ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 9)

เอาอย่างช้างใหญ่เหล่านั้น และพากันลงสระนั้น เอางวงถอนเหง้าและรากบัว
แล้วไม่ล้างให้สะอาดเคี้ยวกลืนกินทั้งที่มีตม เหง้าและรากบัวนั้น ย่อมไม่บำรุง
วรรณะและกำลังของลูกช้างเหล่านั้น และพวกมั่นย่อมเข้าถึงความตาย หรือ
ความทุกข์ปางตาย มีข้อนั้นเป็นเหตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตเลียนแบบเรา
จักตายอย่างคนกำพร้า อย่างนั้นเหมือนกัน .
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้ :-
[๓๙๗] เมื่อช้างใหญ่คุมฝูง ขุดดิน
กินเหง้าบัวอยู่ในสระใหญ่ ลูกช้างกินเหง้าบัว
ทั้งที่มีตมแล้วตาย ฉันใด เทวทัตเลียนแบบ
เราแล้วจักตายอย่างคนกำพร้า ฉันนั้น .
องค์แห่งทูต
[๓๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำ
หน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. รับฟัง
๒. ให้ผู้อื่นฟัง
๓. กำหนด
๔. ทรงจำ
๕. เข้าใจความ
๖. ให้ผู้อื่นเข้าใจความ
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘. ไม่ก่อความทะเลาะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 9)

[๓๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำ
หน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน คือ:-
๑. สารีบุตรเป็นผู้รับฟัง
๒. ให้ผู้อื่นฟัง
๓. กำหนด
๔. ทรงจำ
๕. เข้าใจความ
๖. ให้ผู้อื่นเข้าใจความ
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘. ไม่ก่อความทะเลาะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำ
หน้าที่ทูต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้ :-
[๔๐๐] ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูด
คำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน ไม่ยังคำพูดให้
เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความ
สงสัย และถูถถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้น
แล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต.
พระเทวทัตจักเกิดในอบาย
[๔๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการ
ครอบงำ ย่ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรกชั่วกัปช่วยเหลือไม่ได้ อสัทธรรม
๘ ประการ เป็นไฉน คือ

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 9)

๑. เทวทัตมีจิตอันลาภครอบงำ ย่ำยีแล้ว จักเกิดในอบายตกนรก
ตั้งอยู่ตลอดกัป ช่วยเหลือไม่ได้
๒. เทวทัตมีจิตอันความเสื่อมลาภครอบงำ ย่ำยีแล้ว . . .
๓. เทวทัตมีจิตอันยศครอบงำ ย่ำยีแล้ว ...
๔. เทวทัตมีจิตอันความเสื่อมยศครอบงำ ย่ำยีแล้ว ....
๕. เทวทัตมีจิตอันสักการะครอบงำ ย่ำยีแล้ว ...
๖. เทวทัตมีจิตอันความเสื่อมสักการะครอบงำ ย่ำยีแล้ว ...
๗. เทวทัตมีจิตอันความปรารถนาลามกครอบงำ ย่ำยีแล้ว ...
๘. เทวทัตมีจิตอันความเป็นมิตรชั่วครอบงำ ย่ำยีแล้วจักเกิดในอบาย
ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป ช่วยเหลือไม่ได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการนี้แล
ครอบงำ ย่ำยีแล้ว จักเกิดในอบาย ตกนรก ทั่งอยู่ตลอดกัป ช่วยเหลือไม่ได้.
ดีละ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงครอบงำ ย่ำยี ลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
...ความเสื่อมลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
...ยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
...ความเสื่อมยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
...สักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
...ความเสื่อมสักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
...ความปรารถนาลามกที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
ภิกษุพึงครอบงำ ย่ำยี ความเป็นมิตรลามกทีเกิดขึ้นแล้วอยู่ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร จึงครอบงำ ย่ำยี ลาภที่
เกิดขึ้นแล้วอยู่

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 9)

. . .ความเสื่อมลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ความเสื่อมยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .สักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ความเสื่อมสักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ความปรารถนาลามกที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
ภิกษุครอบงำ ย่ำยี ความเป็นมิตรลามกที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุนั้นไม่ครอบงำลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ อาสวะทั้งหลาย
ที่ทำความคับแค้น และรุ่มร้อนพึงเกิดขึ้น เมื่อครอบงำ ย่ำยี ลาภที่เกิดขึ้นแล้ว
อยู่ อาสวะเหล่านั้น ที่ทำความคับแค้นและรุ่มร้อน ย่อมไม่มีแก่เธอ ด้วย
อาการอย่างนี้.
ก็เมื่อเธอไม่ครอบงำความเสื่อมลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . . .
. . .ยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ .. .
. . .ความเสื่อมยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .สักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ความเสื่อมสักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ความปรารถนาลามกที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
เมื่อเธอไม่ครอบงำความมีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ อาสนะทั้งหลาย
ที่ทำความคับแค้นและรุ่มร้อน พึงเกิดขึ้น.
. . .ครอบงำ ย่ำยี ความเสื่อมลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ครอบงำ ย่ำยี ความมีมิตรลามกที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ อาสวะเหล่านั้น
ที่ทำความคับแค้น และรุ่มร้อน ย่อมไม่มีแก่เธอ ด้วยอาการอย่างนี้.

