ในวัตถุเป็นต้นนั้น วัตถุและโคตร เป็นอันถือเอาแล้วด้วยคำว่า
สุกฺกวิสฏฺฐิ และ กายสํสคฺโค เป็นอาทิบ้าง ด้วยคำว่า นานา-
วัตฺถุกาโย บ้าง
ชื่อและอาบัติเป็นอันถือเอาแล้ว ด้วยคำว่า สงฺฆาทิเสโส บ้าง
ด้วยคำว่า อาปตฺติโย บ้าง.
และในบาลีนี้ ทั้งชื่อ ทั้งวัตถุและโคตร เป็นอันถือเอาแล้วแท้
ด้วยคำว่า เอกํ อาปตฺตึ อาปชฺชึ สญฺเจตนิกํ สุกฺกวิสฏฺฐึ.
เหมือนอย่างว่า ในบาลีนี้ ท่านกล่าวว่า อยํ อุทายิ ภิกฺขุ
ฉันใด, ภิกษุใด ๆ เป็นผู้ต้อง. พึงถือเอาชื่อของภิกษุนั้น ๆ ทำกรรม-
วาจาว่า อยํ อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ ฉันนั้น .
ในเวลาจบกรรมวาจา ภิกษุนั้นพึงสมาทานวัตรในสีนาแห่งโรง
ทีเดียว ตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแลว่า ปริวาสํ สมาทิยามิ วตฺตํ
สมาทิยามิ ครั้นมาทานแล้ว พึงบอกในท่ามกลางสงฆ์ ในสีมาแห่ง
โรงนั้นแล ก็แล เมื่อจะบอก พึงบอกอย่างนี้ว่า :-
อหํ ภนฺเต เอกํ อาปตฺตึ อาปชฺชึ สญฺเจตนิกํ สุกฺก-
วิสฏฺฐิ เอกาหปฏิจฺฉนฺนํ, โสหํ สงฺฆ์ เอกิสฺสา อาปตฺติยา
สญฺเจตนิกา สุกฺกวิสฏฐิยา เอกาหปฏิจฺฉนฺนาย เอกาหปริวาสํ
ยาจึ, ตสฺส เม สงฺโฆ เอกิสฺสา อาปตฺติยา สญฺเจตนิกาย
สกฺกวิสฏฐิยา เอกาหปฏิจฺฉนฺนาย เอกาหปริวาสํ อทาสิ. โสหํ
ปริวสามิ, เวทิยามหํ ภนฺเต, เวทิยตีติ มํ สงฺโฆ ธาเรตุ. ก็แล
สมควรแท้ที่จะถือเอาใจความนี้ บอกด้วยภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง.