ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 559 (เล่ม 9)

หัวข้อประจำขันธกะ
[๖๖๔] เรื่องวัตถุ ๑๐ เรื่องเทน้ำให้เต็มถาดสัมฤทธิ์ เรื่องลงปฏิสาร-
ณียกรรม เรื่องเข้าไปในเมืองเวสาลีกับทูต เรื่องเศร้าหมองของพระจันทร์
พระอาทิตย์ ๔ อย่าง เรื่องความเศร้าหมองของสมณะอีก ๔ อย่าง เรื่องรับทอง
และเงิน เรื่องพระยสไปปรากฏตัวที่เมืองโกสัมพี เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา
เรื่องแสวงหาพวก เรื่องเมืองโสเรยยะ เรื่องเมืองสังกัสสะ เรื่องเมืองกัณณ-
กุชชะ เรื่องไปเมืองอุทุมพร เรื่องไปเมืองสหชาติ เรื่องอาราธนาสวดสรกัญญะ
เรื่องพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีได้ทราบข่าว เรื่องพวกเราจะได้ใครหนอเป็น
ฝักฝ่าย เรื่องจัดแจงสมณบริขารมีบาตรเป็นต้น เรื่องโดยสารเรือไปไกล เรื่อง
ท่านพระอุตตระรับคำ เรื่องถูกตำหนิร้ายแรง เรื่องสงฆ์ไปเมืองเวสาลี เรื่อง
เมตตา เรื่องสงฆ์ระงับอธิกรณ์ด้วยอุพพาหิกวิธี.
หัวข้อประจำขันธกะ จบ
จุลวรรค ภาค ๒ จบ
พระวินัยปิฏก เล่ม ๗ จบ

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 560 (เล่ม 9)

สัตตสติกักขันธก วรรณนา
วินิจฉัยในสัตตสติกักขันธกะ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า ภิกฺขุคฺเคน มีความว่า ภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี นับ
ภิกษุทั้งหลายตามจำนวนภิกษุแล้ว จัดส่วนไว้มีประมาณเท่านั้น.
บทว่า มหิกา ได้แก่ หมอกในคราวหิมะตก.
บทว่า อวิชฺชานีวุตา ได้แก่ ผู้อันอวิชชาปิดบังแล้ว.
บทว่า โปสา ได้แก่ บุรุษ. ชื่อว่าผู้ชื่นชมนักซึ่งปิยรูป เพราะ
เพลินนัก คือ กระหยิ่ม ปรารถนาซึ่งปิยรูป.
บทว่า อวิทฺทสุ ได้แก่ ไม่รู้ ชื่อว่าผู้มีฐุลีด้วยธุลีคือราคะ. ชื่อว่า
ผู้เป็นเพียงดังมฤค เพราะเป็นผู้คล้ายมฤค. ชื่อว่าผู้มีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
เพราะเป็นไปกับด้วยตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ.
บาทคาถาว่า วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ มีความว่า ย่อมยังภูมิเป็น
ที่ทิ้งซากศพให้หนาขึ้นเนือง ๆ. ก็แลเมื่อยังภูมิเป็นที่ทิ้งซากศพให้หนาขึ้น
เนือง ๆ อย่างนั้น ชื่อว่าย่อมถือเอาภพใหม่ที่น่ากลัว คือว่าย่อมเกิดอีก ฉะนี้
แล.
ข้อว่า ปาปิกํ โน อาวุโส กตํ มีความว่า ผู้มีอายุ กรรมลามก
อัน เราทั้งหลายกระทำแล้ว.
บทว่า ภุมฺมิ นี้ ซึ่งมีอยู่ใน คำว่า กตเมน ตฺวํ ภุมฺมิ วิหาเรน
นี้ เป็นคำไพเราะ.