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 9)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล พึงครอบงำ
ย่ำยี ลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่.
. . .ความเสื่อมลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ความเสื่อมยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .สักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ความเสื่อมสักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ . . .
. . .ความปรารถนาลามกที่เกิดขึ้นแล้ว อยู่. . .
พึงครอบงำ ย่ำยี ความมีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้วอยู่.
เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาว่า พวกเราจัก
ครอบงำ ย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ความเสื่อมลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ความเสื่อมยศที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .สักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
. . .ความเสื่อมสักการะที่เกิดขึ้นแล้วอยู่
.. . ความปรารถนาลามก เกิดขึ้นแล้วอยู่.
พวกเราจักครอบงำ ย่ำยี ความมีมิตรลามกที่เกิดขึ้นแล้วอยู่. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
[๔๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๓ ประการ
ครอบงำ ย่ำยี จักเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป ช่วยเหลือไม่ได้
อสัทธรรม ๓ ประการ เป็นไฉน คือ:-

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 9)

๑. ความปรารถนาลามก
๒. ความมีมิตรชั่ว
๓. พอบรรลุคุณวิเศษเพียงคั่นต่ำ ก็เลิกเสียในระหว่าง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๓ ประการนี้แล
ครอบงำ ย่ำยี จักเกิดในอบาย ตกนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป. ช่วยเหลือไม่ได้.
นิคมคาถา
[๔๐๓] ใคร ๆ จงอย่าเกิดเป็นคน
ปรารถนาลามกในโลก ท่านทั้งหลายจงรู้จัก
เทวทัตนั้นตามเหตุแม้นี้ว่า มีคติเหมือนคติ
ของคนปรารถนาลามก เทวทัตปรากฏว่า
เป็นบัณฑิต รู้กันว่าเป็นผู้อบรมตนแล้ว เรา
ก็ได้ทราบว่าเทวทัตตั้งอยู่ดุจผู้รุ่งเรื่องด้วยยศ
เธอสั่งสมความประมาทเบียดเบียนตถาคต
นั้น จึงตกนรกอเวจี มีประตูถึง ๔ ประตู
อันน่ากลัว ก็ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่
ประทุษร้าย ผู้ไม่ทำบาปกรรม บาปย่อมถูก
ต้องเฉพาะผู้นั้น ผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่
เอื้อเฟื้อ ผู้ใดตั้งใจประทุษร้ายมหาสมุทร
ด้วยยาพิษเป็นหม้อ ๆ ผู้นั้น ไม่ควรประทุษ-
ร้ายด้วยยาพิษนั้นเพราะมหาสมุทรเป็นสิ่งที่
น่ากลัว ฉันใด ผู้ใดเบียดเบียนตถาคตผู้เสด็จ
ไปดีแล้ว มีพระทัยสงบ ด้วยกล่าวติเตียน

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 315 (เล่ม 9)

การกล่าวติเตียนในตถาคตนั้นฟังไม่ขึ้น
ฉันนั่นเหมือนกัน ภิกษุผู้ดำเนินตามมรรคา
ของพระพุทธเจ้า หรือสาวกของพระพุทธเจ้า
พระองค์ใด พึงถึงความสิ้นทุกข์ บัณฑิต
พึงกระทำพระพุทธเจ้า หรือสาวกของ
พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนั้นให้เป็นมิตร และพึง
คบหาท่าน. .
สังฆราชี
[๔๐๔] ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวาย
บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อท่านพระอุบาลีนั่งเรียบร้อยแล้วได้
กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า สังฆราชี สังฆราชี ดังนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็นสังฆเภท ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
เป็นทั้งสังฆราชี และสังฆเภท.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุหนึ่งรูป
ฝ่ายหนึ่งมี ๒ รูป รูปที่ ๔ ประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์
ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้ จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุบายลี แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
เป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็นสังฆเภท.
ดูก่อนอุบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุ ๒ รูป ฝ่ายหนึ่งก็มี ๒ รูป รูปที่ ๕
ประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้
จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุบาลี แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ก็เป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็น
สังฆเภท.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 316 (เล่ม 9)

