พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 155 (เล่ม 10)

สหธรรมิกวรรค ที่ ๘
[๓๖๑] ภิกษุอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม กล่าวว่า แน่ะ
เธอ ฉันจักยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ จนกว่าจะได้ถามภิกษุอื่นผู้ฉลาด ผู้ทรง
วินัย ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังพูด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ พูดแล้ว ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๒] ภิกษุก่นวินัย ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังก่น เป็นทุกกฏใน
ประโยค ๑ ก่นแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๓] ภิกษุแสร้งทำหลง ต้องอาบัติ ๒ คือ เมื่อความหลงอันภิกษุ
ทั้งหลายยังไม่ยกขึ้นประกาศ ทำหลง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เมื่อความหลงอันภิกษุ
ทั้งหลายยกขึ้นประกาศแล้ว ทำหลง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๔] ภิกษุโกรธ ขัดใจ ให้ประหารแก่ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ
กำลังประหาร เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ประหารแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๕] ภิกษุโกรธ ขัดใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือแก่ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒
คือ กำลังเงื้อ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เงื้อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๖] ภิกษุกำจัดภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสหามูลมิได้ ต้องอาบัติ ๒
คือ กำลังกำจัด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ กำจัดแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๗] ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญแก่ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลัง
ก่อ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ก่อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๖๘] เมื่อภิกษุทั้งหลายเกิดบาดหมางกัน เกิดทะเลาะกัน ถึงการ
วิวาทกัน ภิกษุยืนแอบฟัง ต้องอาบัติ ๒ คือ เดินไปด้วยตั้งใจว่าจักฟัง ต้อง
อาบัติทุกกฏ ๑ ยืนที่ใดได้ยิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 156 (เล่ม 10)

[๓๖๙] ภิกษุให้ฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมคือความ
บ่นว่าในภายหลัง ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบ่นว่า เป็นทุกกฏในประโยค ๑
บ่นว่าแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๐] เมื่อเรื่องอันจะพึงวินิจฉัยยังเป็นไปอยู่ในสงฆ์ ภิกษุไม่ให้
ฉันทะ แล้วลุกจากอาสนะหลีกไปเสีย ต้องอาบัติ ๒ คือ เมื่อยังไม่สละหัตถบาส
แห่งบริษัท ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ละแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๑] ภิกษุกับสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน ให้จีวร แล้วภายหลังถึงธรรม
คือ ความบ่นว่า ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบ่นว่า เป็นทุกกฏในประโยค ๑
บ่นว่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๒] ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไปจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล
ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังน้อมมา เป็นทุกกฏในประโยค ๑ น้อมมาแล้ว ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ ๑.
สหธรรมิกวรรค ที่ ๘ จบ
ราชวรรค ที่ ๙
[๓๗๓] ภิกษุไม่ได้รับบอกก่อน เข้าไปสู่ภายในพระตำหนักหลวง
ต้องอาบัติ ๒ คือ ก้าวเท้าที่ ๑ ล่วงธรณีประตู ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ก้าวเท้า
ที่ ๒ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๔] ภิกษุเก็บรัตนะ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังเก็บ เป็นทุกกฏ
ในประโยค ๑ เก็บแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 157 (เล่ม 10)

[๓๗๕] ภิกษุไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่ แล้วเข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล
คืออาบัติ ๒ คือ เข้าไปสู่ที่ล้อมเลย ๑ ก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เลย ๒ ก้าว
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๖] ภิกษุให้ทำกล่องเข็ม แล้วด้วยกระดูกก็ดี แล้วด้วยงาก็ดี
แล้วด้วยเขาก็ดี ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำเป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้
ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๗] ภิกษุให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ
กำลังให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๘] ภิกษุให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เป็นของหุ้มนุ่น ต้องอาบัติ ๒
คือ กำลังให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๗๙] ภิกษุให้ทำผ้าสำหรับปูนั่ง เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ
กำลังให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๘๐] ภิกษุให้ทำผ้าปิดฝี เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลัง
ให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๘๑] ภิกษุให้ทำผ้าอาบน้ำฝน เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ
กำลังให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
[๓๘๒] ถามว่า ภิกษุให้ทำจีวรมีประมาณเท่าจีวรพระสุคตต้องอาบัติ
เท่าไร.
ตอบว่า ภิกษุให้ทำจีวร มีประมาณเท่าจีวรพระสุคต ต้องอาบัติ ๒
คือ กำลังให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
ภิกษุให้ทำจีวรมีประมาณเท่าจีวรพระสุคต ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.
ราชวรรค ที่ ๙ จบ
ขุททกสิกขาบท จบ

