ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 549 (เล่ม 9)

อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า พวกพระ-
วัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีนี้ แสดงวัตถุ ๑๐ ประการในเมืองเวสาลี ว่าดังนี้ :-
๑. สิงคิโลณกัปปะ ควร
๒. ทวังคุลกัปปะ ควร
๓. คามันตรกัปปะ ควร
๔. อาวาสกัปปะ ควร
๕. อนุมัติกัปปะ ควร
๖. อาจิณณกัปปะ ควร
๗. อมถิตกัปปะ ควร
๘. ดื่มชโลคิ ควร
๙. ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควร
๑๐. ทองและเงิน ควร
ท่านเจ้าข้า พระเถระได้ศึกษาพระธรรมและพระวินัยเป็นอันมากใน
สำนักพระอุปัชฌายะ เมื่อพระเถระพิจารณาพระธรรมและพระวินัยอยู่เป็น
อย่างไร ขอรับ ภิกษุพวกไหนเป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวก
เมืองปาฐา
พระสัพพกามีย้อนถามว่า ท่านได้ศึกษาพระธรรมและพระวินัยเป็นอัน
มากในสำนักอุปัชฌายะ ก็เมื่อท่านพิจารณาพระธรรมและพระวินัยอยู่เป็น
อย่างไร ขอรับ ภิกษุพวกไหนเป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวกเมือง
ปาฐา
พระสัมภูตะตอบว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อผมพิจารณาพระธรรมและพระวินัย
เป็นอย่างนี้ ขอรับ ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐา

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 550 (เล่ม 9)

เป็นธรรมวาที แต่ว่าผมยังทำความเห็นให้แจ่มแจ้งไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์
พึงสมมติผมเข้าในอธิกรณ์นี้
พระสัพพกามีกล่าวว่า แม้เมื่อผมพิจารณาพระธรรมและพระวินัยอยู่ก็
เป็นอย่างนี้ ขอรับ ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็น
ธรรมวาที แต่ว่าผมยังทำความเห็นให้แจ่มแจ้งไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์พึง
สมมติผมเข้าในอธิกรณ์นี้.
สมมติภิกษุเป็นพวกปราจีนและปาฐา
[๖๔๙] ครั้งนั้น สงฆ์ประสงค์จะวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น จึงประชุมกัน
ก็เมื่อสงฆ์กำลังวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น เสียงอื้อฉาวเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด และไม่เข้าใจ
ข้อความของถ้อยคำที่กล่าวแล้วสักข้อเดียว ท่านพระเรวตะจึงประกาศให้สงฆ์
ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้ :-
ญัตติกรรมวาจา
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เมื่อพวกเราวินิจฉัยอธิกรณ์
นี้อยู่ เสียงอื้อฉาวเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด. และไม่เข้าใจข้อความของถ้อยคำ
ที่กล่าวแล้วสักข้อเดียว ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์
พึงระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี.
สงฆ์คัดเลือกภิกษุ รูปเป็นพวกปราจีน ๔ รูปเป็นพวกเมืองปาฐา
คือ ท่านพระสัพพกามี ๑ ท่านพระสาฬหะ ๑ ท่านพระอุชชโสภิตะ ๑ ท่าน
พระวาสภคามิกะ ๑ เป็นฝ่ายภิกษุพวกปราจีน ท่านพระเรวตะ ๑ ท่านพระ-

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 551 (เล่ม 9)

