พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 149 (เล่ม 9)

[๒๘๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมากยืนรับการสอนในสำนัก
ท่านพระอุบาลี ย่อมเมื่อยล้า จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุมีอาสนะ
เสมอกัน นั่งรวมกันได้.
[๒๘๖] ต่อมา ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่า ภิกษุชื่อว่ามีอาสนะ
เสมอกันด้วยคุณสมบัติเพียงเท่าไร จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุระหว่าง
๒ พรรษา นั่งรวมกันได้.
[๒๘๗] สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปมีอาสนะเสมอกันนั่งร่วมเตียงเดียวกัน
ทำเตียงหัก นั่งร่วมตั่งเดียวกัน ทำตั่งหัก จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเตียงละ
๓ รูป ตั่งละ ๓ รูป แม้ภิกษุ ๓ รูปนั่งลงบนเตียง ก็ทำเตียงหัก นั่งลงบนตั่ง
ก็ทำตั่งหัก ภิกษุเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี
พระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต เตียงละ ๒ รูป ตั่งละ
๒ รูป.
[๒๘๘] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งลงบนอาสนะยาวร่วมกับภิกษุผู้มี
อาสนะไม่เสมอกัน ก็รังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งบนอาสนะ
ยาวร่วมกับภิกษุที่มีอาสนะไม่เสมอกันได้ เว้นบัณเฑาะก์ มาตุคาม อุภโตพ-
ยัญชนก.
[๒๘๙] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่า อาสนะยาวที่สุดมี
กำหนดเท่าไร.. . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาสนะยาวที่สุดมี
กำหนดนั่งได้ ๓ รูป.

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 150 (เล่ม 9)

[๒๙๐] สมัยนั้น นางวิสาขา มิคารมารดาใคร่จะให้สร้างปราสาทมี
เฉลียงประดุจเทริดที่ตั้งอยู่บนกระพองช้างถวายพระสงฆ์ ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลาย
มีความสงสัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตการใช้สอยปราสาทหรือไม่ทรง
อนุญาตหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการใช้สอยปราสาททุกอย่าง.
[๒๙๑] สมัยนั้น สมเด็จพระอัยยิกาของพระเจ้าปเสนทิโกศลทิวงคต
เพราะพระนางทิวงคต เครื่องอกัปปิยภัณฑ์เป็นอันมากบังเกิดแก่สงฆ์ คือ เก้าอี้
นอน เตียงใหญ่ ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย
เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่อง
ลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น
เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและ
เงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน
๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาด
ที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่อชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีที่ทำด้วยหนัง
ชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตให้ตัดเก้าอี้นอนแล้วใช้สอยได้ เตียงใหญ่ทำลายรูปสัตว์ร้ายเสียแล้ว
ใช้สอยได้ ฟูกที่ยัดนุ่นรื้อแล้วทำเป็นหมอน นอกนั้นทำเป็นเครื่องลาดพื้น.
เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก
[๒๙๒] สมัยนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่งไม่ห่างจาก
พระนครสาวัตถี เป็นผู้จัดเสนาสนะแก่ภิกษุอาคันตุกะและภิกษุผู้เตรียมเดินทาง
ย่อมลำบาก ภิกษุเหล่านั้นจึงปรึกษากันว่า ท่านทั้งหลาย บัดนี้พวกเรา จัด

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 151 (เล่ม 9)

เสนาสนะแก่ภิกษุอาคันตุกะและภิกษุผู้เตรียมเดินทาง ย่อมลำบาก เราตกลงจะ
มอบเสนาสนะของสงฆ์ทั้งหมดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง เราจักใช้สอยเสนาสนะของเธอ
ภิกษุ เหล่านั้นได้มอบหมายเสนาสนะของสงฆ์ทุก ๆ อย่าง แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุ-
อาคันตุกะได้กล่าวคำนี้กะภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายโปรดจัดเสนาสนะ
ให้พวกผม ภิกษุเจ้าถิ่นตอบว่า เสนาสนะของสงฆ์ไม่มี ขอรับ พวกผมมอบ
แก่ภิกษุรูปหนึ่งหมดแล้ว
ท่านอาคันตุกะ: ก็พวกท่านแจกจ่ายเสนาสนของสงฆ์หรือ ขอรับ
เจ้าถิ่น : เป็นเช่นนั้น ของรับ
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย .. .ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนภิกษุ จึงได้แจกจ่ายเสนาสนะของสงฆ์เล่า จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวก
ภิกษุแจกจ่ายเสนาสนะของสงฆ์ จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
ของที่ไม่ควรแจก ๕ หมวด
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน
โมฆบุรุษเหล่านั้น จึงแจกจ่ายเสนาสนะของสงฆ์เล่า การกระทำของโมฆบุรุษ
เหล่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ครั้น
แล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ของที่ไม่
ควรแจกจ่าย ๕ หมวดนี้อันภิกษุไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้สงฆ์ คณะ หรือ
บุคคล แจกจ่ายไปแล้วก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 152 (เล่ม 9)

