประโยค ๑ เมื่อหวงแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๓๐] ภิกษุณีจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ
จัดแจงเสนาสนะ จัดตั้งน้ำฉันน้ำใช้ กวาดบริเวณด้วยตั้งใจจะจำพรรษา ตอง
อาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ พร้อมกับอรุณขึ้น ๑.

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 288 (เล่ม 10)

[๗๓๑] ภิกษุณีจำพรรษาแล้ว ไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ด้วย
สถาน ๒ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
[๗๓๒] ภิกษุณีไม่ไปเพื่อรับโอวาท หรือเพื่อร่วมสังฆกรรม ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
[๗๓๓] ภิกษุณีไม่ถามอุโบสถก็ดี ไม่ขอโอวาทก็ดี ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ปาจิตตีย์.
[๗๓๔] ภิกษุณีไม่บอกสงฆ์หรือคณะ ให้บุรุษผ่าฝีก็ดี บาดแผลก็ดี
ซึ่งเกิดที่ง่ามขา ตัวต่อตัวร่วมกัน ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ผ่า เป็นทุกกฏใน
ประโยค ๑ เมื่อผ่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
อารามวรรค ที่ ๖ จบ
คำถามและคำตอบอาบัติในคัพภินีวรรค ที่ ๗
[๗๓๕] ภิกษุณียังสตรีมีครรภ์ให้บวช ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้บวช
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๓๖] ภิกษุณียังสตรีแม่ลูกอ่อนให้บวช ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้บวช
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๓๗] ภิกษุณียังสิกขมานาผู้มีสิกขายังไม่ได้ศึกษาในธรรม ๖ ประ-
การ ตลอด ๒ ปี ให้บวช ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้บวช เป็นทุกกฏในประโยค
๑ ให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๓๘] ภิกษุณียังสิกขมานาผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาในธรรม ๖ ประการ
ตลอด ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ให้บวช ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้บวช
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 289 (เล่ม 10)

[๗๓๙] ภิกษุณียังเด็กหญิงมีอายุหย่อน ๑๒ ปี ให้บวช ต้องอาบัติ
๒ คือ ให้บวช เป็นทุกุกฏในประโยค ๑ เมื่อให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๙๐] ภิกษุณียังเด็กหญิงมีอายุครบ ๑๒ ปีแล้ว แต่สิกขายังไม่ได้
ศึกษาในธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปี ต้องอาบัติ ๒ คือให้บวช เป็นทุกกฏ
ในประโยค ๑ ให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๔๑] ภิกษุณียังเด็กหญิงมีอายุครบ ๑๒ ปี มีสิกขาอันได้ศึกษาใน
ธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่สมมติให้บวช ต้องอาบัติ ๒
คือ ให้บวช เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้บวชแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๔๒] ภิกษุณียังสหชีวินีให้บวชแล้ว ไม่อนุเคราะห์ ไม่ให้ผู้อื่น
อนุเคราะห์ตลอด ๒ ปี ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
[๗๔๓] ภิกษุณีไม่ติดตามปวัตตินีผู้ให้อุปสมบท ตลอด ๒ ปี ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
[๗๔๔] ภิกษุณียังสหชีวินีให้อุปสมบทแล้ว ไม่พาหลีกไปเอง ไม่ยัง
ผู้อื่นให้พาหลีกไป ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
คัพภินีวรรค ที่ ๗ จบ
คำถามและคำตอบอาบัติในกุมารีภูตวรรค ที่ ๘
[๗๔๕] ภิกษุณียังสามเณรีที่เป็นเด็กหญิงมีอายุหย่อน ๒๐ ปี ให้
อุปสมบท ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้
อุปสมบทแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 290 (เล่ม 10)

[๗๔๖] ภิกษุณียังสามเณรีที่เป็นเด็กหญิงมีอายุครบ ๒๐ ปีแล้ว แต่
มีสิกขายังไม่ได้ศึกษาในธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปี ให้อุปสมบท ต้องอาบัติ
๒ คือ ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๔๗] ภิกษุณียังสามเณรีผู้มีอายุครบ ๒๐ ปี มีสิกขาอันได้ศึกษา
ในธรรม ๖ ประการตลอด ๒๐ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติให้อุปสมบท ต้อง
อาบัติ ๑ คือ ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๔๘] ภิกษุณีมีพรรษาหย่อน ๑๒ ให้อุปสมบท ต้องอาบัติ ๒ คือ
ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ ๑.
[๗๔๙] ภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ. ให้
อุปสมบท ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้
อุปสมบทแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๕๐] ภิกษุณีผู้อันภิกษุณีกล่าวอยู่ว่า อย่าเพ่อก่อน แม่คุณ ท่าน
อย่ายังสิกขมานาให้อุปสมบท รับคำว่า ดีละ แล้วถึงธรรมคือความบ่นว่าใน
ภายหลัง ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบ่นว่า เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อบ่นว่า
แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๕๑] ภิกษุณีกล่าวกะสิกขมานาว่า แม่เจ้า ถ้าท่านจักให้จีวรแก่
เรา ๆ จะให้ท่านอุปสมบทตามปรารถนา แล้วไม่ให้อุปสมบท ไม่ทำการขวน-
ขวายเพื่อให้อุปสมบท ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 291 (เล่ม 10)

