พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 165 (เล่ม 10)

วรรค ที่ ๖
[๔๓๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันดังซู๊ด ๆ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๓๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเลียมือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๓๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันขอดบาตร ต้องอาบัติตัว-
หนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเลียริมฝีปาก ต้องอาบัติตัว-
หนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวใน
ละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีร่มในมือ
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีไม้พลอง
ในมือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีศัสตราใน
มือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีอาวุธใน
มือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
วรรค ที่ ๖ จบ

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 166 (เล่ม 10)

วรรค ที่ ๗
[๔๔๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมเขียง
เท้า ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมรองเท้า
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๔๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลไปในยาน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้อยู่บนที่
นอน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ. ุ
[๔๕๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งรัดเข่า
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้โพกศีรษะ
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้คลุมศีรษะ
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งอยู่ที่แผ่นดินแสดงธรรมแก่
บุคคลนั่งบนอาสนะ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งบนอาสนะต่ำแสดงธรรมแก่
บุคคลผู้นั่งบนอาสนะสูง ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ยืนอยู่ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้
นั่งอยู่ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 167 (เล่ม 10)

[๔๕๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไปข้างหลัง แสดงธรรมแก่
บุคคลผู้เดินไปข้างหน้า ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไปนอกทาง แสดงธรรมแก่
บุคคลผู้เดินไปในทาง ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๕๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ยืนถ่ายอุจจาระ หรือ ปัสสาวะ
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๖๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ หรือ
บ้วนเขฬะลงบนของเขียวสด ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๖๑] ถามว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือ
บ้วนเขฬะลงในน้ำ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะ
ลงในน้ำ ต้องอาบัติตัวหนึ่งนี้.
วรรค ที่ ๗ จบ
เสขิยวัตร ๗๕ สิกขาบท จบ
กตาปัตติวาร ที่ ๒ จบ
วิปัตติวาร ที่ ๓
[๔๖๒] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม จัดเป็นวิบัติเท่าไร
บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 168 (เล่ม 10)

ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดา
วิบัติ ๔ อย่าง คือ บางทีเป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ . . .
ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ จัดเป็นวิบัติอันหนึ่ง คือ อาจารวิบัติ บรรดา
วิบัติ ๔ อย่าง
วิปัตติวารที่ ๓ จบ
สังคหิตวาร ที่ ๔
[๔๖๓] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม สงเคราะห์ด้วยกอง
อาบัติเท่าไร บรรดาอาบัติ ๗ กอง
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม สงเคราะห์ด้วยอาบัติ ๓ กอง
บรรดาอาบัติ ๗ กอง คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติ
ถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ. . .
ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร บรรดา
อาบัติ ๗ กอง
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๑ คือ กองอาบัติ
ทุกกฏ บรรดาอาบัติ ๗ กอง.
สังคหิตวาร ที่ ๔ จบ

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 169 (เล่ม 10)

สมุฏฐานวาร ที่ ๕
[๔๖๔] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เกิดด้วยสมุฏฐาน
เท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๕
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา . . .
ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาสมุฏฐาน
แห่งอาบัติ ๖
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐาน
แห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.
สมุฏฐานวารที่ ๕ จบ
อธิกรณวาร ที่ ๖
[๔๖๕] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เป็นอธิกรณ์ไหน
บรรดาอธิกรณ์ ๔
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เป็นปัตตาธิกรณ์ บรรดา
อธิกรณ์ ๔ . . .
ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ เป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔ . . .

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 170 (เล่ม 10)

ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ เป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔.
อุธิกรณวารที่ ๖ จบ
สมถวาร ที่ ๗
[๔๖๖] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ระงับด้วยสมถะ
เท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง
บรรดาสมถะ ๗ คือ บางที ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญากรณะ ๑ บางที
ด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑ . . .
ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือ
ปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ
บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางที ด้วยสัมมุขาวินัยกับติณ
วัตถารกะ ๑.
สมถวารที่ ๗ จบ
สมุจจัยวาร ที่ ๘
[๔๖๗] ถามว่า ภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบว่า ภิกษุผู้เสพเมถุนธรรมต้องอาบัติ ๓ ตัว คือ เสพเมถุนธรรม
ในสรีระที่ไม่ถูกสัตว์กัด ต้องอาบัติปาราชิก ๑ เสพเมถุนธรรมในสรีระที่ถูก