สัมภูตสาณวาสี ๑ ท่านพระยสกากัณฑกบุตร ๑ ท่านพระสุมน ๑ เป็นฝ่าย
ภิกษุพวกเมืองปาฐา ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ
ทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ญัตติทุติยกรรมวาจา
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เมื่อพวกเราวินิจฉัยอธิกรณ์
นี้อยู่ เสียงอื้อฉาวเกิดขึ้นไม่สั้นสุด และไม่เข้าใจข้อความของถ้อยคำ
ที่กล่าวแล้วสักข้อเดียว ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์
พึงสมมติภิกษุ ๔ รูปให้เป็นพวกปราจีน ๔ รูปให้เป็นพวกเมื่องปาฐา
เพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี นี้เป็นญัตติ.
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เนื้อพวกเราวินิจฉัยอธิกรณ์
นี้อยู่ เสียงอื้อฉาวเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด และไม่เข้าใจข้อความของถ้อยคำ
ที่กล่าวแล้วสักข้อเดียว สงฆ์สมมติภิกษุ ๔ รูปให้เป็นพวกปราจีน
๔ รูปให้เป็นพวกเมื่องปาฐา เพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธี
การสมมตภิกษุ ๔ รูปให้เป็นพวกปราจีน ๔ รูปให้เป็นพวกเมืองปาฐา
เพื่อระงับอธิกรณ์นี้ ด้วยอุพพาหิกวิธี ชอบแก่ท่านผู้ใด. ท่านผู้นั้น
พึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด.
สงฆ์สมมตภิกษุ ๔ รูปให้เป็นพวกปราจีน ๔ รูปให้เป็นพวก
เมื่องปาฐา เพื่อระงับอธิกรณ์นี้ด้วยอุพพาหิกวิธีแล้ว ชอบแก่สงฆ์
เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้.

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 552 (เล่ม 9)

เรื่องพระอชิตะ
[๖๕๐] โดยสมัยนั้นแล พระอชิตะมีพรรษาได้ ๑๐ เป็นผู้สวด
ปาติโมกข์แก่สงฆ์ ครั้งนั้น สงฆ์สมมติท่านพระอชิตะให้เป็นผู้ปูอาสนะเพื่อ
พระเถระทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายคิดกันว่า พวกเราจะระงับอธิกรณ์นี้ ณ
ที่ไหนหนอ แล้วคิดต่อไปว่า วาลิการามนี้แล เป็นรมณียสถาน มีเสียงน้อย
ไม่มีเสียงเอ็ดอึง ถ้าไฉนพวกเราจะพึงระงับอธิกรณ์นี้ ณ วาลิการาม ครั้งนั้น
พระเถระทั้งหลายที่ประสงค์จะวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น ได้พากันไปวาลิการาม.
สมมติตนเป็นผู้ถามและแก้
[๖๕๑] ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ-
กรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ญัตติกรรมวาจา
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของ
สงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงถามพระวินัยกะท่านพระสัพพกามี.
ท่านพระสัพพกามีประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ญัตติกรรมวาจา
ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่ง
ของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าอันพระเรวตะถามพระวินัยแล้วจะพึงแก้.
ถามและแก้วัตถุ ๑๐ ประการ
[๖๕๒] ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะถามท่านพระสัพพกามีว่า สิงคิ-
โลณกัปปะควรหรือ ขอรับ.

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 553 (เล่ม 9)

พระสัพพกามีย้อนถามว่า สิงคิโลณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คือ การเก็บเกลือไว้ในเขนงโดยตั้งใจว่า จักปรุงในอาหารที่จืดฉัน
ควรหรือ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์.
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะอาหารที่ทำการสั่งสม.
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๑ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้ จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์.
ข้อที่ ๑ นี้ ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๕๓] ร. ทวังคุลกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. ทวังคุลกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คือ การฉันโภชนะในวิกาล เมื่อตะวันบ่ายล่วงแล้วสององคุลี ควร
หรือไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองราชคฤห์ ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์.
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันโภชนะในเวลาวิกาล.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 554 (เล่ม 9)

ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๒ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๒ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๕๔] ร. คามันตรกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ .
ส. คามันตรกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คือ ภิกษุฉันเสร็จห้ามภัตรแล้วคิดว่า จักเข้าละแวกบ้าน ในบัดนี้
ฉันโภชนะเป็นอนติริตตะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันโภชนะเป็นอนติริตตะ
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๓ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๓ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๕๕] ร. อาวาสกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. อาวาสกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คืออาวาสหลายแห่ง มีสีมาเดียวกัน. ทำอุโบสถต่างกัน ควรหรือ
ไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 555 (เล่ม 9)