ดูก่อนอุบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุ ๒ รูป ฝ่ายหนึ่งมี ๓ รูป รูปที่ ๖
ประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้
จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุนาลี แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ก็เป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็น
สังฆเภท.
ดูก่อนอบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุ ๓ รูป ฝ่ายหนึ่งก็มี ๓ รูป รูปที่ ๗
ประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านทั้งหลายจงจับ
สลากนี้ จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุบาลี แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ก็เป็นสังฆราชี
แต่ไม่เป็นสังฆเภท.
ดูก่อนอุบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุ ๓ รูป ฝ่ายหนึ่งมี ๔ รูป รูปที่ ๘
ประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านทั้งหลายจงจับ
สลากนี้ จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุบาลี แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ก็เป็นสังฆราชี
แต่ไม่เป็นสังฆเภท.
ดูก่อนอุบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุ ๔ รูป ฝ่ายหนึ่งมี ๔ รูป รูปที่ ๙
ประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านทั้งหลายจงจับ
สลากนี้ จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุบาลี แม้ด้วยเหตุอย่างนี้แล เป็นทั้งสังฆราชี
และสังฆเภท.
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุ ๙ รูป หรือเกินกว่า ๙ รูป เป็นทั้งสังฆราชี
และสังฆเภท.
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์ย่อมไม่ได้ แต่พยายามเพื่อจะทำลายได้
สิกขมานา ก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้.
สามเณรก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้.
สามเณรีก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้.

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 317 (เล่ม 9)

อุบาสกก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ .
อุบาสิกาก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ แต่พยายามเพื่อจะทำลายได้.
ดูก่อนอุบาลี ภิกษุปกตัตตะ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน
ย่อมทำลายสงฆ์ได้.
สังฆเภท
[๔๐๕] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า
สังฆเภท สังฆเภท ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร สงฆ์จึงแตก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้
๑. ย่อมแสดงอธรรมว่า เป็นธรรม
๒. ย่อมแสดงธรรมว่า เป็นอธรรม
๓. ย่อมแสดงสิ่งไม่เป็นวินัยว่า เป็นวินัย
๔. ย่อมแสดงวินัยว่า ไม่เป็นวินัย
๕. ย่อมแสดงคำอันตถาคตมิได้ตรัสภาษิตไว้ว่า เป็นคำอันตถาคตตรัส
ภาษิตไว้
๖. ย่อมแสดงคำอันตถาคตตรัสภาษิตไว้ว่า เป็นคำอันตถาคตมิได้ตรัส
ภาษิตไว้
๗. ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตมิได้ประพฤติมาว่า เป็นกรรม
อันตถาคตประพฤติมา
๘. ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตประพฤติมาว่า เป็นกรรมอันตถาคตมิ
ได้ประพฤติมา
๙. ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้ว่า เป็นสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้
๑๐. ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า เป็นสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้
๑๑. ย่อมแสดงอนาบัติว่า เป็นอาบัติ

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 318 (เล่ม 9)

๑๒. ย่อมแสดงอาบัติว่า เป็นอนาบัติ
๑๓. ย่อมแสดงอาบัติเบาว่า เป็นอาบัติหนัก
๑๔. ย่อมแสดงอาบัติหนักว่า เป็นอาบัติเบา
๑๕. ย่อมแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่า เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
๑๖. ย่อมแสดงอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ว่า เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ
๑๗. ย่อมแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๑๘. ย่อมแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติชั่วหยาบ
พวกเธอย่อมประกาศให้แตกแยกกัน ด้วยวัตถุ ๑๘ ประการนี้ ย่อม
แยกทำอุโบสถ แยกทำปวารณา แยกทำสังฆกรรม
ดูก่อนอุบาลี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สงฆ์เป็นอันแตกกันแล้ว
สังฆสามัคคี
[๔๐๖] ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า
สังฆสามัคคี สังฆสามัคคี ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร สงฆ์จึงพร้อมเพรียงกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้
๑. ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นธรรมว่า ไม่เป็นธรรม
๒. ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า เป็นธรรม
๓. ย่อมแสดงสิ่งที่มิใช่วินัยว่า มิใช่วินัย
๔. ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่า เป็นวินัย
๕. ย่อมแสดงคำอันตถาคตมิได้ตรัสภาษิตไว้ว่า เป็นคำอันตถาคตมิ
ได้ตรัสภาษิตไว้
๖. ย่อมแสดงคำอันตถาคต ตรัสภาษิตไว้ว่า เป็นคำอันตถาคตตรัส
ภาษิตไว้

318