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 561 (เล่ม 9)

ได้ยินว่า ท่านพระสัพพกามี ผู้ประสงค์จะกล่าวคำอันไพเราะจึงเรียก
ภิกษุใหม่ทั้งหลาย อย่างนั้น .
บทว่า กุลฺลกวิหาเรน ได้แก่ ธรรมเป็นที่อยู่อันตื้น.
[ว่าด้วยสิงคิโลณกัปปะ]
สองบทว่า สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเค มีความว่า เกลือเขนงนี้เป็น
ของอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วในสุตตวิภังค์ อย่างไร ? จริงอยู่ ใน
สุตตวิภังค์นั้น เกลือเขนงเป็นของอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ของภิกษุรับ
ประเคนแล้วในวันนี้ ควรเพื่อฉันในวันอื่นอีก ชื่อว่าเป็นของสันนิธิ ดังนี้แล้ว
ตรัสอาบัติห้ามอีกว่า ภิกษุมีความสำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้
ค้างคืน ว่ามิได้รับประเคนไว้ค้างคืน เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้อง
ปาจิตตีย์.
ในสุตตวิภังค์นั้น อาจารย์พวกหนึ่งเข้าใจว่า ก็ สิกขาบทนี้พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า โย ปน ภิกฺขุ สนฺนิธิการกํ ขาทนียํ วา โภชนียํ
วา เป็นอาทิ แต่ธรรมดาเกลือนี้ ไม่ถึงความเป็นสันนิธิ เพราะเป็นยาวชีวิก
ภิกษุรับประเคนอามิสที่ไม่เค็มแม้ใดด้วยเกลือนั้น แล้วฉันพร้อมกับเกลือนั้น
อามิสนั้น อันภิกษุรับประเคนในวันนั้นเท่านั้น เพราะเหตุนั้น อันอาบัติทุกกฏ
ในเพราะเกลือที่รับประเคนก่อนนี้ พึงมี เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย
วัตถุเป็นยาวชีวก ภิกษุรับประเคนในวันนั้น พร้อมกับวัตถุเป็นยาวกาลิกควร
ในกาล ไม่ควรในวิกาล.*
* มหาวคฺค. ทติย. ๑๓๒.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 562 (เล่ม 9)

อาจารย์เหล่านั้น อันปรวาที่พึงกล่าวแก้ว่า แม้อาบัติทุกกฏก็ไม่พึงมี
ตามมติของพวกท่าน ด้วยว่า บรรดาเกลือและอามิสที่ไม่เค็มนี้ เกลือซึ่งเป็น
ยาวชีวิก หาได้รับประเคนในวันนั้นไม่ อามิสที่ไม่เค็มซึ่งเป็นยาวกาลิกเท่านั้น
รับประเคนในวันนั้น และอามิสนั้นภิกษุหาได้บริโภคในเวลาวิกาลไม่ หรือ
หากว่า พวกท่านสำคัญอาบัติทุกกฏ เพราะพระบาลีว่า วิกาเล น กปฺปติ
ดังนี้ ไซร้ แม้อาบัติปาจิตตีย์ เพราะในวิกาลโภชน์ จะไม่พึงมี แก่ภิกษุผู้
บริโภคยาวกาลิกซึ่งปนกับยาวชีวิก ในเวลาวิกาล. เพราะเหตุนั้น ท่านไม่พึง
ฉวยเอาแต่เพียงพยัญชนะ พึงพิจารณาดูใจความ
ในคำว่า วิกาเล กปฺปติ นี้ มีเนื้อความดังนี้ :-
ยาวชีวิกกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ถ้าว่า เป็นของมีรส
เจือกันได้ ย่อมเป็นของมีคติอย่างยาวกาลิกแท้. เพราะเหตุนั้นทุกกฏชื่อว่าไม่มี
ในคำว่า กาเล กปฺปติ วิกาเล น กปฺปติ นี้ เพราะสิกขาบทนี้ว่า
โย ปน ภิกฺขุ วิกาเล ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ดังนี้เป็นอาทิ แต่
ย่อมมีในเพราะยาวชีวิก มีรสเจือปนกับยาวกาลิกนี้ด้วยสักว่า คำว่า น กปฺปติ.
ยาวชีวิกที่รับประเคนในวันนั้น มีรสเจือปนยาวกาลิก ไม่ควรในวิกาล
คือ เป็นกาลิกที่นำมาซึ่งปาจิตตีย์ เพราะวิกาลโภชน์ฉันใดเลย ยาวชีวิกแม้ที่
รับประเคนในวันนี้ มีรสเจือปนกับยาวกาลิกในวันอื่นอีก ไม่ควร คือ เป็น
กาลิกนำมาซึ่งปาจิตตีย์เพราะฉันของเป็นสันนิธิ ข้อนี้ก็ฉันนั้น. ภิกษุแม้ไม่รู้อยู่
ซึ่งกาลิกนั้นว่า นี้เป็นของที่ทำการสะสม ย่อมไม่พ้น (จากอาบัติ).
จริงอยู่ คำนี้อันพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า ภิกษุมีความ
สำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้ค้างคืน ว่านี้ได้รับประเคนไว้ค้างคืน
เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเหตุนั้น คำตอบ