ของไม่ควรแจกจ่าย ๕ หมวด อะไรบ้าง คืออาราม พื้นที่อาราม นี้
เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่ายหมวดที่ ๑ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแจก
จ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอา-
บัติถุลลัจจัย
วิหาร พื้นวิหาร นี้เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่ายหมวดที่ ๒ สงฆ์ก็ดี คณะ
ก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย
รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เตียง ตั่ง ฟูก หมอน นี้เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่ายหมวดที่ ๓ สงฆ์ก็ดี
คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอัน
แจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง
จอบ สว่าน นี้เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่ายหมวดที่ ๔ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคล
ก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใด
แจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย หญ้าสามัญ ดิน เครื่อง
ไม้ เครื่องดิน นี้เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่าย หมวดที่ ๕ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี
บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูป
ใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ของที่ไม่ควรแจกจ่ายมี ๕ หมวดนี้แล สงฆ์ก็ดี
คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอัน
แจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 153 (เล่ม 9)

เรื่องภิกษุแบ่งของที่ไม่ควรแบ่ง
[๒๙๓] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถี ตาม
พุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกทางกิฏาคิรีชนบท พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประ
มาณ ๕๐๐ รูป ทั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ภิกษุพวกพระอัสสชิและ
พระปุนัพพสุกะได้ทราบข่าวแล้วกล่าวกันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จสู่กิฏาคิรี-
ชนบทพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ทั้งพระสารีบุตรและโมค-
คัลลานะ เชิญเถิด! พวกเราตกลงแบ่งเสนาสนะของสงฆ์ให้หมด เพราะพระสารี-
บุตรและพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาลามก ไปสู่อำนาจแห่งความปรารถนา
อันชั่วช้า พวกเราจะได้ไม่ต้องจัดหาเสนาสนะถวายท่าน ภิกษุเหล่านั้นได้แบ่ง
เสนาสนะของสงฆ์หมดแล้ว ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกโดยลำดับ ได้
ถึงชนบทกิฏาคิรีแล้ว จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอจงไปหาภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะแล้วบอกอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาพร้อมด้วยยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ทั้ง
พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ขอท่านจงจัดหาเสนาสนะถวายพระผู้มี
พระภาคเจ้า ภิกษุสงฆ์และพระสารีบุตรพระโมคคัลลานะ ภิกษุเหล่านั้นรับ
สนองพระดำรัสแล้วเข้าไปหาภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ครั้นแล้ว
ได้แจ้งว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
ประมาณ ๕๐๐ รูป ทั้งพระสารีบุตรและโมคคัลลานะ ก็แลพวกท่านจงจัดหา
เสนาสนะถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าภิกษุสงฆ์ และพระสารีบุตรพระโมคคัลลานะ
ภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะตอบว่า ท่านทั้งหลาย เสนาสนะของ
สงฆ์ไม่มี พวกผมแบ่งกันหมดแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาดีแล้ว พระองค์
ทรงพระประสงค์จะประทับในวิหารใดก็จักประทับในวิหารนั้น พระสารีบุตร

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 154 (เล่ม 9)

และพระโมคัลลานะ มีความปรารถนาลามก ไปสู่อำนาจของความปรารถนา
อันชั่วช้า พวกผมจักไม่จัดหาเสนาสนะถวายท่าน
ภ. ท่านทั้งหลาย พวกท่านแบ่งเสนาสน ะของสงฆ์หรือ
อ. เป็นเช่นนั้น ขอรับ
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจึงได้แบ่งเสนาสนะของสงฆ์เล่า
แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า . . .
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ
พวกอัสสชิ และปุนัพพสุกะ แบ่งเสนาสนะของสงฆ์ จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
ของที่ไม่ควรแบ่ง ๕ หมวด
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุ
โมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้แบ่งเสนาสนะของสงฆ์เล่า การกระทำของโมฆบุรุษ
เหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส . .. ครั้น
แล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ของที่
ไม่ควรแบ่งมี ๕ หมวดนี้ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่ง
ไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่งต้องอาบัติถุลลัจจัย ของไม่ควรแบ่ง ๕ หมวด
อะไรบ้าง คืออาราม พื้นที่อารามนี้เป็นของไม่ควรแบ่งหมวดที่ ๑ สงฆ์ก็ดี
คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่งแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง
ต้องอาบัติถุลลัยจัย

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 155 (เล่ม 9)