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 171 (เล่ม 10)

สัตว์กัดแล้วโดยมาก ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากที่อ้า
มิได้ถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑
ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้
ถ. อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร บรรดาอาบัติ ๗ กอง เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ เป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วย
สมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗
ต. อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง คือ บางที
เป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๓ บรรดาอาบัติ ๗ กองคือ บางทีด้วยกอง
อาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือเกิดแต่กาย
กับจิต มิใช่วาจา
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือบางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วย
ปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑. . .
ถ. ภิกษุอาศัยความเอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน
เขฬะลงในน้ำ ต้องอาบัติเท่าไร
ต. ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะหรือบ้วน
เขฬะลงในน้ำ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือทุกกฏ
ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน
เขฬะลงในน้ำ ต้องอาบัติตัวหนึ่งนี้

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 172 (เล่ม 10)

ถ. อาบัตินั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ สงเคราะห์ด้วยกอง
อาบัติเท่าไร บรรดากองอาบัติ ๗ เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไรบรรดาสมุฏฐานแห่ง
อาบัติ ๖ เป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดา
สมถะ ๗
ต. อาบัตินั้นจัดเป็นวิบัติอย่างหนึ่ง บรรดาวิบัติ ๔ คืออาจารวิบัติ
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๗ กอง คือ ด้วยกองอาบัติทุกกฏ
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือเกิดแต่กาย
กับจิต มิใช่วาจา จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔
ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย
๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑ .
สมุจจัยวาร ที่ ๘ จบ
๘ วารนี้ พระธรรมสังดีติกาจารย์เขียนไว้ สำหรับสวดเท่านั้น.
หัวข้อประจำวาร
[๔๖๘] กัตถปัญญัติวาร ๑ กตาปัตติวาร ๑ วิปัตติวาร ๑ สังคหิตวาร
๑ สมุฏฐานวาร ๑ อธิกรณวาร ๑ สมถวาร ๑ สมุจจัยวาร ๑.
กัตถบัญญัติวาร ที่ ๑
คำถามและคำตอบปาราชิก ๔ สิกขาบท
[๔๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะปัจจัยคือเสพเมถุนธรรม
ณ ที่ไหน ทรงปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร . . . ใครนำมาเป็นต้น.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 173 (เล่ม 10)

คำถามและคำตอบปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะปัจจัยคือเสพเมถุนธรรม
ณ ที่ไหน
ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี
ถ. ทรงปรารภใคร
ต. ทรงปรารภพระสุทิน กลันทบุตร
ถ. เพราะเรื่องอะไร
ต. เพราะเรื่องพระสุทิน กลันทบุตร เสพเมถุนธรรมในปุราณทุติยิกา
ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันน-
บัญญัติ หรือ
ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒ อนุปันนบัญญัติไม่มี ในปาราชิก
สิกขาบทที่ ๑ นั้น
ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ
ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ
ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารบัญญัติ หรือ
ต. มีแต่สาธารณบัญญัติ
ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ
ต. มีแต่อุภโตบัญญัติ
ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้นจัดเข้าใน
อุเทศไหน นับเนื่องในอุเทศไหน
ต. จัดเข้าในนิทาน นับเนื่องในนิทาน

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 174 (เล่ม 10)

ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร
ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๒
ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน
ต. เป็นศีลวิบัติ
ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน
ต. เป็นอาบัติกองปาราชิก
ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น เกิด
ด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา . . .
ถ. ใครนำมา
ต. พระเถระทั้งหลายนำสืบ ๆ กันมา.
รายนามพระเถระ
พระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบายลี
พระทาสกะ พระโสณกะ พระสิคควะ รวม
เป็นห้าทั้งพระโมคคัลลีบุตร นำพระวินัยมา
ในทวีปชื่อว่าชมพูมีสิริ แต่นั้น พระเถระผู้
ประเสริฐ มีปัญญามากเหล่านี้ คือ พระ-
มหินทะ ๑ พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑
พระสัมพละ ๑ . . . พระเถระผู้ประเสริฐมี
ปัญญามากเหล่านี้ รู้พระวินัย ฉลาดใน

174