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 563 (เล่ม 9)

ที่ว่า สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเค นี้ จึงเป็นคำตอบที่หมดจดดี แห่งคำถาม
ที่ว่า กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตํ นี้.
[ว่าด้วยอาวาสกัปปะ ]
คำว่า ราชคเห อุโปสถสํยุตฺเต นี้ อันพระสังคาหกเถระกล่าว
หมายเอาพระพุทธพจน์นี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสเดียวกัน ไม่ควรสมมติ
โรงอุโบสถ ๒ แห่ง ภิกษุได้พึงสมมติ ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ.
ข้อว่า วินยาติสาเร ทุกฺกฏํ มีความว่า เป็นทุกกฏ เพราะละเมิด
พระวินัยนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสเดียวกัน ไม่ควรสมมติโรงอุโบสถ
๒ แห่ง นี้แล.
[ว่าด้วยอนุมติกัปปะ]
คำว่า จมฺเปยฺยเก วินยวตฺถุสฺมึ นี้ พระสังคาหกเถระกล่าวหมาย
เอาเรื่องวินัย อันมาแล้วในจัมเปยยักขันธกะ เริ่มต้นอย่างนี้ว่า อธมฺเมน
เจ ภิกฺขเว วคฺคกมฺมํ อกมฺนํ น จ กรณียํ ดังนี้.
คำว่า เอกจฺโจ กปฺปติ นี้ พระสังคาหกเถระกล่าวหมายเอาความ
ประพฤติที่เป็นธรรม.
[ว่าด้วยอทสกนิสีทนกัปปะ]
จริงอยู่ คำว่า เฉทนเก ปาจิตฺติยํ นี้ มาแล้วในสุตตวิภังค์ว่า
ผ้าปูนั่งที่มีชาย เรียกชื่อว่า นิสีทนะ เพราะเหตุนั้น เฉพาะชายประมาณคืบ
หนึ่ง อันภิกษุย่อมได้เกินกว่า ๒ คืบสุคตขึ้นไป.

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 564 (เล่ม 9)