วิหาร พื้นที่วิหาร นี้เป็นของไม่ควรแบ่งหมวดที่ ๒ สงฆ์ก็ดี คณะ
ก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่งแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้อง
อาบัติถุลลัจจัย
เตียง ตั่ง ฟูก หมอน นี้เป็นของไม่ควรแบ่งหมวดที่ ๓ สงฆ์ก็ดี
คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่งแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง
ต้องอาบัติถุลลัจจัย
หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง
จอบ สว่าน นี้เป็นของไม่ควรแบ่งหมวดที่ ๔ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี
ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่งแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย หญ้าสามัญ ดิน เครื่อง
ไม้ เครื่องดิน นี้เป็นของไม่ควรแบ่งหมวดที่ ๕ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี
ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่งแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ของที่ไม่ควรแบ่ง ๕ หมวดนี้แล สงฆ์ก็ดี คณะ
ก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแบ่ง แม้แบ่งแล้ว ก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้อง
อาบัติถุลลัจจัย.
[๒๙๔] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กิฏาคิรีชนบทตาม
พุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกทางเมืองอาฬวี เสด็จจาริกโดยลำดับถึงเมืองอาฬวี
แล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวีนั้น.
เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวีให้นวกรรม
[๒๙๕] สมัยนั้น ภิกษุชาวเมืองอาฬวีย่อมให้นวกรรมเห็นปานนี้
คือ :-

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 156 (เล่ม 9)

ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงวางก้อนดินบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงฉาบฝาบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงประตูบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดสายยูบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดกรอบเช็ดหน้าบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีขาวบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงสีขาวบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีดำบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีเหลืองบ้าง .
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงมุงหลังคาบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงผูกมัดหลังคาบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปิดบังที่อาศัยแห่งนกพิราบบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพังบ้าง
ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงขัดถูบ้าง
ให้นวกรรม ๒๐ ปีบ้าง
ให้นวกรรม ๓๐ ปีบ้าง
ให้นวกรรม ตลอดชีวิตบ้าง
ให้นวกรรมวิหารที่สร้างเสร็จแล้ว ยังอยู่ในเวลาแห่งควันก็มี บรรดา
ภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุชาวเมือง
อาฬวี จึงได้ให้นวกรรมเห็นปานนี้ คือ:-
ได้ไห้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงวางก้อนดินบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงฉาบทาฝาบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุ เพียงตั้งประตูบ้าง

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 157 (เล่ม 9)

ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดสายยูบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงคิดกรอบเช็ดหน้าบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีขาวบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีดำบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีเหลืองบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงมุงหลังคาบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงผูกมัดหลังคาบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปิดบังที่อาศัยแห่งนกพิราบบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพังบ้าง
ได้ให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงขัดถูบ้าง
ได้ให้นวกรรม ๒๐ ปีบ้าง
ได้ให้นวกรรม ๓๐ ปีบ้าง
ได้ให้นวกรรม ตลอดชีวิตบ้าง
ได้ให้นวกรรมวิหารที่สร้างเสร็จแล้ว ยังอยู่ในเวลาแห่งควันก็มี จึง
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ...
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ
ชาวเมืองอาฬวี . . . จริงหรือ. .
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียน. . . ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา
รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงวางก้อนดิน
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงฉาบทาฝา
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียง ตั้งประตู

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 158 (เล่ม 9)

ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดสายยู
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงติดกรอบเช็ดหน้า
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีขาว
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีดำ
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงทาสีเหลือง
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงมุงหลังคา
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงผูกมัดหลังคา
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปิดบังที่อาศัยแห่งนกพิราบ
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพัง
ภิกษุไม่พึงให้นวกรรม ด้วยเหตุเพียงขัดถู
ไม่พึงให้นวกรรม ๒๐ ปี
ไม่พึงให้นวกรรม ๓๐ ปี
ไม่พึงให้นวกรรม ตลอดชีวิต
ไม่พึงให้นวกรรมวิหารที่สร้างเสร็จแล้ว ยังอยู่ในเวลาแห่งควัน รูป
ใดให้นวกรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นวกรรมวิหารที่ยังไม่ได้ทำหรือที่
ทำค้างไว้เฉพาะวิหารเล็กไห้ตรวจดูงานแล้ว ให้นวกรรม ๕-๖ ปี เรือนมุง
แถบเดียว ให้ตรวจดูงานแล้ว ให้นวกรรม ๗- ๘ ปี วิหารใหญ่หรือปราสาท
ให้ตรวจดูงานแล้วให้นวกรรม ๑- ๒ ปี.
ให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง
[๒๙๖] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้นวกรรม วิหารทั้งหลังจึงกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้นวกรรมวิหารทั้งหลัง รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

158