ส. ในเมืองราชคฤห์ ปรากฏในคัมภีร์อุโบสถสังยุต.
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะละเมิดวินัย.
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๔ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๔ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[ ๖๕๖] ร. อนุมติกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. อนุมติกัปปะนั้น คืออะไร.
ร. คือ สงฆ์เป็นวรรคทำกรรม ด้วยตั้งใจว่า จักให้ภิกษุที่มาแล้ว
อนุมัติ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน .
ส. ในเมืองจัมเปยยกะ ปรากฏในเรื่องวินัย.
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติทุกกฏ ในเพราะละเมิดวินัย.
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๕ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๕ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๕๗] ร. อาจิณณกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. อาจิณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คือ การประพฤติวัตรด้วยเข้าใจว่า นี้พระอุปัชฌายะของเราเคย
ประพฤติมา นี้พระอาจารย์ของเราเคยพระพฤติมา ควรหรือไม่ ขอรับ.

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 556 (เล่ม 9)

ส. อาจิณณกัปปะบางอย่างควร บางอย่างไม่ควร ขอรับ.
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๖ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๖ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๕๘] ร. อมถิตกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. อมถิตกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คือ นมสดละความเป็นนมสดแล้ว ยังไม่ถึงความเป็นนมส้ม ภิกษุ
ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว จะดื่มนมนั้นอันเป็นอนติริตตะ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันโภชนะอันเป็นอนติริตตะ.
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๗ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๗ นี้
สงฆ์วินิจฉัยแล้ว แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยง
สัตถุสาสน์ข้อที่ ๗ นี้ ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๕๙] ร. การดื่มชโลคิ ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. ชโลคินั้น คืออะไร ขอรับ.
ร. คือ การดื่มสุราอย่างอ่อนที่ยังไม่ถึงความเป็นน้ำเมา ควรหรือไม่
ขอรับ.

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 557 (เล่ม 9)

ส. ไม่ควร ขอรับ
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองโกสัมพี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์.
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะดื่มสุราและเมรัย
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๘ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๘ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๖๐] ร. ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควรหรือไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ .
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์.
ร. ต้องอาบัติอะไร.
ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ที่ต้องตัดเสีย.
ร. ท่านเจ้าข้า ของสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุที่ ๙ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้ว
แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๙ นี้
ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๖๐] ร. ทองและเงิน ควร หรือไม่ ขอรับ.
ส. ไม่ควร ขอรับ.
ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน.
ส. ในเมืองราชคฤห์ ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์.
ร. ต้องอาบัติอะไร.

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 558 (เล่ม 9)

ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะรับทองและเงิน.
ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๑๐ นี้ สงฆ์วินิจฉัย
แล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่
๑๐ นี้ ข้าพเจ้าขอลงคะแนน.
[๖๖๒] ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า วัตถุ ๑๐ ประการนี้
สงฆ์วินิจฉัยแล้ว แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุ ๑๐ ประการนี้ จึงผิดธรรม ผิดวินัย
หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์.
[๖๖๓] พระสัพพกามีกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย อธิกรณ์นั่นสงฆ์ชำระ
แล้ว สงบระงับเรียบร้อยดีแล้ว อนึ่ง ท่านพึงถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้กะผม
แม้ในท่ามกลางสงฆ์ เพื่อประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วกัน.
ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะได้ถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้กะท่านพระสัพพ-
กามีแม้ในท่ามกลางสงฆ์ ท่านพระสัพพกามี อันท่านพระเรวตะถามแล้ว ๆ
ได้วิสัชนาแล้ว.
ก็ในสังคายนาพระวินัยครั้งนี้ มีภิกษุ ๗๐๐ รูป ไม่หย่อน ไม่เกิน
เพราะฉะนั้น การสังคายนาพระวินัยครั้งนี้ บัณฑิตจึงเรียกว่า แจง ๗๐๐
ดังนี้แล
สัตตสติกขันธกะ ที่ ๑๒ จบ
ในขันธกะนี้มี ๒๕ เรื่อง

558