คำว่า เป็นปาจิตตีย์ มีการตัดเป็นวินัยกรรม แก่ภิกษุผู้ให้ก้าวล่วง
ประมาณนั้น นี้ ย่อมเป็นคำปรับได้ทีเดียว แก่ภิกษุผู้ทำตามประมาณนั้น
เว้นชายเสีย. เพราะเหตุนั้น ท่านพระสัพพกามี อันท่านพระเรวตะถามว่า ต้อง
อาบัติอะไร ? จึงตอบว่า ต้องปาจิตตีย์ ในเฉทนกสิกขาบท อธิบายว่า ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเฉทนกสิกขาบท.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.
สัตตสติกักขันธก วรรณนา ในอรรถกถา
ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ
คาถาสรูป
ขันธกะ ๒๒ ประเภท สงเคราะห์
ด้วยวรรค ๒ อัน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงละ
ทุกข์ คือ เบญจขันธ์เสีย ตรัสแล้วในพระ-
ศาสนา วรรณนาขันธกะเหล่านี้นั้น สำเร็จ
แล้วปราศจากอันตรายฉันใด แม้ความหวัง
อันงามทั้งหลาย ของสัตว์มีปราณจงสำเร็จ
ฉันนั้นเถิด ฉะนี้แล.
ในจุลลวรรคนี้ มีขันธกะ คือ กัมมัก-
ขันธกะ ปาริวาสิกักขันธกะ สมุจจยักขันธกะ
สมถักขันธกะ ขุททกวัตถุกขันธกะ เสนา-
สนักขันธกะ สังฆเภทักขันธกะ วัตตักขันธกะ
ปาติโมกขัฏฐปนักขันธกะ ภิกขุนิกขันธกะ
ปัญจสติกักขันธกะ และสัตตสติกักขันธกะ
จบแล้ว.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 1 (เล่ม 10)

พระวินัยปิฎก
เล่ม ๘
ปริวาร
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มหาวิภังค์ ๑๖ มหาวาร
กัตถปัญญัติวาร ที่ ๑
[๑] พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ
เจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน ทรงปรารภใคร
เพราะเรื่องอะไร ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุ-
ปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ สาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ
เอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ ปาราชิกสิกขาบท
ที่ ๑ นั้น จัดเข้าในอุเทศไหน นับเนื่องในอุเทศไหน มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่
เท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติ
กองไหน บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานเท่าไร
บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อย่างไหน บรรดาสมถะ ๗ ย่อมระงับด้วยสมถะ
เท่าไร ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
นั้น อะไรเป็นอภิวินัย ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์
ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์ อะไรเป็นวิบัติ อะไร

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 2 (เล่ม 10)

เป็นสมบัติ อะไรเป็นข้อปฏิบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบท
ที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร พวกไหนศึกษา พวกไหนมีสิกขา
อันศึกษาแล้ว ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น ตั้งอยู่ในใคร พวกไหนย่อมทรงไว้
เป็นถ้อยคำของใคร ใครนำมา.
ปาราชิกกัณฑ์
คำถามและคำตอบปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
[๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน
ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี
ถ. ทรงปรารภใคร
ต. ทรงปรารภพระสุทิน กลันทบุตร
ถ. เพราะเรื่องอะไร
ต. เพราะเรื่องที่พระสุทิน กลันทบุตร เสพเมถุนธรรมในปุราณ-
ทุติยิกา
ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันน-
บัญญัติ หรือ
ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒ อนุปันนบัญญัติ ไม่มี ในปาราชิก-
สิกขาบทที่ ๑ นั้น
ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ
ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ
ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 3 (เล่ม 10)

ต. มีแต่สาธารณบัญญัติ
ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ
ต. มีแต่อุภโตบัญญัติ
ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น จัดเข้าใน
อุเทศไหน นับเนื่องในอุเทศไหน
ต. จัดเข้าในนิทาน นับเนื่องในนิทาน
ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร
ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๒
ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน
ต. เป็นศีลวิบัติ
ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน
ต. เป็นอาบัติกองปาราชิก
ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น
เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ต. เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา
ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร
ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์
ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ต. ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑
ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย ในปาราชิกสิกขาบท
ที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอภิวินัย

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ – หน้าที่ 4 (เล่ม 10)

ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย
ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์ ในปาราชิก-
สิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์
ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์
ถ. อะไรเป็นวิบัติ
ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ
ถ. อะไรเป็นสมบัติ
ต. ความสังวรเป็นสมบัติ
ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ
ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรม
เห็นปานนี้ แล้วศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ
ถ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรง
อาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร
ต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรง
อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อ
ความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มี
ศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะ
อันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อ
ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑
ถ. พวกไหนศึกษา

4