พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 548 (เล่ม 89)

๒. อารัมมณปัจจัย
[๔๙๕] ๑. ธรรมที่เป็นกิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ เพราะปรารภกิเลสทั้งหลาย กิเลสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๒)
เพราะปรารภกิเลสทั้งหลาย ธรรมที่ไม่ใช่กิเลสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๓ )
เพราะปรารภกิเลสทั้งหลาย กิเลสและสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ย่อม
เกิดขึ้น.
๔. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
กิเลส ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ พิจารณา
กุศลที่สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ฯลฯ ออกจากฌาน แล้วพิจารณาฌาน ย่อม
ยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภทานเป็นต้น ราคะ ฯลฯ ทิฏฐิ
วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผล แก่อาวัชชนะ
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯลฯ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่
กิเลส โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพโสตธาตุ ฯลฯ เป็นปัจจัย
แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 549 (เล่ม 89)

๕. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือบุคคลให้ทาน ฯลฯ ออกจากฌานแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลิน
ยิ่ง ซึ่งฌาน เพราะปรารภกุศลกรรมนั้น ราคะ ฯลฯ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ฯลฯ
อุทธัจจะ ฯลฯ เมื่อฌานเสื่อมไป โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้เดือดร้อนใจ.
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิด-
เพลินยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะ
ฯลฯ โทมนัส ฯลฯ
๖. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือบุคคลให้ทาน ฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ จักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ
ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส เพราะ
ปรารภทานเป็นต้นนั้น กิเลส และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น.
๗. ธรรมที่เป็นกิเลส และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็น
ปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ
(วาระที่ ๗-๘-๙)
๓. อธิปติปัจจัย
[๔๙๖] ๑. ธรรมที่เป็นกิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 550 (เล่ม 89)

เพราะกระทำกิเลสทั้งหลายให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น กิเลสทั้ง-
หลาย ย่อมเกิดขึ้น.
มี ๓ วาระ เป็นอารัมมณาธิปติ อย่างเดียว.
๔. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
กิเลส ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
บุคคลให้ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรมแล้ว ทำกุศลกรรม
นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะ
กระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะ ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ
ย่อมเกิดขึ้น.
กุศลกรรมที่ได้สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ออกจากฌาน ฯลฯ
พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็นอารมณ์อย่าง
หนักแน่น ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผล ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักษุ ฯลฯ หทย-
วัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลสให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ครั้นกระทำ
จักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ
ฯลฯ
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต-
สมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 551 (เล่ม 89)

๕. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
ทาน ฯลฯ ฌาน ฯลฯ
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักษุ ฯลฯ หทย-
วัตถุ ฯลฯ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลสให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ครั้น
กระทำจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ย่อมเกิดขึ้น
ทิฏฐิ ฯลฯ
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย ที่เป็นสัมปยุตต-
ธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๖. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
ทาน ฯลฯ ฌาน ฯลฯ
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระจักษุ ฯลฯ หทย-
วัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลสให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ครั้นกระทำ
ทานเป็นต้นนั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว กิเลสและสัมปยุตตขันธ์
ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น.

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 552 (เล่ม 89)

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ กิเลสและ
จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๗. ธรรมที่เป็นกิเลส และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็น
ปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ
(วาระที่ ๗-๘-๙)
เป็น อารัมมณาธิปติ อย่างเดียว.
๔. อนันตรปัจจัย
[๔๙๗] ๑. ธรรมที่เป็นกิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย
ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๒)
กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่
กิเลส ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
กิเลสทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๓)
กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดหลัง ๆ
และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 553 (เล่ม 89)

๔. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
กิเลส ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้ง-
หลายที่ไม่ใช่กิเลส ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัย
แก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๕)
ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย
ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๖)
ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กิเลส ที่เกิด
หลัง ๆ และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่กิเลส และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วย
อำนาจของอนันตรปัจจัย.
๗. ธรรมที่เป็นกิเลส และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็น
ปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดก่อน ๆ และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย เป็น
ปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๘)
กิเลสทั้งหลาย ที่เกิดก่อน ๆ และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัย
แก่ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 554 (เล่ม 89)

กิเลสและสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย
พึงถามถึงมูล (วาระที่ ๙)
กิเลส ที่เกิดก่อน ๆ และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่กิเลส
ที่เกิดหลัง ๆ และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของปัจจัย.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย
[๔๙๘] ๑. ธรรมที่เป็นกิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
กิเลสทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย มี ๓ วาระ.
๔. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
กิเลส ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 555 (เล่ม 89)

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้วให้ทาน ก่อมานะ ถือทิฏฐิ.
ศีล ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความ
ปรารถนา สุขทางกาย ฯลฯ บุคคลเข้าไปอาศัยเสนาสนะ แล้วให้ทาน ฯลฯ
ทำลายสงฆ์.
ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ แก่ผลสมาบัติ
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๕. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้ว ก่อมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ เสนาสนะ แล้วฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์
ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๖. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 556 (เล่ม 89)

บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้ว ก่อมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ เสนาสนะ แล้วฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์.
ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่กิเลส และสัมปยุตตขันธ์
ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๗. ธรรมที่เป็นกิเลส และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็น
ปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ.
(วาระที่ ๗-๘-๙)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย
[๔๙๙] ๑. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
กิเลส ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะ
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯลฯ โดยความเป็นของไม่
เที่ยง ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ, ฟังเสียงด้วยทิพโสตธาตุ.
รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัย
แก่กายวิญญาณ
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่กิเลส ด้วยอำนาจของ
ปุเรชาตปัจจัย.

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๕ - หน้าที่ 557 (เล่ม 89)

๒. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะ
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลย่อมพิจารณาซึ่งจักษุ ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่ง
หทยวัตถุ ฯลฯ เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัส ย่อม
เกิดขึ้น.
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่กิเลสทั้งหลาย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
๓. ธรรมที่ไม่ใช่กิเลส เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิเลส
และธรรมที่ไม่ใช่กิเลส ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะ
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ เพราะ
ปรารภจักษุเป็นต้นนั้น กิเลสและสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่กิเลส และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของปุเรชาตปัจจัย.

557