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 158 (เล่ม 10)

คำถามและคำตอบในปาฏิเทสนียกัณฑ์
สิกขาบทที่ ๑
[๓๘๓] ถามว่า ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน รับของเคี้ยวก็ดี ของฉัน
ก็ดี ด้วยมือของตน จากมือของภิกษุณีมิใช่ญาติ แล้วฉันต้องอาบัติเท่าไร.
ตอบว่า ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วย
มือของตน จากมือของภิกษุณีมิใช่ญาติ แล้วฉันต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยมุ่ง
จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือของตน
จากมือของภิกษุณีมิใช่ญาติแล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.
สิกขาบทที่ ๒
[๓๘๔] ภิกษุไม่ห้ามภิกษุณีผู้ยืนสั่งเสียอยู่ แล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ
รับด้วยมุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
สิกขาบทที่ ๓
[๓๘๕] ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในสกุลที่สงฆ์สมมติว่า
เป็นเสกขะ ด้วยมือของตนมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยมุ่งจักฉัน ต้อง
อาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
สิกขาบทที่ ๔
[๓๘๖] ถามว่า ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอก
ให้รู้ไว้ก่อน ในเสนาสนะป่า ด้วยมือของตน ในวัดที่อยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ
เท่าไร.

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 159 (เล่ม 10)

ตอบว่า ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อน
ในเสนาสนะป่า ด้วยมือของตน ในวัดที่อยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วย
มุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน ๑.
ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อนใน
เสนาสนะป่า ด้วยมือของตน ในวัดที่อยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.
ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท จบ
คำถามและคำตอบอาบัติในเสขิยกัณฑ์
วรรคที่ ๑
[๓๘๗] ถามว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้า หรือ
เลื้อยหลัง ต้องอาบัติเท่าไร.
ตอบว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง ต้อง
อาบัติตัวหนึ่งนี้.
[๓๘๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ห่มผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๘๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เปิดกาย เดินไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 160 (เล่ม 10)

[๓๙๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เปิดกาย นั่งในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือ หรือเท้าไปในละแวก
บ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือ หรือเท้านั่งใน
ละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้น ๆ ไปในละแวก
บ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้น ๆ นั่งในละแวก
บ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งเวิกผ้าในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
วรรคที่ ๑ จบ
วรรคที่ ๒
[๓๙๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินหัวเราะไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๓๙๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งหัวเราะในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 161 (เล่ม 10)

[๓๙๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินพูดเสียงดังลั่นไปในละแวก
บ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งพูดเสียงดังลั่นในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินโคลงกายไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งโคลงกายในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไกวแขนไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งไกวแขนในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ .
[๔๐๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งโคลงศีรษะในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
วรรคที่ ๒ จบ
วรรคที่ ๓
[๔๐๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินค้ำกายไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 162 (เล่ม 10)

[๔๐๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งค้ำกายในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๐๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งคลุมศีรษะในละแวกบ้าน
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินกระโหย่งเท้าไปในละแวก
บ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งรัดเข้าในละแวกบ้าน ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้น ๆ รับบิณฑบาต
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับแต่แกงมาก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๑๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตจนพูนบาตร ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
วรรค ที่ ๓ จบ

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 163 (เล่ม 10)

วรรค ที่ ๔
[๔๑๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้น ๆ ฉันบิณฑบาต
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๑๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตให้แหว่งในที่นั้น ๆ
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแต่แกงมาก ต้องอาบัติตัว-
หนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ กลบแกงหรือกับด้วยข้าวสุก
ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ไม่อาพาธ ขอแกงก็ดี ข้าวสุก
ก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือทุกกฏ.
[๔๒๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ มุ่งจะยกโทษ แลดูบาตรของ
ภิกษุอื่น ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวใหญ่ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๒๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ยาว ต้องอาบัติ
ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
วรรค ที่ ๔ จบ

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 164 (เล่ม 10)

วรรค ที่ ๕
[๔๒๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปากอ้าปากไว้
ท่า ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ สอดมือทั้งหมดเข้าในปาก ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๒๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ พูดทั้งคำข้าวมีอยู่ในปาก ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๓๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเดาะคำข้าว ต้องอาบัติตัว-
หนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๓๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันกัดคำข้าว ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๓๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย ต้อง
อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๓๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันสลัดมือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๓๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันโปรยเมล็ดข้าว ต้องอาบัติ
ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.
[๔๓๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแลบลิ้น ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
[๔๓๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันดังจั๊บ ๆ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง
คือ ทุกกฏ.
วรรค ที่ ๕ จบ

164