[๗๕๒] ภิกษุณีกล่าวกะสิกขมานาว่า แม่เจ้า ถ้าท่านจักติดตามเรา
ตลอด ๒ ปี เราจักให้ท่านอุปสมบทตามปรารถนา แล้วไม่ให้อุปสมบท ไม่
ทำการขวนขวายเพื่อให้อุปสมบท ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ปาจิตตีย์.
[๗๕๓] ภิกษุณียังสิกขมานาผู้เกี่ยวข้องด้วยบุรุษ ผู้คลุกคลีกับเด็ก
หนุ่มผู้ดุร้าย ยังชายให้ระทมโศก ให้อุปสมบท ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้อุปสมบท
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๕๔] ภิกษุณียังสิกขมานาผู้อันมารดาบิดา หรือสามียังไม่อนุญาต
ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ ๑.
[๗๕๕] ภิกษุณียังสิกขมานาให้บวช ด้วยการให้ฉันทะค้างคราว ต้อง
อาบัติ ๒ คือ ให้บวช เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้บวชแล้ว ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๕๖] ภิกษุณียังสิกขมานาให้บวชทุกปี ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้บวช
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๕๗] ภิกษุณียังสิกขมานาให้บวชปีละ ๒ รูป ต้องอาบัติ ๒ คือ
ให้บวช เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้บวชแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
กุมารีภูตวรรค ที่ ๘ จบ
คำถามและคำตอบอาบัติในฉัตตุปาหนวรรคที่ ๙
[๗๕๘] ภิกษุณีใช้ร่มและรองเท้า ต้องอาบัติ ๒ คือ ใช้เป็นทุกกฏ
ในประโยค ๑ เมื่อใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 292 (เล่ม 10)

[๗๕๙] ภิกษุณีไปด้วยยาน ต้องอาบัติ ๒ คือ ไป เป็นทุกกฏใน
ประโยค ๑ เมื่อไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๐] ภิกษุณีใช้เครื่องประดับเอว ต้องอาบัติ ๒ คือ ใช้ เป็น
ทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๑] ภิกษุณีใช้เครื่องประดับสำหรับสตรี ต้องอาบัติ ๒ คือ ใช้
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๒] ภิกษุณีอาบน้ำปรุงเครื่องประเทืองผิว ต้องอาบัติ ๒ คือ
อาบ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ อาบเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๖๖๓] ภิกษุณีอาบน้ำปรุงกำยานเป็นเครื่องอบ ต้องอาบัติ ๒ คือ
อาบ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ อาบเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๔] ภิกษุณียังภิกษุณีให้นวด ให้ขยำ ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้นวด
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อนวดแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๕] ภิกษุณียังสิกขมานาให้นวด ให้ขยำ ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้
นวด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๖] ภิกษุณียังสามเณรีให้นวด ให้ขยำ ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้
นวด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
ภิกษุณียังหญิงคฤหัสถ์ให้นวด ให้ขยำ ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้นวด
เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑
ภิกษุณีไม่ขอโอกาส นั่งบนอาสนะข้างหน้าภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ
นั่ง เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๗๖๗] ภิกษุณีถามปัญหากะภิกษุผู้ที่ตนยังมิได้ขอโอกาส ต้องอาบัติ
๒ คือ ถาม เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เมื่อถามแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 293 (เล่ม 10)

[๗๖๘] ภิกษุณีไม่มีผ้ารัดถันเข้าไปสู่บ้าน ต้องอาบัติ ๒ คือ เดิน
ล่วงที่ล้อมก้าวที่นึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เดินล่วงที่ล้อมก้าวที่สอง ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ ๑.
ฉัตตุปาหนวรรค ที่ ๙ จบ
ขุททกสิกขาบท ๙ วรรค จบ
ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถามและคำตอบอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
[๗๖๙] ภิกษุณีขอเนยใสมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเดนด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๗๐] ภิกษุณีขอน้ำมันมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๗๑] ภิกษุณีขอน้ำผึ้งมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๗๒] ภิกษุณีขอน้ำอ้อยมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๗๓] ภิกษุณีขอปลามาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วยมุ่ง
จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๗๔] ภิกษุณีขอเนื้อมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วยมุ่ง
จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
[๗๗๕] ภิกษุณีขอนมสดมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 294 (เล่ม 10)

[๗๗๖] ภิกษุณีขอนมส้มมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
ปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขาบท จบ
กตาปัตติวาร ที่ ๒ จบ
วิปัตติวาร ที่ ๓
[๗๗๗] ถามว่า อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วย
กายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔
ตอบว่า อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของ
บุรุษบุคคลผู้กำหนัด จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางทีเป็นศีลวิบัติ
บางที่เป็นอาจารวิบัติ . . .
[๗๗๘] ถามว่า อาบัติของภิกษุณีผู้ขอนมส้มมาฉัน จัดเป็นวิบัติ
เท่าไร บรรดาวิบัติ ๔
ตอบว่า อาบัติของภิกษุณีผู้ขอนมส้มมาฉัน จัดเป็นวิบัติอย่างหนึ่ง
บรรดาวิบัติ ๔ คือ อาจารวิบัติ.
วิปัตติวาร ที่ ๓ จบ
สังคหวาร ที่ ๔
[๗๗๙] ถามว่า อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วย
กายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร บรรดากอง
อาบัติ ๗

294